Midnight Cowboy ความรัก..เป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์เหลืออยู่

จนป่านนี้แล้ว ข่าวทุกวันที่ยังเห็นๆกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน การที่คนไทยด้วยกันแท้ๆ (แม่ง)ยังมานั่งทะเลาะกันเองทุกวัน อย่างกับเกิดกันมาคนละที่ หรือไม่ก็ญาติข้างพ่อคงฆ่ากันตายมาก่อน ที่วันนี้รู้สึกสลด แม้จะเป็นข่าวเล็กๆ ถ้าฟังผ่านๆก็อาจจะไม่คิดอะไร (เพราะชาชินซะแล้ว)

ยายเนียมที่ทุกคนได้รู้จัก จากการแถลงอันเลื่องลือของนายกฯอภิสิทธิ์ เกิดป่วยหนักติดต่อมาหลายอาทิตย์ จนพบว่ายายเนียมป่วยเป็นมะเร็ง และยายเองก็ไม่รู้สึกตัวมาพักหนึ่งแล้ว หมอบอกว่ามีแต่อาการทรงกับทรุดเท่านั้น.. ที่น่าเศร้าคือ นายกฯตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมยายเนียมที่โรงพยาบาลกลุ่มคนเสื้อแดงรู้ข่าวดังนั้น ก็พร้อมใจกันราวสองร้อยคน ไปปิดโรงพยาบาล เตรียมขับไล่นายกฯ … ลองจินตนาการดูว่าถ้ายายเนียมเป็นยายเรา แล้วมีไอ้กลุ่มอะไรสักกลุ่มมาปิดล้อมไม่ให้มาเยี่ยม…ไม่ต้องเป็นนายกฯหรอก เอาแค่ใครสักคนไปเยี่ยมยายเราที่กำลังจะตายไม่ได้ จะรู้สึกยังไง…? น่าเศร้าจริงๆที่ ความรัก ความดีงาม มันหมดไปจากประเทศนี้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…?

โจ บั๊ค หนุ่มคาวบอยบ้านนอกที่แบกความหวังเต็มเปี่ยม ทิ้งความลำบากของเท็กซัสดินแดนที่ห่างไกลไปสู่เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค เพียงหวังว่าจะเจอทางลัดในชีวิต ทางลัดในเมืองที่มีแต่สาวรวยๆที่พร้อมจะทำให้เค้าสบายไปทั้งชีวิต การเดินทางด้วยความหวังมาสู่ดินแดนศิวิไลซ์ ฉากในนิวยอร์คที่วุ่นวายในยุคปลาย 60s ผู้คนขวักไขว่ ไม่มีใครสนใจใคร ตัดกับเพลงลูกทุ่งๆแบบใสซื่อ ที่ชื่อว่า “Everybody’s Talkin’ ” ของ Harry Nilsson

“เหมือนทุกคนกำลังพูดกับฉัน แต่กลับไม่ได้ยิน จะมีก็แต่เสียงก้องดังอยู่ในหัว…ไม่ว่าใครก็เอาแต่จ้องมอง แต่ฉันกลับเหมือนมองไม่เห็นใคร จะมีก็แต่เงาในดวงตาเท่านั้นเอง.. ฉันเฝ้าแต่ตามหา ที่ไหนนะ…ที่แสงจากดวงอาทิตย์จะสาดส่อง ผ่านสายฝนที่โหมกระหน่ำ ฉันนุ่งลมห่มฟ้า มีเพื่อนเป็นสายลมที่พัดผ่าน แล่นผ่านลมอุ่นๆของหน้าร้อน แล้วข้ามผ่านมหาสมุทรที่ประหนึ่งก้อนหิน”

เป็นฉากที่บอกเล่าเรื่องราวของคนอเมริกันไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม ได้เป็นอย่างดี จริงๆแล้วฉากนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “บุญชู” เอามากๆ โดยเฉพาะภาคแรก ตอนที่บุญชูเพิ่งเข้ามาในกรุงเทพ ที่พกเอาความใสซื่อเต็มเปี่ยมเข้ามา แต่กลับพบความขุ่นมัวของคนในสังคมเมือง โดยที่มี Background เป็นเพลงสไตล์บลูส์ ของ จรัล มโนเพชร บอกเล่าความรู้สึกของตัวละคร  โจ บั๊คก็ไม่ต่างอะไรกับบุญชู ที่ชีวิตบ้านนอกมันโหดร้ายเสมอเมื่อต้องอยู่ในเมือง บั๊คพบกับ 18 มงกุฎจอมแสบ “แรทโซ” ที่ทำตัวเหมือนเป็นผู้หวังดี ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้บ๊ัคเข้าสู่วงการ”ชายขายน้ำ”ตามที่ตั้งใจไว้ได้เต็มตัว แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะสุดท้ายแล้ว แรทโซก็เป็นแค่ตัวแสบที่ฉกฉวยโอกาสจากความใสซื่อของบั๊คก็เท่านั้น..  ระหว่างทางของหนังนั้น ผู้กำกับมักจะใช้วิธีตัดสลับเฟรม flashback อย่างรวดเร็วกับทุกสถานการณ์ที่เลวร้ายของบั๊ค เพื่อเล่าความรู้สึกจิตใจสำนึกในชั่วขณะของบั๊คว่ากำลังรู้สึกยังไง? และ เพราะอะไร? ซึ่งเป็นวิธีที่ฉลาดและเท่ห์มากๆ

