Apple จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมเพลงโลกด้วย iTunes in Cloud อีกครั้ง?

เมื่อคืนนี้ ทุกคนอาจจะตื่นเต้นกับ OSX Lion หรือไม่ก็ iOS 5 นะ. Apple มักจะทำอะไรหวือหวาได้ตื่นตาตื่นใจเสมอ แต่อะไรพวกนี้น่ะ.. Apple สร้างมันขึ้นมาแบบไม่เกินที่คาดคิดได้ว่า “ยังไงต้องล้ำเสมอ” แล้วพวกเราก็จะดั้นด้นไปซื้อกันมา หามาใช้กันจนได้ จนเป็นเรื่องปกติ. แต่ประเด็นที่ WWDC ครั้งนี้ มีสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมหนึ่งเปลี่ยนทิศทางได้ อันนี้สำคัญกว่ามาก. ที่จะพูดถึงก็คือติ่งเล็กๆติ่งหนึ่งของ iCloud.

iCloud อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของตลาด Apple เองก็เคยทำมาแล้วและไม่ฮิตเท่าที่ควร อาจจะด้วยมาเร็วไป.. ใช้ยากไป.. ราคาแพงไปก็แล้วแต่ แต่วันนี้ Cloud-Based Service เกิดขึ้นมากมายบนโลก กลายเป็นเทรนของคนวันนี้โดยไม่รู้ตัว ที่วันนี้มันฮิตมากๆก็คงหนีไม่พ้น Dropbox ด้วยความที่มันใช้ง่าย, เข้าใจง่าย แล้วมันก็มาถึงเวลาของตลาดพอดี. เมื่อ Demand ในตลาดเกิดขึ้นมาก และโลกของ IT เปลี่ยนไปครั้งใหญ่ Internet เร็วพอจะไม่ต้องเสียเวลามานั่งโหลดอะไรก็ตาม ในอนาคตเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมี HDD ในเครื่อง เจ้าของสินค้าก็ลดต้นทุนไป ต่อไป Kindle อาจจะถูกมากๆเพราะไม่มี HDD เลย จะอ่านหนังสือก็แค่ต่อกับ Cloud ตัดปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้ง Software และ Contents. แถมธุรกิจก็มีรายได้จากการ Service อีก ใช้มากก็เสียตังค์มาก นี่เป็นโลกอนาคตที่ไม่ไกลเกินไป. เพราะฉะนั้น ทุกอุตสาหกรรมก็เดินไปทางเดียวกัน เหมือนวันที่ Digital เกิดขึ้นบนโลก ทุกอย่างต้องรีบหมุนให้ทัน กล้องก็ต้องถ่ายรูปแล้วเห็นเลย เพลงก็ต้องฟังบน iPod ฯลฯ ไม่แปลกที่ Apple จะเดินเข้ามาสู่ iCoud เต็มตัวสักที ด้วยความพร้อมของ Deivce ที่ตัวเองประสบความสำเร็จในแต่ละตลาด ทั้งคอมฯ , iPhone , iPad ต่างทำหน้าที่แตกต่าง และจับ Lifestyle ของลูกค้าที่ต่างออกไป การเชื่อมโยงเข้าด้วยกันแบบไร้สายก็จำเป็นมากๆ Mobile Me คือบริการ Cloud ดั้งเดิมของ Apple ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี การที่ Apple ออก iCloud ก็เหมือนการ Renovate มันซะใหม่.

iCoud อาจจะมีหลายๆบริการ ทั้งพวก Apps , Books , Photo Stream อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่สำคัญจนต้องหยิบมาพูดต่างหากคือ iTunes in Cloud เพราะนี่คือการพลิกอุตสาหกรรมเพลงครั้งใหม่ของโลกเลย. ทำไม iTunes in Cloud ถึงมีความสำคัญต่อธุรกิจเพลงของโลก? เดิมที iTunes เปิด Music Store เพื่อขายเพลงเป็น MP3 (AAC) มาตั้งแต่ปี 2003 ปัจจุบันครองตลาดเพลงใน US กว่า 80% และมีการขายเพลงไปแล้ว 15,000 ล้านเพลง มีเพลงให้เลือกถึง 18 ล้านเพลง นั่นคือความสำเร็จและการปฏิวัติครั้งสำคัญที่ iTunes Music Store มีต่อธุรกิจเพลงของโลกเลย. การที่โลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุค Cloud-Based Service มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องปรับตัว ทุกอย่างเร็วขึ้นไปอีกก้าว อุตสาหกรรมเพลงก็เหมือนกัน คนอาจจะเคย Download เพลงมาไว้บนคอมฯ แล้ว Sync ไปบน iPod , iPhone นี่ก็เรียกว่าสะดวกสุดๆแล้ว แต่วันนี้ โลกไปเร็วกว่านั้น เราไม่จำเป็นต้องรอ Download ไม่จำเป็นต้องรอการ Sync. การ Stream เพื่อฟังได้เลยเป็นคำตอบสำคัญ

