หนทางสู่การเป็นเซียน Uke แบบเซียนพระ ตอนที่ 1

*คำเตือน บล็อคตอนนี้ไม่เหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ไม่ชอบ Ukulele เพราะอาจเบื่อได้

ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ นอกจากงานที่หนักหน่วง เครียด กดดันแล้ว ก็ยากจะหาเวลาที่จะมีความสุขแบบนิ่งๆไม่ได้เลย ความสุขแบบนิ่งๆสำหรับเรา ให้นึกถึงสมัยเด็กๆที่นอกจากเวลาเรียนหนังสือ หลายๆคนก็จะมีงานอดิเรกนิ่งๆ เช่น อ่านการ์ตูน ต่อโมเดล สะสมสติกเกอร์ อะไรเทือกๆนั้น งานอดิเรกพวกนี้มักทำให้เราอยู่นิ่งๆ และมีความสุขได้แบบหัวใจพองโต.

ในวัยที่อายุมากขึ้นๆก็เหมือนกัน เราก็ควรจะหาความสุขแบบนิ่งๆเหมือนสมัยเด็กๆให้หัวใจมันพองโตกันหน่อย หนีความวุ่นวายจากงาน ที่หนักๆ เครียดๆได้ แล้วเราก็เลยได้พบว่า นอกจากการเล่น Ukulele มันจะสนุกแล้ว การที่เราศึกษาข้อมูล Ukulele เก่าๆแล้วเฝ้าดูของตาม eBay มันเป็นความสุขแบบนิ่งๆเหมือนสมัยเด็กๆเลยทีเดียว เพราะอะไร…?  ก็เพราะว่า Ukulele เก่าๆ มันเหมือนงานศิลปะ ที่มีปริศนาให้ค้นหา ให้เดา ว่าไอ้ตัวนี้มันผลิตเมื่อปีไหน? ใช้วัสดุอะไร? คนขายมันหลอกหรือเปล่า? ซึ่งจากความสนุกที่ว่ามานี้ มันทำให้เราเข้าใจความสุขของเซียนพระได้ ว่าอ่อ.. ไอ้ที่ต้องซื้อหนังสือพระ ต้องนั่งส่องดูเนื้อพระกันทั้งวันทั้งคืนนี่มันเป็นยังไง? การที่เรารู้ได้ว่า องค์นี้ผลิตด้วยเนื้ออะไร? ปีไหน? ของเก๊มั๊ย? มันเป็นความภูมิใจแบบนี้นี่เอง…

นั่นคือที่มาของความคิดเรื่อง การหาหนทางสู่การเป็นเซียนอู๊ค แบบเซียนพระ ในวันนี้ มันคงสนุกดี ถ้าเราสามารถดูรุ่น Uke เก่าๆที่ฝรั่งก็มั่วๆเอามาขาย เขียนโฆษณาเกินจริง ปั่นราคา ได้ เสมือนกับเซียนพระตามท่าพระจันทร์  เราก็เลยค่อยๆอ่าน ค่อยๆเก็บความรู้ไปเรื่อยๆ ลองถอยมาดูสักตัวสองตัว ตอนนี้ก็พอจะมีความรู้ขึ้นมาบ้างแล้ว เลยอยากเอามาแชร์กับใครก็ได้ที่รัก Ukulele ทั้งใหม่ ทั้งเก่า ใครอ่านไม่รู้เรื่องเชิญข้ามได้เลยนะครับ เพราะอาจจะลงลึกกว่าทุกบล็อคที่เขียนมา

