ต้นความฝันไม่ได้มีต้นเดียว

941155_10151728778485070_1103694285_n

 

คืนวันที่กำลังจะเปิดร้านที่ 3 ที่พรอมมานาด รามอินทรา

 

จริงๆเคยคิดว่าจะเขียนบันทึกการเปลี่ยนแปลงของชีวิตตัวเองไว้บ้าง ตั้งแต่สมัยเลิกจากอาชีพทำเพลงแต่งเพลงมาทำงานด้าน Digital Business แต่ก็ไม่เคยได้เขียนอะไรไว้เลย จนกระทั่งออกจากงานประจำมาทำธุรกิจตัวเอง ก็คิดตลอดว่าจะจดอะไรไว้บ้างกันลืม ว่าแต่ละวันที่ได้เริ่มต้นมันเป็นยังไง จนแล้วจนรอด นี่ก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ก็ไม่ได้จดอะไรไว้สักอย่าง วันนี้เห็นว่าว่างๆเลยลองจิ้มๆลงไปดูว่าจะอยากเขียนอะไรบ้างมั๊ย?

หลายๆคนที่รู้จักกัน ไม่ได้เจอกันนาน ถ้ามาเจอกันช่วงนี้ก็มักจะถามว่า ทำไมมาทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก? อันนี้เป็นคำถามที่เจอแทบทุกคนที่คุยด้วยเลย ซึ่งก็คงไม่แปลกนะ ที่ใครๆจะสงสัย เพราะอาชีพ 2 อาชีพที่ผ่านมาในชีวิตก็ไม่มีอะไรจะเกี่ยวข้องกันเลย .. อาชีพโปรดิวเซอร์ที่ทำมาสิบปี กับบริหารด้าน Digital Business อีกห้าปี มันก็ไม่เกี่ยวกันสักงานนะ

เราเชื่อว่า ความฝันในชีวิตคนนี่มันจะไม่ได้มีความฝันแค่ต้นเดียว แต่ความเชื่อนี้มันมาทีหลังนะ.. เมื่อก่อนเราก็เป็นคนที่เชื่อว่าความฝันของคนๆนึง ก็มีต้นเดียวนั่นแหล่ะ จนกระทั่งพอเราโตขึ้นๆ ความฝันมันก็เปลี่ยนไปตามอายุ มันก็งอกมากขึ้น ขึ้นมาแล้วเฉาไปบ้าง งอกใหม่ก็เหี่ยวไปบ้าง หลายๆคนที่ได้ทำอะไรที่เป็นของตัวเอง เราก็คิดว่าเค้าก็เริ่มต้นคิดว่า “ความฝัน” ไม่ได้มีต้นเดียวเหมือนกัน .. วันนึงคุณอาจจะฝันอยากทำงานบริษัทดีๆ เงินเดือนดีๆ เหมือนต้นความฝันต้นใหญ่ มีร่มไม้ ให้ผลดี แล้ววันนึง… คุณก็เบื่อการที่จะอยู่ในระบบ หรือกรอบของการทำงานที่เป็นบริษัท หรือเป็น Routine เช้าชามเย็นชาม จนความฝันต้นใหม่มันงอกขึ้นมา แล้วคุณก็ตามฝันต้นใหม่ไป ซึ่งหลายๆคนที่ยังทำงานอยู่ในออฟฟิศ เชื่อว่าก็เริ่มมีความฝันต้นใหม่งอกขึ้นมาอีกเยอะแยะ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเชื่อในความฝันต้นใหม่ หรือ.. จะปล่อยให้มันเน่าตายไปอย่างนั้น

แต่สำหรับเรา.. เราไม่รู้ว่ามันเหมือนกับคนอื่นหรือเปล่า กับการที่อยากจะออกมาสร้างชีวิตของตัวเอง เราเริ่มต้นการทำงานเพลงตั้งแต่อายุ 16 ด้วยความอยากทำสุดๆ เป็นความฝันทั้งหมดในชีวิต มันดูเป็นงานอิสระ ดูเป็นงานสนุก ดูเป็นงานศิลปะ เราเลือกเรียนอะไรก็ตามก็เลือกเรียนแต่ที่เกี่ยวกับดนตรีอย่างเดียวเลย พอได้ทำงานจริงๆจังๆ ตั้งแต่เด็กในห้องอัด ยันได้เป็น executive producer ตอนอายุ 24 ในค่ายเพลงที่ใครๆก็คิดว่าใหญ่โตในประเทศนี้.. แต่เชื่อมั๊ยว่า กลายเป็นจุดที่เราไม่มีความสุขครั้งนึงในชีวิตเลย ถึงขนาดสับสนและต้องเบรคไปนั่งทบทวนชีวิตอยู่พักนึง จนคิดว่าอ้าว..ไอ้ห่า ไอ้ที่ฝันมาทั้งชีวิตแม่งคืออะไรวะ? เงินก็มี งานก็มี แต่ไม่มีความสุข..เพราะอะไร? จนเราได้ลองมาทำงานอีกด้านที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย คือด้านบริหาร มันก็สนุกอยู่ได้แว่บเดียว.. สุดท้ายมันก็ยิ่งไม่มีความสุขเข้าไปอีก ถึงกับคิดว่า ทำไมชีวิตมันเคว้างคว้างแบบนี้วะ? อะไรคือคำตอบในชีวิตของเรา… ทั้งๆที่ทุกอย่างคือสิ่งที่มนุษย์ในสังคมนี้อยากได้อยากจะมี ทั้งเงินเดือนที่โอเค หน้าที่การงานที่โอเค หน้าตาทางสังคมที่โอเค แต่เปล่า.. มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเลย

