Across The Universe ฉันจะขึ้นเรือดำน้ำสีเหลืองข้ามจักรวาลมาสู่ทุ่งสตอเบอรี่..แค่เราสอง

ตั้งแต่จำความได้ สมัยยังเป็นเด็กเบบี๋อยู่เลยนั้น ทุกๆเช้าจะมีเสียงเพลงจากแผ่นเสียงของพ่อดังอยู่เป็นเนืองๆ และยังดังต่อเนื่องไปทั้งวัน เพลงที่ไม่ว่าบ้านไหนๆ บรรดาพ่อๆมักจะเปิดกันเหมือนเป็นธรรมเนียมก็จะหนีไม่พ้น เอลวิส และ The Beatles โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยอินไปกับเอลวิสเลย แม้ว่าเด็กๆจะถูกเปิดอัดกรอกหูสักเท่าไหร่ ฟังพ่อเล่าเรื่องเอลวิสจนนับไม่ถ้วน จนสงสัยว่าชื่อตัวเองนี่พ่อเอาไปเกี่ยวกับห้องอัดห้องแรกที่เอลวิสไปอัดเสียงหรือเปล่า ก็มันดันชื่อว่า Sun Studio ..หลอนจนโตมา ตูดันมีอาชีพทำเพลง เลยต้องใช้ชื่อห้องอัดตัวเองว่า Sun Studio อีก..

ด้วยความไม่อินนั้น พ่อก็เลยมีวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษ หน้าตาดูเก๋ๆว่า The Beatles มากรอกหูให้ฟังแทน จำได้เมื่อครั้งแรกที่เห็นปกแผ่นเสียง คิดว่าคงไม่ใช่แผ่นอัลบั้มเต็มทั่วๆไป แต่คงเป็นแผ่น single สักเพลงนึง เป็นภาพกลุ่ม The Beatles นั่งอยู่ในห้องมืดๆ ดูดิบๆ ดูดบุหรี่กันอย่างเมามัน …  อิทธิพลของ The Beatles มีสูงมากต่อต่อมฟังเพลง จนต้องหามาฟังเอง เรียนรู้เรื่องราวของพวกเค้า ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่า The Beatles ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้จริงๆ พ่อเองก็เคยบอกว่า The Beatles เกิดมาเพื่อแต่งเพลงให้กับโลกนี้โดยเฉพาะ..

ในโลกภาพยนตร์ มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับ The Beatles มีให้ดูมากมาย ทั้งสารคดี , หนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพวกเค้าก็มีให้ดูเยอะแยะ ไหนจะหนังที่พวกเค้าเล่นกันเองอีก ยกตัวอย่างเช่น A Hard Day’s Night หนังตลกขาวดำ ที่เล่นโดยตัวเหล่า The Beatles กันเอง ก็กลายเป็นหนังสนุกในตำนานเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว หรือ หนังฟอร์มเล็กๆที่พยายามเล่าเรื่องในซอกหลืบที่ยังไม่มีใครรู้ Backbeat หนังที่เล่าเรื่อง The Beatles คนที่ 5 และความลับที่ว่า John Lennon เคยชอบผู้ชายด้วยกัน!!!   แต่คงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะเล่าประวัติของพวกเค้าได้แปลกประหลาดเท่ากับหนังเรื่องนี้อีกแล้ว “Across The Universe” หนังที่มีเรื่องราวจริงๆของ The Beatles เป็นฉากหลัง ใช้ความรักแบบหนุ่มสาวที่มีชื่อตัวละครจากในบทเพลง The Beatles แถมยังเล่าเรื่องผ่านเพลง The Beatles ร้อยเรื่องต่อเข้าด้วยกันได้!!.. จะไปหาหนังแบบนี้ได้ที่ไหนเนี่ย..

