The Shining น่ากลัวกว่านี้ได้อีก…

ย้อนกลับไปสมัยยุค ‘80s นั้น ถ้าใครอายุรุ่นเดียวกับหนังแฟนฉัน (ไม่ใช่รุ่นเดียวกับดาราในหนัง..แต่หมายถึงในหนังอ่ะนะ ที่ปาเข้าไปสามสิบอัพ…) แล้วชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็… ต้องยอมรับว่า เป็นยุคทองแห่งหนังสยองขวัญจริงๆ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นหนังเกรด บี ทุนต่ำ (หาดูได้จากร้านเช่าวิดีโอแถวบ้านเป็นหลัก โดยเฉพาะพวกวิดีโอก๊อปปี้ ยี่ห้อ National 120 หุๆๆ )จนเป็นกำเนิดของตัวละครอย่าง Freddy Krueger จาก Nightmare on elm street หรือ ที่คนไทยเรียกว่า”นิ้วเขมือบ” นั่นเอง (ชอบชื่อไทยมากเลย..เท่ห์จริงๆ) หรือ Jason แห่ง Friday 13th “ศุกร์ 13 สยอง” หรือจะเป็น ตุ๊กตาผี Chucky จากเรื่อง Child’s Play ก็ถือว่าสุดคลาสสิคมาก

นอกจากตัวหนังเอง จะโด่งดังแล้ว ก็ทำให้เกิดผู้กำกับเจ๋งๆขึ้นมาอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Wes Craven ที่สร้าง Freddy ให้มาหลอกหลอนเด็กๆในยุค 80s ลามไปถึงยุค 2000 ที่กลับมาล้อเลียนตัวเองใน Trilogy Series ของ Scream จนดึงเทรนหนังสยองขวัญให้กลับมาฮิตอีกที ในต้นยุค 2000 หรือจะเป็น John Carpenter ที่สร้างผลงานอย่าง The Fog หรือจะเป็น The Thing ทั้งสองเรื่องนี้ก็คลาสสิคจริงๆ ว่างๆจะมาคุยให้ฟังต่อ

แต่ที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ สำหรับโลกแห่งเรื่องสยองขวัญ ก็คือเค้าคนนี้ เจ้าพ่อเรื่องสยองขวัญตัวจริง Stephen King ผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องนิยายสยองขวัญตั้งแต่ต้นยุค 80s ยาวมาถึงปัจจุบัน ถือว่าผู้ทรงอิทธิพลของอเมริกาคนหนึ่งเลย เรียกว่าเขียนนิยายจนโคตรรวย… ว่างๆจะมาเล่าถึงหนังที่สร้างจาก King อีกมากมาย (อีกแล้ว..) หนังดังๆทั้งน้านน ไม่ว่าจะเป็น Children of the Corn , Stand by Me , The Shawshank Redemption , Apt Pupil , The Green Mile , Dreamcatcher , 1408 , The Mist และอื่นๆอีกมากมายยยยจริงๆ

แต่ที่วันนี้จะเล่า คือเรื่องสุดคลาสสิคอีกหนึ่งเรื่อง คือ The Shining ที่อยากพูดถึงเรื่องนี้เนี่ย เพราะหลายประเด็นอยู่ เช่น The Shining ถูกกำกับโดย Stanley Cubrick ผู้กำกับหนังในตำนาน หนังของเค้ามีอยู่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น แต่กลับเป็นหนังที่ต้องหามาดูให้ได้แทบทุกเรื่อง ด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร .. ไอ้คำว่าไม่เหมือนใครที่แหล่ะ ที่คนไม่เคยดูหนังของเค้าอาจจะสงสัยว่า มันดีขนาดนั้นเชียวเหรอ.. The Shining เนี่ยแหล่ะ คือข้อพิสูจน์!!