ปี 2554 ปีที่น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย เราก็เป็นมนุษย์คนนึงที่แบกเอาความไขว้เขวในชีวิตหนีน้ำไปอยู่สระแก้ว จังหวัดเล็กๆที่มีเพื่อนๆที่อยู่ที่นั่น และเพื่อนๆที่ร่วมชะตากรรมน้ำท่วม ไปรวมตัวกันแรมเดือน การใช้ชีวิตในสระแก้วตอนนั้น มันเรียบง่าย เงียบสงบมากๆ ใช้เงินวันละ 200 บาท (เลี้ยงเพื่อนได้อีกด้วย) จนทำให้เราได้คิดอะไรหลายๆอย่าง การที่ไม่ต้องเจอความวุ่นวายในเมืองหลวง การที่ไม่ต้องรีบเร่งทุกอย่างในชีวิต มีเวลามากพอจะค่อยๆไตร่ตรอง ได้มองท้องฟ้า ทุ่งนา เห็นอะไรมากกว่าการนั่งอยู่ในที่แคบๆของออฟฟิศ ประกอบกับความตั้งใจของคุณภรรยา (ที่ตอนนั้นยังเป็นแฟนกัน) ที่อยากจะทำเสื้อผ้าเด็ก ความรู้ที่มีในหัวสมองตอนนั้น ทำได้ก็คือ เขียนแผนธุรกิจขึ้นมาด้วยข้อมูลที่พอจะหาได้

เชื่อมั๊ยว่า พอเขียนแผนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ใจน่ะ..มันเหมือนได้ค้นพบโลกใหม่ ใจมันออกจากบริษัทไปอยู่กับไอ้ธุรกิจเล็กๆนั้นเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไม่รู้เลยว่าจะต้องเจออะไร จะต้องทนไปนานเท่าไหร่ในการที่เราจะตั้งตัวได้ และด้วยความรู้เรื่องธุรกิจเสื้อผ้าเด็กที่เป็น “0” แต่…เรากลับรู้สึกได้ถึงอิสระ ถึงชีวิตของตัวเองที่หลุดพ้นเป็นครั้งแรก

ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้านครั้งแรกหลังน้ำท่วม เรามองเห็นทุ่งนา เห็นชาวบ้าน เห็นช่วงเวลาที่เราไม่ค่อยได้เห็นเมื่ออยู่ในเมือง มันเหมือนตาเรามันสว่างขึ้น เราอยากอยู่กับครอบครัว อยากใช้ชีวิตที่เรากำหนดได้ และที่สำคัญ..เรารู้สึกได้ว่า กำลังสมอง กำลังกายทุกเม็ดที่ออกไป มันกลับมาเป็นผลผลิตของเราเอง 100% และมันก็จะเป็นของครอบครัวเราด้วยเหมือนกัน

หลังจากกลับไปหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นไม่นาน ด้วยความโชคดีในสายตาเรา หรืออาจจะเป็นโชคร้ายในสายตาคนอื่น เราก็มีโอกาสดีที่ต้องออกจากบริษัทใหญ่ที่เราอยู่มา 13 ปี ด้วยเสบียงที่เป็นแผนธุรกิจ วัตถุดิบ และฝีมือของคนที่มาทำงานให้เป็นแรมเดือน กับที่สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวของเราทุกคน ทำให้นี่เป็นแพไม้เล็กๆชิ้นเดียวที่เรามี แล้วเราก็พายมันออกไปจากเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่เคยคิดว่ามั่นคงที่สุด

เราพายออกไปด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก มันแปลกที่เราออกมาจากพื้นที่ที่เคยคิดว่ามันมั่นคง แต่จริงๆแล้ว..มันโคลงเคลงมากในความรู้สึกเราเลย ตลอด 13 ปี เราทำงานด้วยจิตวิญญาณของตัวเองที่ยกให้คนอื่นเสมอ เพื่อแลกกับเงินเท่านั้น ในความคิดวูบนึงในช่วงน้ำท่วม เราเคยคิดว่า ถ้าเราตายไป หรือหมดแรงไป มันก็ตายไปพร้อมจิตวิญญาณที่ทำงานแลกเงินนั้นแหล่ะ ไม่เหลืออะไรมาถึงครอบครัวของเราแม้แต่นิดเดียว ถ้าเพียงแพเล็กๆนี้ เราตกแพตายไป มันก็ยังเป็นแพที่คนทั้งครอบครัว ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้