วันนี้จะลองเขียนตอนแรกดู โดยที่จะเริ่มจาก Ukulele ยี่ห้อ Martin ก่อนเลย ถ้าเปรียบๆดูกับวงการพระ Martin ก็คงเป็นสมเด็จวัดระฆังก็ว่าได้ มันเป็น Uke ที่ฮิตมากในอเมริกาตั้งแต่ปลายยุค 10 ก็เกือบๆร้อยปีมาแล้ว และราคาในตลาดก็อยู่ในระดับท็อปๆอยู่ มีตั้งแต่ราคาหมื่นต้นๆ ไล่ไปถึงเป็นหลายๆแสน ขึ้นอยู่กับสภาพ , รุ่น , ปี เป็น 3 ข้อที่ทำให้ราคาแตกต่างกัน และฝรั่งมั่วๆก็มักจะใช้เรื่องพวกนี้หลอกขายเราได้ เพราะมันไม่มีวันที่ระบุไว้ที่ตัวหรอกว่าถูกผลิตปีไหน? ต้องดูจากรายละเอียดเล็กๆน้อยบนตัว Uke แล้วคาดเดาเอาเอง ซึ่งแต่ละสำนักก็ยังบอกไม่ตรงกันอีกต่างหาก เห็นมั๊ย..ว่านี่มันส่องพระชัดๆ

      Martin Ukulele ถูกผลิตโดยบริษัท the Martin Guitar Company of Nazareth, Pennsylvania ซึ่งผลิตกีตาร์มาก่อนตั้งแต่ปี 1833 โน่น.. นักเล่นกีตาร์ต้องรู้จักยี่ห้อนี้ดีอยู่แล้ว ถือเป็นกีตาร์ระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว แต่ Martin หันมาสนใจการผลิต Ukulele จริงๆในช่วงต้นๆยุค 1900 ซึ่งพัฒนาจากการทำกีตาร์ เป็นเหตุผลว่า Ukuele ของ Martin จึงมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์มาก เพราะมันคล้ายกีตาร์ จน Ukuele ยุคหลังๆจะเรียกทรงนี้ว่าทรง Martin ( Ukulele ในยุคแรกๆมาจากฮาวาย มีรูปทรงคอดๆ และใช้ไม้ Koa สีและทรงจึงเป็นเอกลักษณ์ฮาวายมากๆ )

Ukulele  ของ Martin เริ่มต้นใช้ไม้มะฮอกกานีในการผลิต ทำให้ได้เสียงที่แตกต่างจาก Ukulele จากฮาวาย และมีเอกลักษณ์ ( แต่ Martin ก็ผลิต Ukulele ด้วยไม้ Koa จากฮาวายด้วยเช่นกัน ) Martin เริ่มผลิต Ukulele ขายจริงๆในปี 1916 โดย Frank Henry Martin เป็นหลานชายของ C.F. Martin ผู้ก่อตั้ง. เริ่มผลิตกันในปี 1915 แค่ 12 ตัวเท่านั้น ( อยากเห็นมากว่าเป็นยังไง ) ส่วนในปี 1916 ที่มีการขายจริงๆ Martin สามารถขายไปได้ 1,371 ตัว และยอดขายก็สูงขึ้นๆ โดยช่วงปี 1926 เป็นช่วงที่ Martin ขาย Ukuele ได้มากที่สุด ราว 14,000 ตัวทีเดียว แล้วกลับไปตกต่ำในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ขายได้ไม่ถึงพันตัวต่อปี จนกระทั่งยุค 50 Ukulele ก็กลับมาฮิตอีกครั้งด้วยการนักจัดรายการที่ชื่อ Arthur Godfey ที่นำเอา Ukuele มาเล่นในรายการทีวีจนเป็นที่โด่งดัง ( อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมย้อนหลังได้จากบล็อค Ukulele ที่รัก.. ยิ่งเก่ายิ่งน่ารัก ) ส่งผลให้ Martin กลับมาขาย Ukulele ได้ดีอีกครั้ง ก่อนจะซบเซาจนต้องเลิกผลิตไปเลยในปลายยุค 70s.

