แนะนำกล้องใหม่ ใช้ถ่ายผ่านความทรงจำเก่าๆ

DSCF2497
Kodak Instamatic 76X ของเราเอง ไม่รู้ว่ามันยังใช้ได้หรือเปล่า

 

“ลองถ่ายรูปกล้องอาปาดูมั๊ย” ความจำครั้งแรกที่ได้ถือกล้อง Pentax MG ของอาปาเป็นครั้งแรก มันออกจะหนักไปสำหรับเด็ก ป.3 อาปาเอามันมาคล้องคอเรา มันตื่นเต้นบอกไม่ถูก เหมือนได้รับผิดชอบภาระแบบผู้ใหญ่

 

“ปรับตรงนี้มาที่ f5.6 เป็นรูรับแสงนะ ถ้าแสงไปมากก็เพิ่มมัน” อาปาหมุนรูรับแสงให้ดู โดยที่เราก็ไม่รู้ถึงความหมายมันเท่าไหร่ แต่มันทำให้เราจำบรรยากาศแสงวันนั้น กับ f5.6 ได้ดี ถ้ามีแสงแบบนี้อีก คงต้องหมุนไปจุดนั้น

 

“มองในช่องนี้ หมุนโฟกัสตรงนี้ให้ภาพมันชัด พอจะถ่าย กลั้นหายใจแล้วกดปุ่มนี้” ภาพแรกในชีวิตที่เรากลั้นหายใจกดชัตเตอร์ คือภาพของพ่อยืนเป็นแบบให้ในกรงนกยักษ์ของสวนสัตว์เขาเขียว ตั้งแต่วันนั้น การถ่ายรูปสำหรับเราเหมือนการบันทึกความทรงจำแบบสวยๆบ้าง บิดเบี้ยวบ้าง แต่มันรู้สึกดีทุกครั้งที่หยิบรูปมาดู

 

ตอน ป.5 เราอยากมีกล้องถ่ายรูปดีๆแบบเพื่อนๆไปทัศนศึกษาที่เมืองโบราณ แต่สิ่งที่อาปาให้เราพกไปวันนั้น เท่กว่าการพกกล้องใหม่ๆ มันเป็นกล้อง Kodak Instamatic 76X ที่ถ่ายรูปด้วยฟิล์มแบบตลับ พ่อต้องขี่มอไซด์ไปซื้อที่พลับพลาไชย ถ่ายรูปตลับนึงได้ 24 ใบเอง เทียบกับแบบม้วนที่ได้ 36 ใบ อายุกล้องมันเกิดก่อนเราซะอีก และไม่ได้มีฟังก์ชั่นอะไรเลย แฟลชก็ไม่มี กดถ่ายลูกเดียว จำได้ว่าวันที่อัดรูปออกมา มันเท่จริงๆ รูปที่ถ่ายก็สวยถูกใจ ภาพมันออกมาสไตล์กล้อง Lomo นะ แต่ตอนเด็กๆแยกแยะไม่เป็นหรอก แค่ชอบ

 

 

วันเวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี เรายังสนุกกับการถ่ายรูป ถึงในยุคกล้องดิจิตอล ไอโฟน มันจะสะดวกดี แต่ก็ไม่ได้อารมณ์ถ่ายรูปเหมือนสมัยเด็กๆเลย ครั้นจะหยิบกล้องฟิล์มมาถ่าย เราก็ขี้เกียจเกินไป ชีวิตมันเรื่องมากจริงๆ..

 

ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกอันนี้ เราใช้เวลาวนเวียนอยู่กับการหากล้องใหม่อยู่พักนึง ด้วยความรู้สึกว่าอยากได้กล้องใหม่ที่พกไปเที่ยวไหนต่อไหนได้ง่ายขึ้น ถ่ายรูปผู้คนตามท้องถนนโดยไม่โดนด่า เราไม่ได้อยากถ่ายรูปเป็นอาชีพ แต่แค่มีความสุขกับการถ่ายรูปไปวันๆ เราชอบถ่ายรูปแบบช้าๆไปตามเรื่อง อยากปรับ manual นุ่นนั่นนี่ด้วยตัวเอง เท่าที่กล้องดิจิตอลสมัยนี้จะทำได้ ถ่ายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่มันสนุกเหมือนการเล่นเกม ได้ใช้สมองคิดไปด้วย แต่คือก่อนหน้านี้ ไม่เคยติดตามวงการกล้องเลย ให้ตายเหอะ.. เลยไม่รู้ว่าเค้าไปถึงไหน ทำอะไรได้บ้าง ก็เลยใช้เจ้ากล้องตัวใหญ่ Nikon D40X มา6-7ปี โดยไม่สนใจอะไรเท่าไหร่ เพราะมันก็ถ่ายได้อย่างพอใจ ข้อเสียคือ จะถ่ายที มันดูจะต้องเดินทางไปเที่ยวจริงจังอย่างเดียวเลย และเวลาไปเที่ยว มันก็พกลำบาก (ใจจริงอยากพกกล้องตลอดเวลา) เพราะขนาดที่เทอะทะไป

 

บล็อกนี้ ก็เลยเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ มาเขียนเล่าแนะนำสิ่งที่เรียนรู้จากการมองหากล้องใหม่ เอาไปถ่ายรูปผ่านการใช้เลนส์เก่าๆ รุ่นพ่อรุ่นปู่  เผื่อถ้าใครชอบเหมือนเรา แล้วยังไม่เคยลอง จะได้ลองเล่นแล้วมาคุยกัน แต่ถ้าใครที่กำลังมองหากล้องถ่ายชัดๆ มีฟังก์ชั่นเยอะ  เร็วเฟี้ยวฟ้าว คมกริบ.. ซูมพริตตี้ชัดแจ่ม น่าจะไม่เหมาะ อาจจะข้ามการอ่านบล็อกนี้ไปได้เลย เพราะเรากำลังหาวิธีทำในทางกลับกัน คือเอากล้องรุ่นใหม่ ไปถ่ายภาพแบบเก่า ปรับโน่นนี่ โฟกัสก็ปรับกันชัดมั่งไม่ชัดมั่ง รอกันเหงือกแห้ง แต่รูปที่ได้น่ะ มีเสน่ห์เหมือนตอนนั่งดูรูปสมัยเด็กๆกัน

 

เริ่มต้นเมื่อ 2 เดือนก่อน ระหว่างที่เปิดเวบดูโน่นนั่นนี่ พาลเหลือบไปเห็นเจ้ากล้อง Fujifilm รุ่น X-M1 เค้าว่ามันเพิ่งจะออกมาใหม่ เห็นปุ๊ปก็รู้สึกว่าเออ.. มันสวย มันเล็ก แม้ว่าวัสดุจะป๊องแป๊งไปบ้าง แต่ด้วยขนาด คุณภาพ และราคา ทำให้เริ่มหันมาดูวงการกล้องว่าเฮ้ย.. เดี๋ยวนี้กล้องสวย เหมือนกล้อง Rangefinder สมัยเด็กๆที่พ่อมี ( Rangefinder มันประมาณว่าเป็นกล้องขนาดพกพาได้ที่ฮิตมากมาตั้งแต่สมัย ‘30s -‘60s ) เล็กดี ไม่แพง แล้วสำคัญมาก มันเปลี่ยนเลนส์เก่าๆไปใส่ให้มันได้นะ (เค้าทำกันได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องกะเค้าหรอก) อ่อ.. กล้องพวกนี้เค้าเรียกว่า Mirrorless  แถมมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกเล็กๆน้อยๆ เช่น จอปรับได้ หรือ ส่งรูปเข้ามือถือได้เลย ฯลฯ โอ้.. โดนมาก ใช่เลย

 

ด้วยความที่เราชอบถ่ายรูปพวก Street คือแบบถ่ายคนตามท้องถนน เวลาไปเที่ยว ไอ้กล้องที่เล็กก็ยิ่งไม่เป็นจุดสนใจให้คนหันมาด่าเราได้ ยิ่งการใช้จอพับได้ ยิ่งเนียนในการหลบสายตาคนในการถ่ายได้ด้วย ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เจ้า Fuji X-M1 ตัวนี้นะ ในตลาดมีเยอะมากๆ เพียงแต่เราตัดสินด้วยความชอบส่วนตัว

