Stranger Than Fiction เรากำลังถูกเขียนบทบรรยายชีวิต ระหว่าง สุขนาฎกรรมกับ โศกนาฏกรรม

รู้หรือเปล่า? เรามีเวลาเฉลี่ยในชีวิตประมาณ 4,000 สัปดาห์ หักการนอนออกราว 1,400 สัปดาห์ เหลืออีก 2,600 สัปดาห์ ยังไม่นับเวลาตอนเด็กๆ กว่ามันจะรู้ตัว กว่ามันจะจำความได้ และหักสัปดาห์ที่เราเรื่อยเปื่อย หักสัปดาห์ที่มันอกหัก หักสัปดาห์ที่งานยุ่งจนลืมทุกอย่าง หักสัปดาห์ที่เราป่วย … ฯลฯ ลองจินตนาการดูว่า “เวลาที่เราใช้ชีวิตเป็น ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” จะเหลือสักเท่าไหร่ ?

” ชีวิตก็เหมือนหนังสือสักเล่มหนึ่ง” แต่คัดเฉพาะHi-light ออกมาแล้ว เหลือความยาวแค่พอให้คนสักคนอ่านมันจบได้และความยาวที่คนอ่านได้นั่นแหล่ะ.. คือช่วงชีวิตจริงๆของคนสักคน

“Life is the crummiest book I ever read.” คือประโยคเริ่มต้นของ Stranger Than Fiction!!

Harold Crick ชายหนุ่มเจ้าหน้าที่สรรพากรที่หมกมุ่นกับตัวเลขอย่างจริงจัง เขาคำนวณทุกอย่างในการใช้ชีวิตของเขาด้วยตัวเลข เขาแปรงฟันทั้ง 32 ซี่ด้วยการนับจำนวน 76 ครั้ง โดยแปรงขึ้นลง 38 ครั้ง และแปรงไปหน้าและหลังอีก 38 ครั้ง เขาผูก tie ด้วยวิธี single windsor ทำให้ประหยัดเวลาได้ 43 วินาทีทุกๆเช้า เขาวิ่งออกจากบ้านด้วยจังหวะเท่าๆกัน 57 ก้าวต่อ 1 ช่วงตึก และวิ่งไป 6 ช่วงตึกเพื่อให้ทันเวลา 8:17 ซึ่งเป็นเวลา ที่รสบัสจะออก
Harold ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกๆวัน แม้ชีวิตจะสบายและราบเรียบดี แต่ก็เป็นความราบเรียบอย่างอ้างว้าง เดียวดายบนโลก จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เขาได้ยินเสียงผู้หญิงสำเนียงอังกฤษกำลังบรรยายการกระทำทุกอย่างของเขาเหมือนเวลาอ่านหนังสือสักเล่ม ดังก้องอยู่ในหู.. เรื่องราวชีวิตจริงๆของ Harold Crick จึงเริ่มขึ้น..

ผู้กำกับ Marc Forster ชาวเยอรมัน แม้ว่าจะมีผลงานมาไม่มาก แต่หนังทุกเรื่องล้วนมีแนวทางที่ชัดเจน ทุกเรื่องล้วนมุ่งไปสู่ประเด็นของชีวิต การใช้ชีวิต มุมมองของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Finding Nerverland หนังหนึ่งในการเข้าชิงออสการ์ปี 2004 อีกมุมมองของ Peter Pan ที่เล่าในรูปแบบอัตชีวประวัติของคนแต่ง หรือ Kite Runner เรื่องราวแสนจะสลดหดหู่ของเด็กอาฟกานิสถานสองคน ท่ามกลางฉากของกรุงคาบูลที่งดงาม

มีหนังสือ บทความ หรือ หนังหลายๆเรื่องที่พยายามเตือนสติมนุษย์ถึงการใช้ชีวิต เพราะมนุษย์นั้นมีอิสระ มีจิตวิญญาณ และมีสติ ทำให้แทบจะไม่มีกรอบในการยืนอยู่บนโลก แทบไม่มีขีดจำกัดในการมีลมหายใจ แต่มนุษย์อีกจำนวนไม่น้อย กลับใช้ชีวิตตั้งแต่เริ่มหายใจจนถึงหมดลมหายใจไปอย่างไร้ความหมาย ไร้จุดหมาย
….. และถึงแม้ว่าชีวิตจะตั้งจุดหมายไว้แล้วก็ตาม นั่นก็กลับไม่ใช่หัวใจสำคัญของชีวิตเช่นกัน….