เคยเล่าเรื่อง Spotify ให้หลายคนฟัง. Spotify คือความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเพลงยุคต่อจาก MP3. คือคนที่พาอุตสาหกรรมเพลงไปสู่จุดของ Music Streaming หรือ Cloud Music. Spotify เกิดที่สวีเดน และครอบคลุมทั่วยุโรปแล้ว วันนี้มีสมาชิก 7 ล้านคน มีลูกค้าที่จ่ายตังค์ให้กับบริการนี้ 1 ล้านคน และ Spotify คือผู้เล่นที่ต้องการจะข้ามมาท้าชน Apple ถึงถิ่น US. นี่คือที่มาของ iCloud ของ Apple…  Apple เคยซื้อ Lala.com เวบที่เป็น Music Streaming มาก่อน แต่ Apple เองก็คงหาทางลงกับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะการขาย MP3 คือเรื่องใหญ่ ธุรกิจของ iTunes Music Store เป็นไปด้วยดี แล้วจะฆ่าตัวเองด้วย Music Streaming ทำไม? ประกอบกับความต้องการการใช้เวบนั้น ถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เหมือนที่ Chris Anderson ว่าไว้ว่า “The Web is Dead” นั่นแหล่ะ เห็นได้จาก Apple เองก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจาก App บน iPhone , iPad. สุดท้ายการครุ่นคิดสำคัญของ Apple ไม่ใช่เรื่องไฮเทคอะไรเลย แต่เป็นเรื่อง Business Model ที่ดีและตอบโจทย์ต่างหาก โจทย์สำคัญของ Apple ในเกมนี้คือ ไม่กระทบต่อการขาย MP3 ของตัวเอง และทำให้บริการ Music Streaming เป็นตัวเพิ่มรายได้ เพิ่มการเติบโตของธุรกิจเพลง เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นอีก แน่นอนว่าความสะดวกของลูกค้าเป็นตัวแปรสำคัญเลย. Apple ได้เปรียบทุกอย่างกับระบบปิดของตัวเอง มีทั้ง iTune มีทั้ง iPhone มีทั้ง iPad มี Account ที่ลูกค้าพร้อมจะโหลดอะไรต่อมิอะไรอยู่แล้ว แถมตัวเองก็เคยมี Mobile Me อยู่ในมือ วัตถุดิบพร้อม ที่เหลือคือการปรุง Business Model ที่สุดยอดออกมา.

           เมื่อต้นปี Amazon เองออก Cloud Player ขึ้นมา ตอนนั้นทำให้คาดเดาได้เลยว่า Apple คงมี Business Model ที่คล้ายๆแบบนี้ เพราะว่า Amazon เองก็ขาย MP3 อยู่. การที่ให้ลูกค้าที่ซื้อ MP3 ของตัวเองแล้วสามารถ Upload ขึ้นไปบน Cloud เพื่อเล่นใน Deivce อื่นๆ หรือ ทุกๆที่ได้โดยไม่ต้อง Download ถือว่าเป็น Model ที่เจ๋งเลย. Amazon ให้ลูกค้าใช้ฟรีที่ 5GB และถ้าจะใช้เพิ่มก็จ่ายปีละ $20. ทั้งหมดนี้คือ Model เดียวกับที่ Apple ออกมาพูดใน WWDC เป๊ะ.. เพียงแต่มันถูกอธิบายได้ง่ายกว่า สะดวกง่ายกว่า และ Device ได้เปรียบมากกว่ามาก. Apple พูดเหมือนที่ Amazon ทำ แต่บิดมุมเล็กน้อย ลองมาดูความแตกต่างที่เล็กน้อย แต่โคตรสำคัญ

1.Amazon บอกว่า ลูกค้าซื้อแล้วสามารถ Upload ไปเก็บบน Cloud เพื่อเล่น Cloud Player แต่ Apple บอกว่า iCloud จะทำหน้าที่ Stored ให้คุณเอง เพียงแค่คุณกด Download เพลง ความสะดวกต่างกันทันที

2.Amazon มีตัว Player แค่บนเวบ และ Android ในขณะที่ Apple มี iTunes , iPhone , iPad ครบ

3.Amazon บอกว่าให้ฟรี 5GB และเพิ่ม $20 ต่อปีืสำหรับ 20GB ในขณะที่ Apple ไม่พูดเรื่องความจุก่อน แต่พูดเลยว่า iCoud ใช้ฟรี! แค่นี้คนก็ฮือฮา แล้วค่อยมาพูดว่า 5GB และยังไม่มีการพูดถึงราคาที่มากกว่า 5GB คาดว่าคงพูดถึงเมื่อมีการใช้จริง