 

จุดสำคัญที่ว่ามันเปลี่ยนเอาเลนส์เก่าๆมาใส่ได้นี่แหล่ะ (คือใส่แล้วมีฟังก์ชั่นช่วยในการโฟกัส วัดแสงด้วยน่ะ กล้องรุ่นก่อนหน้านี้มันอาจจะไม่อำนวยสักเท่าไหร่) ซึ่งนั่นแหล่ะ คือคำตอบที่เรามองหา สำหรับเรา หัวใจของการได้ภาพถ่ายแบบสมัยเด็กๆนั้น อย่างแรกเลย ก็คือ เลนส์

 

เลนส์เก่าระดับ 30 – 70 ปี หรือที่เค้าเรียกกันในยุทธภพว่า “เลนส์มือหมุน” การที่จะหยิบมาใช้นี่เราจะพึ่งพาความสามารถพิเศษใหม่ๆที่กล้องมีมาให้ แทบจะไม่ได้อีกเลย เริ่มตั้งแต่ F-Stop รูรับแสงก็ต้องหมุนที่เลนส์เอาเอง ความไว Shutter หรือแม้แต่ Focus จะชัดไม่ชัด ก็ปรับกันเอาเองหมด นั่นแหล่ะ… คือเสน่ห์ของมัน

 

เรามีกล้องที่ขนาดเล็ก พกง่ายแล้ว หน้าตาดีแล้ว เปลี่ยนเลนส์เก่าได้แล้ว ทุกอย่างลงตัวเหมือนได้กล่องบันทึกความทรงจำกลับมา เราเริ่มขุดเอาเลนส์ เอากล้องของพ่อแต่ละตัวมาปัดฝุ่นดู ถึงมันจะหายไปอยู่หลายตัว แต่ก็มีอีกหลายตัวที่ยังใช้งานได้ดี เสียดายที่เจ้า Pentax ที่ใช้หัดถ่ายรูปตอนเด็ก ดูหมดสภาพไปแล้ว (สักวันจะเอาไปซ่อม)

 

เราเริ่มลงมือสั่งซื้อ Adapter จากร้านตามเวบ และ eBay เพื่อมาต่อกับเจ้าเลนส์พวกนี้ดู ครั้งแรกที่ได้ลองถ่าย ก็ยังงงๆเล็กน้อย ด้วยความที่คนสมัยนี้ชินกับการถ่ายออโต้ไปหมดมานาน แต่พอเริ่มถ่ายได้ งมไปงมมา เราก็ได้รูปที่เหมือนถูกดึงให้ย้อนไปสมัยเด็กๆ ได้เห็นเจ้ากล้องเก่าๆของพ่อ เหมือนทำให้มันได้มีชีวิตอีกครั้ง มันน่าสนุกดีที่ได้ปลุกสิ่งที่ไม่ได้ใช้งานนับสิบๆปีให้ทำงานได้ใหม่

 

บอกตรงๆว่าที่ผ่านมา การถ่ายรูปด้วย iPhone มันอาจจะสวยแบบสำเร็จรูปเกินไปสำหรับเรา เลยไม่ค่อยสนุกที่ได้ถ่ายสักเท่าไหร่ ไอ้ครั้นจะพกกล้องจริงจังไปด้วยทุกที่ทุกเวลา ก็ดูเป็นติ่งเกินๆในชีวิตไปหน่อย แต่พอได้กล้องตัวนี้ เราว่ามันพกไปไหนก็ไม่ติ่งแล้ว พกมันไปได้ไม่เคอะเขิน ไม่ดู Geek ดูหื่นดักถ่ายสาว และมันยืดหยุ่นกับชีวิตเรา คือวันนี้ไปกินข้าวหน้าหมู่บ้านก็เอาเลนส์กระจุ๊บกระจิ๊บไป จะไปเที่ยว ก็จัดเลนส์ไปแพคใหญ่ สบายเลย ตอนนี้เรียกว่าเราเอามันไปด้วยทุกที่จริงๆ

 

เลนส์ในแบบที่เหมาะกับชีวิตเรา ควรมีอะไรบ้าง?