เราไม่โทษวิถี ไม่โทษการทำงานกับบริษัทนะ มันคือทางเลือกที่ใครจะเลือกเดิน ใครจะถนัด ครั้งหนึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้การทำงานแบบนั้น ไม่อย่างนั้นเราก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตได้เองแน่นอน มันคือโรงเรียนในการใช้ชีวิตมากกว่า เหมือนครั้งหนึ่ง มันก็คือต้นไม้ความฝันขนาดใหญ่ของเราเหมือนกัน

แต่ “เงิน ไม่ใช่คำตอบของการทำงาน” อันนี้เป็นข้อสรุปของการเดินทางของเรา เพราะที่ผ่านมา ถ้าคำตอบมันคือเงิน เราก็ได้รับคำตอบนั้นมาเพียงพอเสมอ แต่..มันกลับตอบไม่ตรงคำถามเราสักที

เราเริ่มต้นธุรกิจเสื้อผ้าเด็กที่ชื่อว่า Brown as a berry แบบจริงจังในเดือน มีนา 2555 กว่าครึ่งปีที่ร่างแผนธุรกิจ รวบรวมหาข้อมูล หาวัตถุดิบ ทดลองผลิต จนสามารถวางขายได้ เราชื่นใจและภูมิใจในหยาดหงื่อทุกหยดที่ลงไปมากๆ แม้ว่าครั้งแรกมันจะยังไม่ได้ดีมากพอ แต่มันคือการก้าวเดิน การก้าวครั้งแรก มันโคตรจะสำคัญเลย การได้ “ก้าว” ขาเดินออกไปก้าวนึง ดีกว่านั่งอยู่ได้ตั้งนาน

ปีนึงผ่านไป เรามีแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เติบโตขึ้น เหมือนลูกคนนึง มันมีพัฒนาการ เราเคยคุยกันเสมอในครอบครัวว่า ถ้ามันไม่โต เราจะหยุด แล้วก็กลับไปเริ่มต้นใหม่อีก.. แต่ถ้ามันโต แม้แค่นิดเดียว เราจะสู้ต่อไป จนกว่าเราจะสู้กันไม่ไหว เพื่อให้มันโตขึ้นๆ

วันนี้ มันโตขึ้นมาก ความรู้สึกของเราที่ไม่โคลงเคลงเหมือนอยู่บนเรือใหญ่ แม้ว่าจะยังเป็นแค่แพที่ใหญ่ขึ้นหน่อย แต่มันก็มีพร้อมทุกอย่างที่เราอยากจะมี ซึ่งก็คือ อิสระ และ ครอบครัว

ในหนึ่งปี เราเจออะไรเยอะแยะจนเล่าไม่ถูก และคิดว่า หลังจากนี้จะพยายามเขียนเป็นเรื่องๆเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง และคนอื่นๆ ก็แล้วแต่ว่าใครอ่านแล้วเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในด้านไหนบ้างก็ว่าไป แต่เราเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์จริงๆ อย่างน้อย ก็เอาไว้เตือนสติตัวเอง ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และเป้าหมายของชีวิตคืออะไร เมื่อวันนึงที่เราต้องเจอปัญหา

วันนี้เราวัดผ้าเป็นเมตรเป็นหลาได้ด้วยมือ โดยไม่ต้องใช้ไม้วัด รู้จักการตัดผ้า พับผ้าแบบแขกพาหุรัด รู้จักชนิดของผ้าเยอะแยะ รู้จักวิธีการเย็บผ้ารู้จักจักรว่ามันเย็บแบบไหนบ้าง ได้เจอลูกค้านับร้อยนับพันที่ผ่านเข้ามา ลูกค้ามากมายที่ชื่นชม บางครั้งเดินไปเจอเด็กๆใส่เสื้อผ้าของเราอยู่ เราก็ภูมิใจจนแก้มปริ

บนความฝันต้นใหม่ที่โคตรแปลกตาเลย แต่มันเริ่มมีร่มเงานะ ผลอาจจะยังไม่ดกมาก แต่เราเริ่มหลบแดดใต้ความฝันได้บ้าง เราชอบที่มันทำให้เรายิ้ม ทำให้เราสบายใจ

ย้อนกลับไปกับคำถามที่คนถามว่า “ทำไมถึงมาทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก” เราจะบอกว่า เราอยากใช้ชีิวิตของเราเอง เราอยากอยู่กับครอบครัวตลอดเวลา และเราอยากทำธุรกิจที่เป็นงานศิลปะ มันแค่นั้นจริงๆที่เป็นคำตอบของคำถาม แทนคำตอบที่เป็นคำว่าเงินมาตลอดชีวิตเลย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s