หนังเริ่มต้นเล่าเรื่องด้วย ชายหนุ่ม Jude ( ชื่อตัวละครที่เอามาจากเพลง Hey Jude ร้องโดย Paul McCartney ซึ่งว่ากันว่า เค้าแต่งให้กับ Julian ลูกชายคนแรกของ John Lennon กับแฟนคนแรก เพื่อเป็นการปลอบใจ Julianซึ่งตอนนั้นพ่อแม่ต้องหย่าขาดจากกัน )
Jude เปิดฉากด้วยเพลง “Girl” เพื่อเป็นการเกริ่นนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเค้า เนื้อเพลงที่ว่า “ จะมีใครฟังเรื่องราวของฉัน เกี่ยวกับผู้หญิงที่ยังคงอยู่ในใจเสมอ เป็นคนที่ฉันยังเฝ้าคิดถึงเหลือเกิน และเรื่องราวเหล่านั้นก็ยังคงวนเวียน ทำให้ฉันเสียใจอยู่ทุกวัน.. “

Jude เป็นชายหนุ่มจากเมืองลิเวอร์พูล ( ก็เมืองเกิดของเหล่า The Beatles นั่นแหล่ะ ) ทำงานเป็นคนงานอู่ต่อเรือ มีความตั้งใจว่า จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ฝั่งอเมริกา เพื่อตามหาพ่อที่ทิ้งเค้าไปแต่เด็ก.. ถ้าพูดถึงการเดินทางไปอเมริกาของThe Beatles แล้ว พวกเค้าเป็นวงดนตรีที่มีความใฝ่ฝันจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ฝั่งอเมริกาเหมือนกับ Jude แต่สิ่งที่พวกเค้าตั้งใจไว้ก็คือ การที่จะไปสร้างชื่อเสียงที่อีกฝั่งนึงของโลก อย่างที่ไม่มีใครหน้าไหนในยุคนั้นในเกาะอังกฤษเคยทำได้มาก่อน และที่สุดแล้ว… ความฝันที่ตั้งใจไว้ ก็ทำให้พวกเค้ากลายเป็นตำนาน

Lucy หญิงสาวที่ Jude หลงรักเมื่อข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่อเมริกา ( ชื่อตัวละครนี้ก็เอามาจากเพลง Lucy in the Sky with Diamonds ซึ่งเพลงนี้ สมัยนั้นมีข่าวลือที่ว่า ในเนื้อเพลงเป็นเนื้อหาที่แฝงโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับยาเสพติดเอาไว้ พวกนักข่าวบอกว่า..ดูซิ!! ชื่อเพลงยังเอามาจาก LSD เลย… แหม..คิดกันไปด้ายยยย… ) แต่ความรักนั้นก็ไม่ได้สมหวังกันซะทีเดียวแต่แรก เพราะต่างคนต่างก็มีแฟนกันอยู่แล้ว

อีกตัวละครที่น่าสนใจ ด้วยวิธีการเล่า และเอาเนื้อเพลงมาเล่นไปกับเนื้อเรื่อง ก็คือ Prudence
Prudence เป็นเด็กสาวลูกครึ่งเอเชีย เดินทางออกจากโอไฮโอเพื่อตามหารักแท้อย่างไร้จุดหมาย เหมือนเป็นตัวแทนของหญิงสาวที่เฝ้าแต่ค้นหาตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าอะไรคือรักแท้ และรักแท้นั้นจะอยู่ที่ไหน? Prudence ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการเดินเรื่องมากมาย แต่เป็นความฉลาดในการเอาเนื้อเพลงมาเล่น Prudence นั้นผิดหวังเรื่องความรักซ้ำแล้วซ้ำอีก จนคิดขังตัวเองไว้ในห้องคนเดียว ในเวลานั้นเองที่เพลง Dear Prudence ก็ถูกร้องขึ้นโดยแก๊งค์เพื่อนๆ .. ว่ากันว่า เพลงนี้ John Lennon แต่งขึ้นเมื่อครั้งเหล่า The Beatles เดินทางไปอินเดีย และเค้าได้รู้จักกับหญิงสาวชื่อ Prudence ที่หมกมุ่นอยู่กับการนั่งสมาธิ เข้าฌาน อยู่แต่ในห้องโดยไม่ออกไปไหนเลย ด้วยความเป็นห่วง John จึงแต่งเพลงนี้ด้วยประโยคที่ว่า “Come out to play” ซึ่งก็เหมือนการที่บอกให้ตัวละครตัวนี้ เปิดใจมองโลกกว้างซะบ้าง อย่าเอาแต่หมกมุ่นอยู่ในโลกของตัวเอง