 

Image
เซ็ตนี้ใช้บ่อยๆ แล้วแต่วันว่าวันนี้ไปไหน แต่ส่วนใหญ่คือพกไปอันเดียวนั่นแหล่ะ 

 

จะพยายามเขียนแบบไม่ Geek มากเกินไปนะ แบบบ้านๆ คือการที่จะเอาเลนส์เก่าๆอายุ 30-70 ปี มาต่อกับกล้องพวกนี้ ต้องมีเจ้า Mount Adapter หรือตัวแปลงเพื่อให้เสียบเข้ากับกล้องของเราได้ซะก่อน ซึ่งเลนส์แต่ละยี่ห้อ แต่ละยุคก็มี Mount ส่วนที่ต่อกับกล้อง หน้าตาที่ต่างกันออกไป จะเอาตัวไหนมาใส่ก็ต้องศึกษากันนิดนึง แต่ราคาตัวแปลง Mount Adapter นี้ก็ไม่แพง ถ้าสั่งจาก eBay ก็ 400 – 600 บาท บางรุ่นแพงหน่อยก็หลักพันบาท ไม่พูดถึงระดับ Expert นะ เอาแค่ถูกๆนี่แหล่ะ

 

การตัดสินใจว่าจะเลือกเลนส์ตัวไหนมาใช้ของเราคือ 

 

1.เอาระยะเลนส์ที่ถ่ายบ่อยๆ ซึ่งบอกตรงๆว่าไม่ชอบถ่ายมุม Wide มากๆ ชอบถ่ายระยะคนเดินไปมามากกว่า เราเลยชอบเลนส์ในระยะ 35mm ถึงประมาณ 50mm

 

2.เลือกด้วย Mount Adapter สำหรับเลนส์แต่ละรุ่นมันมีขนาดที่ต่อกับกล้องไม่เท่ากัน (หลักการของมันเกี่ยวกับระยะของเลนส์ พูดง่ายๆคือเอาท่อมาต่อเลนส์ให้ระยะของเลนส์มันได้ภาพถูกต้อง) เราพยายามหาเลนส์ที่ต่อ Mount Adapter ได้ขนาดที่บางที่สุด เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่ Format อันหนึ่งที่เราเลือกใช้มากที่สุดคือ LTM Mount หรือ M39 Mount เป็น Mount สำหรับเลนส์กล้อง Rangefinder (จะว่าไป มีนก็เปรียบได้กับเจ้ากล้อง Mirrorless ในสมัยนี้แหล่ะ) ในยุคปี ’40 – 60s ส่วนใหญ่เป็นเลนส์ที่ใช้กับกล้อง Leica ในยุคนั้น  จุดเด่นของเลนส์ Mount นี้คือ เลนส์มีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีคุณภาพดีมาก ยี่ห้อที่นิยมก็มี Leica , Nikkor (Nikon) , Canon , Carl Zeiss และเลนส์ของรัสเซียหลากหลายยี่ห้อ ที่ก็อปปี้มาจากฝั่งยุโรป บางตัวก็ขนออกมาจากโรงงานในเยอรมันกันดื้อๆเลย เป็นผลมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เยอรมันแพ้สงครามแล้ว และรัสเซียเข้าไปยึดนั่นเอง ที่สำคัญ.. มันราคาถูกมาก มีตั้งแต่ 500 บาท ไปถึงระดับกลางๆ 2-3 พันบาท ไอ้แพงๆก็มี แต่เราไม่พูดถึงละกัน

 

สำหรับคนเน้นเลนส์ราคาถูกและดี คนไทยส่วนใหญ่ที่เล่น “เลนส์มือหมุน” มักจะเล่น Mount ประเภท M42 (เป็นเลนส์ Format ในยุค ’50-70s คือตอนนั้น Format นี้ฮิตมาก เลยมีเลนส์ Format นี้หลากหลายยี่ห้อที่ทำมา Support เยอะสุดๆไปเลย) ซึ่งเลนส์ยุคนี้มันก็จะตัวใหญ่หน่อย เพราะมันใช้สำหรับกล้องขนาดใหญ่พวก SLR แล้วแต่รุ่น แล้วแต่ยี่ห้อ ที่สำคัญคือ ในตลาดมันหาง่าย และถูกมาก แค่ Search ใน Facebook ว่า “เลนส์มือหมุน” ก็จะเจอร้านเพียบเลย มีตั้งแต่หลักพันบาท กลางๆหน่อยก็ 2-3 พัน แพงๆก็มี ตามความนิยมของตลาด