       นอกจากการบิดมุม Business Model ของ Amazon ได้ฉลาดมากแล้ว ยังเป็นการนำจุดแข็งของ Spotify มาใช้อีกต่างหาก. Spotify นั้นมี Business Model ที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มของ iCloud และ Amazon เลย เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Subscription Model จ่ายรายเดือน แล้วฟังยังไงเท่าไหร่ก็ได้ แต่จุดสำคัญที่เป็นไม้ตายของ Spotify คือบน iPhone. เดิมทีแล้ว iPhone ไม่มีทางยอมให้เกิดการ Download เพลงจากที่อื่นมาเก็บไว้บนเครื่องอยู่แล้ว แต่ Spotify มาสามารถทำระบบ Offline Streaming ได้ โดยการเก็บเป็น Temp เพลงไว้ใน In-App ของตัวเอง ทำให้ลูกค้าสามารถฟัง Playlist ของตัวเองได้บน iPhone แม้ว่าจะไม่ได้ต่อ Internet อยู่ก็ตาม นี่คือเป็นนวัตกรรมที่ Spotify เอาชนะใจลูกค้าในฝั่งยุโรปได้ แต่ทั้งหมดนี้.. Apple เอามาใช้ได้อย่างแนบเนียนมากบน iTunes in Cloud เข้าใจง่ายกว่า , ครอบคลุมกว่า , สะดวกกว่า ตอบทุกโจทย์ที่ค้างคาไว้จริงๆ. ตลาด MP3 ก็เดินไปปกติ แถมจะเกิด Demand มากขึ้น เพราะคนอยากใช้บริการนี้ และ iCloud ยังช่วยให้สินค้าเข้าใกล้ลูกค้าได้มากขึ้นด้วย โอกาสการซื้อก็มีมากขึ้นไปอีก เหมือนที่ App Store ประสบความสำเร็จไปแล้วนั่นแหล่ะ

ไม้ตายสุดท้ายที่ต้องพูดถึงก็คือ iTunes Match. จริงๆมันก็มุมที่ Amazon ก็ทำเช่นกัน แต่มันไม่ได้ถูกหยิบยกมาให้เห็น Value เลย Amazon บอกว่า บริการ Cloud Player ยอมให้เพลงทุกเพลงสามารถนำขึ้นไปบน Cloud ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกซื้อที่ Amazon ก็ตาม. ถ้าเราฟังจากการขายของ Amazon ก็คงไม่รู้แปลกอะไร แต่เมื่อ Apple ขายของบ้าง.. Apple บอกว่า Apple ใช้ระบบ Scan and Match เพลงทุกเพลงใน iTunes Library ที่คุณมีอยู่ ไม่ว่ามันจะถูกซื้อจากที่ไหน นั่นหมายความว่า ถ้ามันเป็นของละเมิด ก็รวมอยู่ในนี้นั่นแหล่ะ. Apple สามารถทำให้เพลงทั้งหมด ไปอยู่ในระบบ iCloud ได้เลย พูดง่ายๆคือแปลงเพลงที่เป็นของเจ้าอื่น และละเมิดทั้งหลาย ไปเป็นสินค้าจาก iTunes ได้ทันที ด้วยราคา $24.99 ต่อปี ต่อ 5,000 เพลง. นี่คงตอบได้แล้วว่า Apple ไปคุยอะไรกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 หรือ Big 4 ไว้ มันคือการทำลายกรอบของการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงครั้งใหญ่เลย. Apple ไม่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับ 4Shared หรือ ใครๆที่ละเมิด แต่แย่งชิงแบบโคตรฉลาด ด้วยการมองหามุุมที่จะทำธุรกิจให้ได้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกค้า แต่กลับอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า นำเสนอ Benefits ที่ดีกว่าให้ นี่คือไม้ตายที่ต้องกราบงามๆหนึ่งทีเลย

หลังจากนี้แล้ว iCloud คงต้องพิสูจน์ตัวเองหลังจากที่ออกไปสู่ตลาดจริง แต่คนที่หนาวๆร้อนๆกว่าเวลานี้คือคู่แข่ง Cloud Music ทั้งหลาย ทั้ง Amazon , Spotify หรือแม้แต่ Google ที่เตรียมตัวจะออกในไม่ช้า ส่วนตัวคิดว่า Google ลำบากที่สุด เพราะเป็นเจ้าใหม่ในธุรกิจนี้ คงต้องรอดูสงครามนี้กันต่อไปว่าใครจะออกมาแบบไหน แต่ที่แน่ๆ อุตสาหกรรมเพลงของโลก กำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งแล้ว เตรียมตัววิ่งกันได้เลย

2 Comments Add yours

  1. Nok77 says:

    $24.99 ต่อ 20,000 เพลงเลยนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s