“ถ้านายรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย นายจะทำอะไร?” Harold ถาม Dave เพื่อนสนิท
“อืม..ไม่รู้สิ แล้วฉันเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกหรือเปล่าล่ะ??”
“ ไม่.. นายก็เป็นนายนั่นแหล่ะ!”
“ เหรอ.. แล้วฉันมีพลังวิเศษหรือเปล่าล่ะ??”
“ ไม่.. นายคือนาย”
“ ฉันรู้ๆ ! แต่…. ฉันมีพลังวิเศษหรือเปล่าล่ะ??”
“… ไม่… ทำไมนายต้องมีพลังวิเศษด้วยล่ะ??”
“ ไม่รู้สิ… ก็นายบอกว่าเป็นเรื่องสมมติ”
“ โอเค… นายเก่งเลขแล้วนายก็หายตัวได้!!”
“มันไม่ใช่พลังวิเศษว่ะ ..นั่นมันความสามารถต่างหากล่ะ”
“Dave… นายเก่งเลขแล้วนายก็หายตัวได้ โอเคป่ะ??”
“โอเค… ฉันจะไป space camp “
“ space camp เนี่ยนะ??”
“ ที่Texasน่ะ นี่เป็นที่ที่เด็กทุกคนอยากจะไปแล้วก็ไปดูว่า ทำยังไงถึงจะได้เป็น นักบินอวกาศไงล่ะ! ฉันอยากไปมาตลอดตั้งแต่ฉัน 9 ขวบ”
“ นายหายตัวได้..แต่นายอยากไป space camp??”
“ ฉันไม่ได้อยากหายตัวได้นะ .. นายเลือกให้เองต่างหากล่ะ”
“ แล้วนายไม่คิดว่าแก่เกินไปสำหรับ space camp เหรอ? “

“ You’re never too old to go to space camp, Dude. “ นั่นคือประโยคของ Dave…

จุดหมายของชีวิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญก็จริงอยู่.. ไม่ว่าจุดหมายของแต่ละคนคืออะไร แต่น่าแปลก ?? ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่จุดหมายของชีวิต เพราะเมื่อคุณเดินไปถึงจุดหมาย นั้นๆแล้ว คุณกลับค้นพบว่า ทุกจุดมุ่งหมายของชีวิต ไม่ใช่แก่นสารที่แท้จริง แต่ที่จริงแท้กว่า คือการที่คุณได้ชื่นชมความสวยงามระหว่างทางเดินนั้นต่างหาก
เรากำลังพยายามมีเงินให้ได้มากที่สุด มีการงานที่ดีที่สุด มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่างที่สังคมนั้นยอมรับในสิ่งเหล่านั้น โดยลืมมองสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ … ความสวยงามของชีวิต ที่นับวันก็ร่วงโรยไปตามเวลา เหมือนดอกไม้ เหมือนสิ่งต่างๆที่สวยงามบนโลก และมันซื้อกลับคืนมาไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยเงินมากมายขนาดไหนก็ตาม

สำหรับ Harold แล้ว ทุกอย่างถูกคำนวณไว้อย่างดี คำนวณด้วยความแม่นยำ เพื่อให้ชีวิตของเขาราบรื่น สวยงาม ไม่มีที่ติ แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ .. มันก็ยิ่งห่างไกลไปจากความสุข เพราะทุกอย่างที่ทำให้ perfectนั้น กลับไม่ใช่สิ่งต้องการความ Perfect เอาเสียเลย และนั่นแหล่ะ คือ การใช้ชีวิตที่แท้จริง

Harold เริ่มสำรวจเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับชีวิตไปพร้อมๆกับการสำรวจชีวิตตัวเองใหม่ และเริ่มเรียนรู้มุมมองใหม่ๆของชีวิต … หลายคนว่า… เราจะรู้คุณค่าจริงๆของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ก็ต่อเมื่อได้รับรู้ว่า เรากำลังจะเสียมันไป..

…. Harold Crick ใช้ชีวิตเป็นแล้ว

สุดท้าย.. ไม่ว่าจุดหมายคืออะไร เราได้ชื่นชมและใช้ชีวิตได้ดี ได้งมงามแค่ไหน มันจะเป็นสุขนาฎกรรมหรือ โศกนาฏกรรม เราต่างล้วนเกิดมาเพื่อจากไป อาจารย์ Hilbert ตัวละครหนึ่งในเรื่องพูดกับ Harold ว่า ” You Have to die. It’s masterpiece”

######## sunstudio@hotmail.com #########

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s