 

แต่เราเองไม่ค่อยชอบ Mount Adapter ของ M42 เท่าไหร่ เพราะมันหนากว่า M39 Mount ประมาณ 2 เท่ากว่า ก็เลยใช้เฉพาะกับเลนส์ในกรุสมบัติของพ่ออยู่บ้าง หยิบเอามาเล่นๆ แต่ไม่ได้พกไปไหน

 

Image
 Super Takumar ของ Pentax 58mm f1.8 ใช้ M42 Mount ตัวนี้น่าจะผลิตปลายๆ 1960s
ส่วนใหญ่คนจะนิยม M42 Mount แบบนี้มาก เพราะเลนส์ดีและถูก 

 

Image
ซ้ายสุด คือ M42 เมื่อใส่กับเลนส์ Super Takumar 58mm f1.8
กลาง คือ LTM Mount เมื่อใส่กับเลนส์ Canon 50mm f1.4
ขวาสุด คือ PEN F Mount เมื่อใส่กับเลนส์ Olympus 38mm f1.8

 

มาดูตัวที่เราพกจริงจังเลยดีกว่า

สำหรับชุดเต็มที่เราลองทดสอบจนพอใจแล้ว คือลองถ่าย ลองถือ ลองพก จนแน่ใจดูแล้วว่า เอาไปเที่ยวเนี่ย ต้องได้ระยะที่ชอบ ได้ภาพที่ใช่ และพกไปไม่เกะกะเกิน ( แต่คงไม่บ้าพกไปหมดนี่ตลอดเวลานะ ส่วนใหญ่จะไปไหนก็ใส่มันไปตัวเดียวนั่นแหล่ะ )

 

1. ระยะ Wide อันนี้เป็นเลนส์ของใหม่ Fujinon XF 18mm F2 ซื้อตามโปรโมชั่นมากับกล้อง เลยได้มาราคาถูก  อันนี้เอาไว้ฉุกเฉิน ถ่ายออโต้ง่าวๆไวๆได้ เช่น การถ่ายอาหารบนโต๊ะ (เลนส์เก่าบางตัวมันถ่ายใกล้มากไม่ได้หรอก ถ้าจะถ่ายบนโต๊ะอาหาร อาจจะต้องถอยไปนั่งโต๊ะคนอื่นเลยทีเดียว นึกถึงเมื่อ 50-60 ปีก่อน เทคโนโลยีไม่ได้ขนาดนี้ หยิบไอโฟนมาถ่าย ง่ายกว่าล้านเท่า)

 

ประเด็นสำคัญที่ไม่ได้ใช้เลนส์เก่าในระยะ Wide อีกข้อคือ เลนส์เก่าที่ Wide มากๆ มักจะแพงมาก ไม่น้อยหน้าเลนส์ใหม่เลย เผลอๆหนักข้อกว่า และมักจะตัวใหญ่ ไอ้ Fujinon เราตัวนี้ รูปร่างมันแบนดีมาก พกพาได้สะดวก ถึงเราไม่ชอบถ่าย Wide ก็ควรมีไว้ติดตัว

 

Image
Fujinon XF 18mm f2 เลนส์รุ่นใหม่ตัวเดียวที่มีอยู่ ใช้ในยามฉุกเฉิน
Image
ภาพจาก Fujinon XF 18mm f2 ภาพมันใหม่ไปหน่อยน่ะ ชัดไป แต่สะดวกดี

 