โจบั๊คบังเอิญเจอ แรทโซ อีกครั้ง.. แม้บั๊คจะโมโห เหน็ดเหนื่อย และสิ้นหวังแค่ไหน แต่เขาก็เป็นแค่คาวบอยบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่สามารถจะกลายร่างเป็นคนเมืองที่ไร้จิตใจไปได้.. และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ จากคนตัวเล็กๆสองคน  แรทโซ พาบั๊คไปรู้จักดินแดนของเขา ดินแดนที่เป็นเพียงรูหนูซอมซ่อๆ แต่เขากลับต้อนรับบั๊คเสมือนคฤหาสน์ที่สวยงาม และสะดวกสบาย บั๊คผู้ซึ่งมาจากดินแดนที่แห้งแล้งเพื่อมาแสวงหาความสะดวกสบายในเมืองใหญ่ กับ แรทโซผู้ซึ่งอยู่ในเมืองใหญ่แต่กลับมีความสุขในดินแดนเล็กๆที่ซอมซ่อของตัวเอง…

Midnight Cowboy เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จด้านชื่อเสียงอย่างมากในปี 1970 ด้วยการคว้าออสการ์ 3 ตัวจากรางวัลสำคัญๆ ทั้ง Best Picture , Best Directer และ Best Screenplay รวมไปถึงได้เข้าชิงดารานำชายทั้งสองคน คือ Dustin Hoffman และ Jon Voight หนุ่มเฟี้ยวววว…มาก Jon Voight นี่แบบว่าหนุ่มจนนึกหน้าตอนนี้ไม่ออกเลย และการแสดงก็ต่างจากยุคหลังๆมาก ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบทผู้ร้าย จอมบงการ หรือเป็นตัวประกอบที่เป็นพวกรัฐบาลอะไรประมาณนี้ เรียกว่าแทบจะไม่มีอะไรให้จดจำ ( จำได้แค่ว่าเป็นพ่อตัวจริงเสียงจริงของ Angelina Jolie..นั่นล่ะ ) ผิดกับบทในเรื่องนี้ ที่ด้วยสายตา ท่าทาง ทำให้เชื่อได้สนิทใจเลยว่ามาจากบ้านนอก และเป็นคนไม่คิดร้ายกับใครเลยจริงๆ

สำหรับอีกคน ถ้าติดตามหนังในยุครุ่งเรืองของ Dustin Hoffman แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เขาเป็น Genius คนหนึ่งในวงการ เรียกว่าเล่นได้ขาดจริงๆ ไม่ว่าจะเล่นเป็นอะไร ก็ทำให้ไม่รู้ว่าเลยว่าคือ Dustin Hoffman เหมือนเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน ใน Tootsie เขาคือศิลปินตัวจริงที่ดันไปหลงรักนักแสดงสาวจนต้องยอมปลอมตัวเป็นหญิงเพื่อจะได้ใกล้ชิด หรือใน Rain man เขาคือพี่ชายออทีสติกแสนดีของ Tom Cruise และใน Midnight Cowboy เขาก็คือชายพิการ 18 มงกุฏ ที่พยายามเอาตัวรอดจากสังคมใหญ่ที่น่าสมเพช..

ท้ายที่สุดของหนัง เราคงไม่อยากจะบอกว่าจบแบบไหนหรือจบยังไง (อยากรู้ต้องดูเองนะจ๊ะ) แต่ตัวละครทั้งสองต่างสร้างมิตรภาพให้เกิดซึ่งกันและกันอย่างช้าๆ ซื่อๆแต่ลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างสอนให้รู้จักอีกมุมหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะ แรทโซ ที่สอนให้บั๊ครู้จักการใชัชีวิตว่า ชีวิตนั้นไม่มีทางลัดอย่างที่บั๊คเข้าใจ และ ความรัก มิตรภาพ จะพาไปสู่ความสวยงามที่แท้จริงของชีวิต

Midnight Cowboy เอง ก็กำลังบอกคนดูไปด้วยว่า ได้โปรดเชื่อในความฝัน ความดีงามของมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์จะถูกหลอกล่อหรือจมอยู่ในวังวนของกิเลสตัณหาไปอีกเท่าไหร่ ความรัก มิตรภาพก็ยังก่อเกิดได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ทุกคน แม้ในนรก สวรรค์ กันดาน ศิวิไลซ์ ซอมซ่อ หรือ สวยงาม แค่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ ที่เชื่อในความรัก นำพามาซึ่งความหวังของการมีลมหายใจอยู่บนโลกที่วุ่นวาย

“ครั้งหนึ่งซึ่งความหวังของเขาสูงอยู่บนฟ้า ครั้งหนึ่งซึ่งความฝันนั้นหาซื้อได้อย่างง่ายดาย แต่..เพียงไม่นาน ดั่งอุ้งมืออินทรีย์ถูกแผดเผา เพียงไม่นาน..ที่ความเหงาได้ให้บทเรียนกับชีวิตเสียที ว่าหัวใจนั้นเกิดมาเพื่อถูกดูแล …ชีวิตนั้น เกิดมาเพื่อถูกแบ่งปันให้กัน ..และในท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงความรักเท่านั้น..ที่เราเหลืออยู่” จากตอนหนึ่งของเพลง “Midnight Cowboy” โดย John Barry

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s