Brothers รอยตำหนิของมนุษย์

วันก่อนได้ดูรายการนึงทางช่อง 3 ซึ่งแขกรับเชิญเป็นพ่อแม่ดาราที่เอาลูกตัวเองออกมาโชว์กัน เพื่อให้เข้ากับวันเด็ก ในรายการวันนั้นทำให้ได้เห็นอะไรที่แตกต่างกันออกไปของสังคมอย่างมาก วิธีการเลี้ยงลูก การเติบโตที่ต่างกัน เชื่อว่าบางคนคงเดาไม่ยากว่าแต่ละบ้านเลี้ยงลูกกันยังไง และโตไปเด็กจะมีความคิดแบบไหน บางคนก็เชื่อว่าลูกจะต้องดูแลตัวเองให้ได้ รวมไปถึงดูแลคนรอบข้างให้ได้ บางคนก็เชื่อว่าลูกเป็นยังไงก็ให้เค้าเป็นเถอะ มันจะซน มันจะเรียนไม่ได้เรื่อง ก็ช่างมัน บางคนก็เชื่อว่าลูกจะต้อง Perfect เก่ง ดีไปเสียทุกอย่าง เพราะเชื่อว่านี่จะเป็นอาวุธในการกระเสือกกระสนอยู่บนยอดเขาของการแข่งขันให้ได้  บางครั้งก็เหนื่อยแทนเด็กสมัยนี้ที่ต้องทำอะไรมากมายที่ถูกสมมติว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือ ถูกต้องในการอยู่ในสังคม ทั้งๆที่จริงๆแล้วการใช้ชีวิตเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเวลาหนึ่งที่มนุษย์ควรกอบโกยในการ”ให้” ให้ได้มากที่สุด

“Nobody is Perfect” ประโยคนี้ไม่มีวันตาย รอยตำหนิในโลกนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง นับตั้งแต่มนุษย์เกิดมาบนโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรสักอย่างที่เท่ากัน หลายๆคนมักปักใจเชื่อในอัตตาของตัวเอง หรือบางครั้งก็เป็นอัตตาที่ถูกปลูกฝังจากคนในครอบครัว หรือคนรอบๆข้าง จนคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีที่ติ และบางครั้งรู้ว่าตัวเองมีตำหนิแต่ต้องดำรงอยู่ให้ “Perfect” นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่สงบสุขของมนุษย์

Jim Sheridan มีผลงานกำกับหนังเพียงไม่กี่เรื่องในชีวิต ทั้งๆที่อายุมากแล้ว เรียกว่าเป็นคุณลุงก็คงไม่ผิดเท่าไหร่ และคุณลุงจิมก็กำกับหนังจริงๆเมื่ออายุไม่น้อยแล้วด้วย (แกเล่นกำกับหนังเรื่องแรกก็ยุค 90s แล้ว) หนังเรื่องแรกที่เคยดูคุณลุงจิมกำกับเห็นจะเป็น In the name of the father ซึ่งเป็นหนังในตำนานเรื่องหนึ่งทีเดียว รวมไปถึง Boxer และ In America ที่ถือว่าเป็นหนังดีควรดู อย่างเรื่องหลังนี่ In America จำได้ว่าดูในเทศกาลหนังพอดี ลุงแกเล่าเรื่องคนลี้ภัยในอเมริกาได้เข้มข้มดีจริงๆ นั่นเป็นทั้งหมดที่ได้ดูหนังของแก (นั่นก็เกือบหมดแล้วนะ) Brothers ก็เป็นเรื่องล่าสุดของแก หลังจากที่ไม่ได้ดูหนังแกมานานหลายปี ซึ่งบรรยากาศของหนังมีกลิ่นไอแบบที่ลุงแกกำกับนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะวิธีเล่า โทนภาพ จังหวะหนัง แต่ที่ต่างเห็นจะเป็น Dynamic จากการแสดง หนังเล่าเรื่อง 2 พี่น้องที่ดูต่างกันลิบลับ คนนึงเป็นนายทหารประวัติดี เป็นที่รักของครอบครัว มีครอบครัวเล็กๆที่น่ารัก ในขณะที่อีกคนเพิ่งออกจากคุก ไม่มีงานทำ พ่อไม่ปลื้ม รังเกียจและดูถูกดูแคลน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรักของพี่น้องคู่นี้น้อยลงไปเลย เชื่อว่าหลายๆบ้านเป็นแบบนี้เลยล่ะ..

ตามสไตล์ล่ะ ไม่เคยเขียน Review หนังที่เล่าให้เห็นเนื้อเรื่องหรอก เพราะมันทำให้เสียอารมณ์ในการดูมากๆ  ใครมา Spoil ก็ด่าเหมือนกันนะ หึๆ เลยอยากจะให้รู้โทน และเชิดชูในส่วนที่น่าสนใจจริงๆของหนังเท่านั้นเอง ใครอยากอ่าน Spoil ก็ Search Google เอาละกัน..