เนื่องจาก The Shining ถูกดัดแปลงจากนิยายของ King เอง โดย Cubrick นำมาเขียนบทหนังแล้วสร้างขึ้นในปี 1980 จนเป็นหนังสยองขวัญที่คอหนังแนวนี้ ถือว่าเป็น 1 ใน 10 เรื่องที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย!! และจุดที่ทำให้อยากเล่าถึงเรื่องนี้อีกอย่างนึงเพราะ ในปี 1997 King เองกลับนำ The Shining มาปัดฝุ่นซะใหม่ เป็น TV series ยาว 4 ชั่วโมง โดยเค้าดูแลการผลิตเอง เขียนบทเอง ทำให้อยากรู้อยากเห็นมากว่า ถ้าคนเขียนนิยายเจ๋งๆอย่าง King หันมาทำหนังซะเอง จะเป็นยังไงนะ?… ถ้าหากันได้นะ ขอแนะนำให้ไปหา Version ของ King มาดูซะก่อน เป็นการเปรียบเทียบ แต่ขอบอกสักหน่อยเถอะ..ว่าเอ่อ… ออกจะขำไปซะมากกว่าเป็นหนังสยองขวัญ…

ย้อนกลับมาที่ The Shining ในปี 80 นั่น เมื่อได้ดู Version ปี 97 แล้ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเก๋าของ Cubrick ที่ดัดแปลงในจุดที่ King คิดมาในเชิงตัวหนังสือเกินไป ที่ยากจะถ่ายทอดเป็นภาพได้ดี รวมไปถึงความลึกอีกหลายๆอย่าง ที่ทำให้คนอย่าง Cubrick น่าเคารพซะจริงๆ แต่ก็ใช่ว่า King จะไม่เก่งนะ… อย่างว่าแหล่ะ ทางใครทางมัน ไม่มีเรื่องเจ๋งๆของ King เราก็คงไม่ได้ดูหนังเจ๋งๆแบบนี้เหมือนกัน

The Shining เป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่และลูกชายตัวเล็ก ที่กำลังจะย้ายไปที่โรงแรมเก่าแก่ที่ชื่อว่า Overlook เนืองจากพ่อ ได้งานเป็นผู้ดูแลโรงแรมนี้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาถึง เพราะโรงแรม Overlook เป็นโรงแรมที่ทุกฤดูหนาวนั้น หิมะจะตกหนักซะจนไม่มีใครเข้าไปพักได้ แต่ถึงอย่างไร..ก็ต้องมีคนเฝ้าและดูแลตลอดหลายเดือนของฤดูหนาวที่โหดร้าย และจะมีเพียงพ่อแม่ลูก 3 คนนี้เท่านั้น..ที่จะใช้ชีวิตในโรงแรม

ดูๆแล้ว ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรใช่มั๊ย? แต่หนังมันเริ่มบิ๊วตรงที่ว่า..เจ้าของโรงแรมดันบอกว่า เมื่อปีก่อน ก็มีคนมาดูแลโรงแรมแบบนี้แหล่ะ แล้วก็เป็นครอบครัวเหมือนกันเล๊ยย มีพ่อแม่ แล้วก็ลูกแฝด แต่ที่เจ๋งคือ ..พ่อมันฆ่าทิ้งทั้งครอบครัวเลย ..สับด้วยขวาน แล้วยิงกรอกปากตัวเองตาย… เท่านั้นแหล่ะ…หลอนนนน

หนังชี้นำไปในแนวทางของจิตวิทยามากกว่าพลังลี้ลับที่เกินจริง ซึ่งในนิยายจะพูดถึงในแนวทางของพลังลี้ลับมากกว่านี้ ซึ่ง Version ปี 97 ก็จะเล่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆหลอนๆในโรงแรมตามในหนังสือซะเป็นส่วนใหญ่

แต่ตัวละครที่สำคัญของเรื่องมากที่สุด สำหรับเรานะ.. น่าจะเป็นลูกชายที่มี sense พิเศษบางอย่าง ที่คนอื่นๆมองว่าเป็นเด็กมีปัญหาจนต้องดูแลโดยจิตแพทย์ นั่นเป็นจุดพลิกและจุดเดินเรื่องน่าสนใจทีเดียว

ข้อแตกต่างหลายอย่างของ Version ที่ Cubrick ทำ และ King ทำ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ดูไม่เกินจริงเกินไปของ Cubrick ความลึกของตัวละครแต่ละตัว ที่ถึงหนังจะสั้นกว่า แต่กลับลึกกว่า หรือจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ ซึ่งถือว่าสุดยอดมากๆ การใช้ภาพเป็น Symbolic ของ Cubrick นั้นถือว่าเป็นตำนานในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นใน 2001 : A Space Odyssey หรือใน A Clockwork Orange สองเรื่องนี้เด่นชัดในสไตล์การเล่าเรื่องด้วย Symbolic มากๆ และใน The Shining ก็เหมือนกัน.. Cubrick ใช้ภาพหลอนตัดออกมาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น..ก็ทำให้สยองขนลุกขนพองสุดๆแล้ว