เอาล่ะ.. เราเกริ่นข้อมูลเบื้องต้นของ Martin Ukulele กันพอสมควรแล้ว ทีนี้จะเริ่มลงลึกในรายละเอียดการส่อง Uke กันดีกว่า เริ่มจากรุ่นต่างๆของ Martin ก่อน. Martin มี Uke ทั้งหมดคือ รุ่นที่เป็นขนาด Soprano ทำจากไม้มะฮอกกานี เป็นรุ่นพื้นฐาน คือ Style 0 , Style 1 , Style 2 และถ้าเป็นระดับรุ่นมือโปร จะมี 2 รุ่นคือ Style 3 และ Style 5 ( ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมไม่ทำรุ่น 4 ? ) ต่อมาคือ รุ่นที่ทำจากไม้ Koa คือ Style 1k , 2k , 3k และ 5k ( 5k คือสุดท้ายราคาโหดมาก ) นอกจากนี้ยังมีขนาดพิเศษคือ คือ ขนาด Concert เรียกว่ารุ่น Style 1c , ขนาด Tenor เรียกว่ารุ่น Style 1T และขนาด Baritone เรียกว่า Baritone. แค่ไล่รุ่นก็อ้วกแล้วนะครับ… จะบอกว่าจริงๆมีมากกว่านี้อีก แต่ไม่ขอพูดดีกว่า มันจะยิ่งงงหนัก เอาเป็นว่าในตลาดจะส่องๆกันประมาณนี้แหล่ะ แค่นี้ก็ดูกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

ทีนี้เราเริ่มมาดูความแตกต่างของรุ่นกันบ้าง เอาแบบง่ายๆก่อน การจะดูว่าอะไรคือ Style 0 , 1 , 2 , 3 , 5 พื้นฐานคือดูจากตัว Body หรือตัว Ukulele เอง ดูจากการตกแต่งเป็นหลัก

Style 0

Body ของ Style 0 ( ภาพจาก retrofret.com )

อันนี้ง่ายมาก เป็นรุ่นที่พื้นๆที่สุด จึงไม่มีการตกแต่งอะไรเลยที่ตัว Body มีก็แต่ลายวงแหวนเส้นเล็กๆรอบๆ Soundhole ( รูเสียงตรงกลางตัวนั่นล่ะ ) 1 เส้นเท่านั้น และทำสีไม้เป็นสีธรรมชาติ รุ่นนี้เป็นรุ่นถูกที่สุด มี Fret ( ช่องเสียง ) อยู่ 12 Fret และบน Fret มีลายจุดธรรมดา 3 จุดที่ Fret 5 , 7 , 9 เท่านั้น

มีข้อมูลไม่ตรงกันแต่ละสำนักว่า Style 0 สร้างกันปีไหน? บางเจ้าว่ามีตั้งแต่ปี 1916 บางเจ้าว่ามีตั้งแต่ปี 1922 แต่เราเชื่อว่ามันสร้างปี 1922 มากกว่า เพราะเป็นยุคเศรษฐกิจล่มของอเมริกา การออกสินค้าราคาถูกน่าจะเป็นการผลิตในช่วงหลังมากกว่า.

ราคาตั้งต้นในแคตตาลอคสมัยแรก ตั้งราคาไว้ที่ $10 ปัจจุบันราคากลางในตลาด มีตั้งแต่หมื่นกว่า – 4หมื่น ขึ้นอยู่กับสภาพและปีที่ผลิต ถือเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของ Martin

Style 1

Body ของ Style 1 (ภาพจาก elderly.com)

รุ่นนี้แทบไม่มีความแตกต่างจาก Style 0 เลย มีเพียง Binding ( ขอบรอบตัว Body ) เพิ่มเข้ามาเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เริ่มผลิตในปี 1916 – 1937 จะใช้ไม้ Rosewood ทำ แต่หลังจากนั้นเปลี่ยนมาใช้พลาสติกแทน และ การทำสีไม้โทนมืด