บทหนังเป็นบทดัดแปลงจากหนังเดนมาร์ก ชื่อว่า Brødre (ไม่เคยดูเหมือนกัน แต่ดูเรื่องนี้จบแล้วก็อยากหามาดูเลย) ไม่รู้ว่าต่างจากต้นฉบับแค่ไหน แต่ต้องบอกว่าบทเข้มข้นมาก Dialog คม จริงจัง Dynamic สูงมากๆ ช่วงที่พีคของหนังถือว่าบทปูมาดีจริงๆ ตึงเครียดได้ถึงที่สุด โดยไม่ต้องใช้มุมกล้องอะไรที่บิ้วเลย อารมณ์นักแสดงล้วนๆ หลายๆส่วนของหนังเองทำให้นึกถึงหนังได้หลายๆเรื่องได้เหมือนกัน ไ่ม่ว่าจะเป็น Gattaca , Taxi Driver หรืองานเก่าของลุงจิมเองอย่าง In America เองก็ตาม
ส่วนที่โดดเด่นมากๆของหนังที่หลายๆคนพูดถึงคือ การแสดงของ Tobey Maguire จนเข้าชิงไปหลายสถาบัน รวมถึง Gloden Globe ด้วย และควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้า Oscar ไม่ใช่ว่า Natalie Portman และ Jake Gyllenhaal เล่นไม่ดีนะ.. จริงๆนักแสดงเรื่องนี้เล่นกันมันส์มาก แม้แต่ลูกยังเล่นไม่แพ้ใครเลย..  แต่ต้องยอมรับว่า Tobey เล่นได้ดีจนน่าขนลุก.. ช็อตที่เริ่มฉายแววนั้น รู้สึกได้เลยว่า.. นี่มัน Robert De Niro ในยุค  70s ชัดๆ!! ถ้ายังจำยุครุ่งเรืองของลุงแกได้นะ Taxi Driver , Godfather 2 , Raging Bull , Midnight Cowboy เป็นยุคแห่งการเปล่งสุดของลุง ในตอนต้นเรื่อง ยอมรับว่าแอบงงว่า เอ..ใครชมมันวะเนี่ย.. ไม่เห็นจะมีอะไรเด่นเลย ค่อนข้างจะชอบ Jake และ Natalie เล่นได้โอเค แต่พอครึ่งเรื่องไปแล้ว ก็ได้เวลาเฉิดฉายของสไปเดอร์แมนทันที!! ตั้งแต่ดูพี่ Tobey มา ก็ไม่เคยเห็นเล่นได้ดีขนาดนี้มาก่อนแม้แต่ใน Seabiscuit ที่โปรดปรานก็ตาม (อันนั้นยกความดีให้ตัวหนังอย่างชัดเจน) หลังจากเรื่องนี้ ทำให้มอง Tobey เปลี่ยนไป และเชื่อว่าวงการหนังหรือแม้แต่ตัวเค้าเอง ก็คงจะมอง Tobey Maguire เปลี่ยนไปเช่นกัน  ไม่ใช่แค่ยอดมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ชาบูๆ

แต่ถึงยังไงก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีดีเลิศเลอเหมือนกับใจความสำคัญของเรื่องนี้นั่นแหล่ะ “Nobody is Perfect” คือประโยคที่นึกได้ในหัวเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ จะเป็นพี่น้องตระกูล Cahill นี้ เมียสาวแสนสวยอย่าง Grace หรือ พ่อ,แม่ หรือตัวละครทุกตัวในหนัง ก็ไม่มีใคร Perfect ทุกคนมีตำหนิ ทุกคนไม่ได้ดีไปกว่าใคร นั่นคือสิ่งที่ตัวละครอย่าง Tommy รู้แล้วตั้งแต่เดินออกมาจากคุก จนสามารถบอกกับหลานตัวเองได้ว่า “จงศรัทธาและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นนั่นแหล่ะ ดีที่สุด” คนเรานั้นต่างก็ปรารถนาความสุข แต่ชีวิตคงไม่เป็นอย่างที่ใจได้ทั้งหมด นอกจาก “Nobody is Perfect” แล้ว ก็ “Nothing is Perfect” ด้วยเหมือนกัน  เราต่างอยากสุข แต่กลับได้ทุกข์ อยากรัก แต่กลับโดนเกลียด อยากรวย แต่กลับต้องจน อยากมีอำนาจ กลับต้องต่ำต้อย นั่นเพราะไม่มีอะไร Perfect สิ่งที่เราต้องยึดมั่นถือมั่นก็คือข้อนี้ ถ้าเราไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ เพียงแต่มี “สติ” ประคองชีวิตเท่านั้นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s