ความเก๋ายังไม่หยุดแค่ในเชิงภาพ แต่ลึกไปถึงการวางบทบาทของตัวละครที่ต่างไปจากที่ King คิด ต้องยอมรับอย่างนึงเลยว่า ตอนที่ได้ดู Version ของ King ก็นึกไม่ออกเลยว่า มันจะกลัวไปได้ยังไง? เพราะวิธีคิดของ King บางอย่างดูน่าตลกด้วยซ้ำไป..

สิ่งที่น่าคิดเกี่ยวกับ The Shining ที่สุดเลย คือ ถ้าย้อนมองดูตัวเราเอง… คนทุกๆคนในสังคมวันนี้ ทุกคนก็ต่างมีชีวิตที่หมกมุ่น กดดัน คาดหวังไปซะหมด เพราะเป้าหมายของทุกคนคือ ความสบาย.. แปลกมั๊ย? ที่เราอยากสบายแต่กลับทำทุกอย่างให้ดูลำบาก ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าอยากสบาย ก็ทำด้วยความสบาย น่าจะตรงจุดกว่า เหมือนหิวข้าว ก็กินข้าว..เท่านั้นเอง.. นั่นเป็นที่มาของจุดจบในการอยู่รวมกันของครอบครัวในสังคมวันนี้ พ่อแม่จริงจังกับการหาเงิน เพื่อจะหาเงิน เสื้อผ้า มือถือให้ลูก แต่กลับลืมใส่ใจถึงคำว่า
“สั่งสอน”… ขัดแย้งกันน่าดู??

จุดจบของ The Shining เราคงไม่สามารถพูดถึงงานของ Cubrick แบบวิชาการได้หรอก.. เพราะเราไม่มีความรู้ในเรื่องหนัง และ Cubrick ก็เป็นตำนานซะขนาดนั้น .. สิ่งที่พูดได้คงเป็น ข้อคิดที่ได้จากหนังซะมากกว่า แม้หนังจะเป็นหนังสยองขวัญ แต่กลับให้ข้อคิดดีๆของการใส่ใจคนรอบข้างให้มากพอ คำว่า”รัก” คงไม่ใช่แฝงไปด้วยความเห็นแก่ตัวในนั้น .. Quote นึงของบทสนทนาของเรื่องระหว่างพ่อกับลูก..

“ พ่อชอบโรงแรมนี้มั๊ย”
“ ชอบสิ พ่อรักมันมากเลยล่ะ.. แล้วลูกไม่ชอบหรือยังไง?”
“ ผมก็ว่างั้นน่ะฮะ “
“ ดีแล้วล่ะ พ่อก็อยากให้แกรักที่นี่ พ่อหวังว่าเราจะอยู่กันที่นี่ ตลอดไป…และตลอดๆๆไป..”

ลูกมันคงคิด.. ตกลงแล้ว.. ใครอยากอยู่กันแน่วะ? มึงหรือกู? หึๆๆ

สำหรับใครที่ชอบหนังสยองๆแล้วนะ.. ขอให้ไปหาดูกันซะ ต้องเรียกว่า “หนังสยองตัวพ่อ” ก็ว่าได้.. หนังสยองที่ไม่ต้องน่ากลัวเพราะเสียงตกใจๆ หรืออะไรที่แหว่ะๆ มุขเดิมๆ ไม่ก็ผมยาวปิดหน้า เดินกระตุกๆ จนเหมือนผีญี่ปุ่นย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่เมืองไทยกันหมดแล้ว.. พอดูจบจะรู้ได้ว่าทำไม? ยุค 80s ถึงเป็นยุคทองของหนังสยองขวัญจริงๆ .. แล้วคุณจะรักหนังสยองๆขึ้นอีกเย๊อะ…เหอะๆๆๆ

คราวต่อไปจะพยายามพูดถึงหนังเรื่องอื่นๆของ Stephen King อีก โดยเฉพาะผู้กำกับที่ชอบเหลือเกิ๊นนน ที่จะเอาเรื่องของ King มาทำหนัง เค้าคือ.. “Frank Darabont”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s