อีกจุดที่พอจะดูได้คือ จุดที่ Fret 7 เดิมของ Style 0 จะมีแค่จุดเดียว แต่ Style 1 จะมีถึง 2 จุดใน Fretที่ 7

Style 1 เป็นหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเป็นรุ่นพื้นฐานรุ่นแรกจริงๆของ Martin ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1916 ก่อนจะมี Style 0 เพราะราคาเริ่มต้นของ Style 1 ในปี 1916 คือ $10 เหมือนกับ Style 0 และเปลี่ยนไปเป็น $12.50 ในยุค 20s โดยมี Style 0 มาแทนราคา $10

นอกจากนี้ Style 1 ยังมีการผลิตด้วยไม้ Koa ด้วย ในปี 1920 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Style 1k ราคา $14

ปัจจุบันราคากลางในตลาดของนักเล่น อยู่ราวๆ 2 หมื่นกว่าบาทขึ้นไป อาจพุ่งไปถึง 5 หมื่นได้ในรุ่น Style 1k 

Style 2

Body ของ Style 2 ( ภาพจากเวบ retrofret.com )

จุดที่เห็นชัดที่สุดของ Style 2 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของรุ่นพื้นฐานคือ Blinding รอบๆ Body จะเป็นแถบที่ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น (สีดำ-สีขาว-สีดำ) และล้อมขอบนอกด้วยพลาสติกสีงาช้างโดยรอบ

Style 2 มีรุ่นที่เป็นไม้ Koa ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Style 2k ราคาเดิมที่ตั้งไว้ในสมัยแรกขายคือ $15 และ $17.50 สำหรับรุ่น Style 2k

ปัจจุบันราคากลางในตลาดอยู่ราวๆ 3 หมื่นขึ้นไป อาจพุ่งไปถึง 6 หมื่นในรุ่น Style 2k ( รุ่น Style 2k ถือเป็นของหายาก เพราะผลิตในระยะสั้น มีอยู่ไม่มาก )

Style 3

Body ของ Style 3 ( ภาพจากเวบ elderly.com )

Style 3 เป็นรุ่นแรกในระดับท็อปของ Martin เรียกว่าเริ่มมีการตกแต่งเยอะๆ ลายพร้อยเลยล่ะ ดูได้ง่ายมาก โดยเฉพาะ Binding กรอบนอกด้านหน้า ที่มีถึง 7 เส้นไล่ระดับเป็น Layer อีกต่างหาก วัสดุพลาสติกสีงาช้างสลับกับไม้เมเปิ้ล และยังมีอีก 3 เส้นด้านหลังอีก ยังไม่พอ… รอบๆ Soundhole ยังใช้วัสดุแบบเดียวกันนี้ 5 เส้นไล่ระดับล้อมรอบอีก วิจิตรมาก..

ความยาวของ Fret ก็มีมากขึ้น ในรุ่น Style 0 ถึง 2 จะมีแค่ 12 Fret ซึ่งเป็นมาตรฐานของ Uke ขนาด Soprano แต่ Style 3 มีให้ถึง 17 Fret ( ในสมัยนี้บางยี่ห้อเรียกว่า Long Neck )

ความวิจิตรของมันยังมีต่อบน Finger Board และ Fret แต่มันมีรายละเอียดปลีกย่อยในการผลิตแต่ละยุคอีก เอาเป็นว่า มันจะมีแถบผ่ากลาง Fingerboard ด้วย และในต้นๆยุคที่ผลิต ยังมีจุดบน Fret เป็นทรงเพชรด้วย

เช่นกัน Style 3 มีรุ่นที่ผลิตจาก Koa ด้วย ชื่อว่า Style 3k ราคาในสมัยนั้นอยู่ที่ $25 และ $27.50 ในรุ่น Style 3k

ราคากลางในตลาดปัจจุบัน อยู่ที่ราว 5 หมื่นปลายๆ ถึงเป็นแสนต้นๆเลยทีเดียว ( เพิ่งเห็นคนประมูลจบไปเมื่อวันก่อนใน eBay ในราคาแสนกว่า )