อีกเพลงที่ชอบเป็นการส่วนตัวมานาน “If I Fell” เป็นเพลงที่ Lucy ร้องให้กับ Jude เมื่อตอนที่ทั้งคู่เริ่มตกหลุมรักซึ่งกันและกัน Lucy อยากได้ความมั่นใจจาก Jude เหมือนเนื้อหาในเพลง “ถ้าฉันรักเธอแล้ว จะทำให้ฉันมั่นใจได้มั๊ย? ว่านี่คือรักแท้ เพราะฉันเองก็เคยมีรักมาก่อน และก็ได้เรียนรู้ว่า..ความรัก..ไม่ใช่แค่การจับมือกัน” เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมเพลงนี้ถึงดูเหมือนเนื้อหาที่ผู้หญิงมากกว่่า.. ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์ที่ค้างคาใจได้เป็นอย่างดี

ถ้านับฉากที่ดู Amazing สุดๆ ติสสุดๆ คงหนีไม่พ้นฉาก Dr.Robert ที่เล่นโดย Bono นักร้องนำแห่งวง U2 โดยตัวละครนี้เป็นตัวแทนแห่งยุค Psychedelic สีฉูดฉาด เมายากันเละเทะ แนวโคตรๆ Dr.Robert พาเหล่าสาวกขึ้นรถบัสออกทัวร์สุด Fantasy ไปกับเพลง I Am Walrus จริงๆแล้วเป็นฉากที่ถูกนำมาจากรายการโชว์ทาง TV ของ The Beatles ที่ชื่อว่า Magical Mystery Tour ซึ่งเป็นยุคที่พวกเค้าต้องการทำโชว์ของตัวเองที่ไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ต และ I Am Walrus ก็เป็นเพลงประกอบเพลงหนึ่งในโชว์นั้น

ไม่ใช่แค่เอาเนื้อหาของเพลง หรือเหตุการณ์ต่างๆของ The Beatles มาตีแผ่และเล่าให้อยู่ในหนังเรื่องนี้ได้เท่านั้น บางรายละเอียดยังลึกไปถึงอารมณ์ของเพลงที่เขียนขึ้นมาอีกด้วย อย่างเช่นฉากของ Sadie นักร้องสาวรุ่นใหญ่ กับหนุ่มผิวดำนักกีตาร์ แฟนหนุ่ม ชื่อว่า Jojo ( ซึ่งเป็นการนำ Character ของ Jimi Hendrix มาผสมผสานอย่างลงตัว ) ต้องร้องและเล่นร่วมกันบนเวที ในขณะที่มีปากเสียงกันอยู่ ผ่านเพลงที่ชื่อว่า “Oh! Darling” ซึ่งเพลงนี้ในเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ The Beatles นั้น เป็นเพลงที่ฟังดูประชดประชัน ทั้งๆที่เนื้อเพลงดูเหมือนอ้อนวอน ขอร้อง แต่น้ำเสียงการร้องของ Paul McCartneyที่ว่ากันว่าเค้าใช้เวลาฝึกร้องเพื่อให้ได้เสียงแผดๆแบบนี้อยู่หลายปี ฟังดูขัดแย้ง แดกดันอยู่ในที เช่นประโยคที่ว่า “ I’ll never do you no harm” แต่พอฟังเสียงแล้ว..ไม่น่าจะ no harm หรอกอ่ะนะ … ทำให้ฉากนี้เป็นฉากที่คู่รักคู่นี้แดกดันกันไปมาบนเวทีอย่างเมามัน ผ่านเพลงรักจิ๊กโก๋เพลงนี้ ก็เป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่า หนังได้เข้าใจทุกอารมณ์เพลงของ The Beatles จริงๆ

ในเนื้อเรื่องนั้น พระเอกต้องมีการพลัดพรากจากนางเอกกลับไปสู่บ้านเกิดที่อังกฤษ กลับไปสู่สภาวะเดิมๆ งานอู่ต่อเรือที่ซ้ำซากน่าเบื่อ วันๆเฝ้าคิดถึงคนรักที่อยู่ห่างกันคนละมุมโลก แล้วจู่ๆ เพลง Hey Jude ก็ขึ้นมา ถูกร้องผ่านตัวละคร Max ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพระเอก เป็นการวางที่มาที่ไปของเพลง Hey Jude อย่างลงตัวที่สุด เหมือนเนื้อเพลงที่ปลอบประโลมให้ Jude นั้นอย่าหมดความหวัง อย่าท้อแท้ ช่างเหมาะเหม็งกับจังหวะที่พระเอกฮึดตั้งใจจะกลับไปหานางเอก “You have found her, now go and get her” นี่มันถูกเขียนให้ฉากนี้ชัดๆ… อะไรจะลงตัวขนาดนั้นเนี่ย…