Style 5

Body ของ Style 5 ( ภาพจากเวบ retrofret.com )

นี่คือรุ่นท็อปที่สุดของ Martin เลย สุดยอดของนักสะสม Uke แล้วล่ะ ทั้งหายากและราคาโหดร้ายมาก Style 5 ตกแต่ง Binding ด้วยหอยมุกทั้งหน้าและหลัง ส่วน Soundhole จะใช้ หอยมุกล้อมลายไม้สีขาว-ดำที่สลับกันอยู่

Fret มีทั้งหมด 17 Fret แบบเดียวกับ Style 3 แต่ตกแต่งจุดบน Fret ด้วยลายตาแมว , ทรงเพชร , ทรงเกร็ดหิมะ ที่ทำจากมุก

Style 5 ก็เหมือนกับรุ่น Style 1 ถึง 3 ที่มีรุ่นที่ทำจากไม้ Koa เช่นกัน ซึ่ง Style 5 ออกมาในยุคหลัง จึงผลิตพร้อมกันทั้งไม้มะฮอกกานีและ Koa และเลิกผลิตไปพร้อมกันเช่นกัน โดยราคารุ่น Style 5k จะตั้งไว้ที่ $50 มีการผลิตอยู่ไม่เกินปี 1940 เท่านั้นเอง

ราคากลางในตลาดวันนี้ก็โหดมาก น่าจะมี 3 แสนขึ้นไป และหายากเอามากๆ ถือว่าเป็นสุดยอดสำหรับนักสะสมเลยทีเดียว

เมื่อเราได้ทำความรู้จักรุ่นต่างๆของ Martin แล้วนะครับ ขั้นกว่าจากนี้คือ การดูรายละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ผลิตไม่ตรงกันเลยในแต่ละยุค ด้วยความปวดหัวดังกล่าว.. ทำให้เราไปนั่งวาดชาร์ต Timeline เพื่อทำความเข้าใจการผลิต Martin Ukulele ในแต่ละช่วง ดีกว่าเขียนเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน

ก่อนจะไปดูชาร์ต ขออธิบายส่วนประกอบในการดูสำคัญก่อน สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกยุคสมัยของ Martin Ukulele จะมี

1. รุ่น ซึ่งได้เล่าไปแล้ว

2. ลูกบิด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Tuning Peg

3. โลโก้ Martin ที่บริเวณหัว Ukulele แถวๆลูกบิดนั่นแหล่ะ ฝรั่งเรียกว่า Headstock

4. ด้านใน Soundhole หรือ รูเสียง

เวลาเราจะตรวจดูตัว Martin Ukulele ก็ให้ดูไล่ไปในแต่ละข้อประกอบกันนะครับ เมื่อดูครบ 4 ข้อแล้ว จะเห็นเลยว่ามันถูกผลิตในช่วงปีไหนกันแน่? อาจจะไม่ตรง 100% แต่คาดเดาประมาณได้ไม่เกิน 5-10 ปีครับ

เอาล่ะ.. พอเข้าใจโดยสังเขปแล้ว ก็เชิญชมชาร์ตได้ตามอัธยาศัยครับ ขอบคุณที่อดทนติดตามชมถึงจุดนี้ ถ้ามีโอกาส จะเก็บข้อมูลมาเล่ายี่ห้ออื่นๆต่อไปครับ 🙂

ตารางการดู Martin Ukulele ว่าผลิตในปีไหน

เรียบเรียงข้อมูลจาก

– หนังสือ The Ukulele : A Visual History

– Brudda Bu’s Ukulele Heaven ( http://www.geocities.com/~ukulele/index.html )

– The Ukulele Hall of Fame Museum ( ukulele.org )

– Elderly.com

– Retrofret.com

– Unofficial Martin Guitar Forum ( theunofficialmartinguitarforum.yuku.com )

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s