ฉากสุดท้ายของหนัง ( คงเล่าได้นะ หนังเรื่องนี้ไม่ต้องกลัว Spoil เลย ดูเอาเพราะๆ ว่างั้น..) ถือเป็นฉากสุดคลาสสิคของประวัติศาสตร์ The Beatles ฉากนึงเลยทีเดียว เป็นการนำเอาเหตุการณ์ Beatles Rooftop Performance เป็นโชว์ “โคตรเท่ห์!” ของพวกเค้าเลยทีเดียว เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มจากที่พวกเค้ากำลังทำการอัดเสียงเพลงใหม่ที่ชื่อว่า “Get Back” กันอยู่หลายวัน จู่ๆ..ก็นึกสนุก อยากขึ้นไปอัดเสียงกันบนดาดฟ้าของตึกซะงั้น…ตึกนี้เป็นตึกที่ทำการของ Apple Corp. ( ไม่เกี่ยวกะ Apple ขายคอมพิวเตอร์นะ…) ที่เป็นบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อธุรกิจหลายๆอย่างของ The Beatles ตั้งแต่ค่ายเพลงยันของ Premium ต่างๆ ซึ่งตึกนี้ เป็นตึกที่ต้องจดจำไว้แห่งหนึ่งในลอนดอนเลยก็ว่าได้ ทั้งสีสัน เรื่องราว คุณค่าและตำนานของพวกเค้า ทำให้ตึกนี้เป็นประวัติศาสตร์หน้านึงของ The Beatles

เหตุการณ์ครั้งนั้น พวกเค้าอัดเพลง Get Back กันและบันทีกเป็นภาพยนตร์เอาไว้ด้วย ระหว่างที่เล่นกันอยู่นั้น คนแถวๆนั้นต่างก็งงงวยกับเสียงเพลงที่ดังลั่นถนน พากันออกมายืนดูกันมากมาย และต่างก็ยืนฟังกันอย่างตื่นเต้นไปด้วย.. และในขณะที่ The Beatles กำลังเล่นกันอยู่นั่นเอง ตำรวจหลายนายก็พากันกรูขึ้นไปเพื่อจะหยุดการเล่นคอนเสิร์ตแบบพิสดารนี้ เราเคยดูสารคดีที่พูดถึงเหตุการณ์ตอนนี้ Paul ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีคนวิ่งมาบอกพวกเค้าว่า “พวกตำรวจกำลังขึ้นมาแล้ว!!” Paul ก็ตอบไปว่า “ ดีสิ!! ให้พวกเค้าขึ้นมาเลย หนังของพวกเราจะได้สมบูรณ์แบบเข้าไปอีก!!” แล้วภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ถูกบันทึกอยู่ใน “Let it Be” อัลบั้มเพลงและหนังสารคดีสุดโคตรเท่ห์ของพวกเค้านั่นแหล่ะ…  ท้ายสุดของความรักที่ต้องสรุป ในเมื่อเป็นหนังเพลงของ The Beatles แน่นอน..จะเป็นเพลงไหนไปไม่ได้นอกจาก “ All You Need is Love” เพลงรักอมตะที่สรุปทุกความรักของมนุษย์บนโลกใบนี้เอาไว้ ถือเป็นความลงตัวอย่างเพียบพร้อมของเรื่องนี้เลย

ว่ากันถึงที่มาของเพลงนี้ซะหน่อย “All You Need is Love” ถูกเขียนขึ้นโดย John Lennon เมื่อครั้งที่พวกเค้ากำลังจะได้ออกอากาศทางทีวีผ่านดาวเทียมเป็นครั้งแรกของโลก ถือเป็นเรื่องใหญ่และน่าตื่นเต้นมากๆในยุคนั้น คนทั่วโลกกว่า 400 คนกำลังจะได้ดู The Beatles ไปพร้อมๆกัน ผู้จัดการของพวกเค้าในตอนนั้นจึงเสนอแนะว่า The Beatles น่าจะมีเพลงพิเศษสำหรับโอกาสพิเศษๆครั้งนี้นะ.. ดังนั้น John จึงรับหน้าที่นี้ไป และ ข้อความที่John ได้บอกกับคน 400 ล้านคนทั่วโลกไปในวันนั้นก็คือ “All You Need is Love , Love is All You Need..”

คนบนโลกนี้จึงต้องจดจำพวกเค้าไว้ ..คลาสสิกตลอดกาล.. The Beatles

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s