2. ระยะ Normal (จริงๆจะว่าไปอันนี้ก็กึ่งๆ Wide นิด Normal หน่อยมากกว่า) อันนี้เป็นตัวที่คิดว่าจะใช้ถ่ายบ่อย เสมือนยาสามัญประจำบ้าน เพราะคือระยะใกล้เคียงกับสายตาคน เราเลือก Olympus 38mm F1.8 เป็นเลนส์เก่าที่ติดมากับกล้อง Olympus PEN F มันเกิดมาในปี 1963 ถือเป็นกล้อง SLR ขนาดพกพาที่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก SLR ตัวอื่นๆในโลก มีเฉพาะใน Olympus เท่านั้น เมื่อ 50 ปีก่อนที่ดังมากๆ ดังจากญี่ปุ่นไปทั่วโลก เป็นกล้องรุ่นแรกๆที่สร้างขึ้นมาให้ถ่ายง่ายสำหรับผู้หญิง แต่คุณภาพระดับโปรฯ (ในยุคนั้นมีแต่ผู้ชายที่ถ่ายรูป และกล้องมันต้องดูซับซ้อนๆ ถ่ายยากๆ ผู้ชายถึงจะชอบ) เป็นต้นแบบของหน้าตากล้อง Olympus ซีรี่ย์คลาสสิคในปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันใครมีกล้อง Olympus E-P5 นี่ก็เรียกว่าโคลนนิ่งโขกกันมาเลยก็ว่าได้ ตลาดมันก็วนไปวนมาแบบนี้นั่นแหล่ะ

 

Image
หน้าตา Olympus PEN F ผลิตเมื่อปี 1963 ( จากเวบ  olympus-golbal.com )

 

เราชอบเลนส์ตัวนี้เพราะ ข้อแรก ตัวเลนส์มันเล็กดี แถมใช้ตัวแปลง Mount Adapter Pen F ซึ่งมีขนาดบางพอๆกับตัวแปลง M39 Mount ( ในเมืองไทยไม่เคยเห็นใครขายนะ eBay โลดเลย 400 บาทเท่านั้น ) ข้อที่สอง ภาพที่ได้มันเจ๋งดี ได้อารมณ์วินเทจ ในขณะเดียวกันก็คมระดับที่น่าพอใจ ช่างภาพระดับโลกในอดีตหลายๆคน เลือกใช้ Olympus PEN F ในการถ่ายรูปดังๆมานักต่อนักแล้ว

 

ระยะ 38 mm นี้ พอมาใส่กับกล้องเรา กำลังสวยเลย เอาไว้เดินถนนถ่ายรูปในสัดส่วนที่กว้างกำลังดี เห็นปุ๊บ.. จะถ่าย ก็ไม่ต้องเดินหน้าถอยหลังมาก อันนี้ถือว่าเป็นเลนส์หลักเลย ราคาในตลาดมันดีดสูงหน่อย ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆหา

 

Image
Olympus PEN F 38mm f1.8 ใช้ง่ายถ่ายคล่อง สามัญประจำบ้าน ตัวนี้น่าจะผลิตในปี 1965-1966
Image
ภาพจากเลนส์ Olympus PEN F 38mm f1.8 มันว๊ิงๆดี ชัดกลางใช้ได้ ถ่ายบนโต๊ะอาหารได้
Image
ภาพจากเลนส์ Olympus PEN F 38mm f1.8 ถ่ายวิวก็ดี ภาพเก่ามาตั้งแต่เลนส์เลย ชอบ

 

3. ระยะ Normal ที่ให้ภาพใกล้ขึ้นอีก ระยะนี้เป็นระยะโปรด คือถ่ายแล้วมันเหมือนกำลังดูหนังฉากที่ภาพกำลังโฟกัสไปที่ตัวเอกประมาณนั้น เวลาถ่ายนี่ต้องให้วัตถุหรือคนห่างตัวสักหน่อย ไม่งั้นประชิดไป ซึ่งเป็นข้อดีของการถ่ายภาพ Street เพราะเราจะอยู่ไกลจากคนที่เราจะถ่ายพอสมควร

 

เราเลือกใช้ Canon 50mm F1.4 เป็น M39 Mount ตัวนี้น้ำหนักเยอะหน่อย แต่ใช้ตัวแปลง M39 Mount ก็จะดูบางหน่อย ไม่เทอะทะ ตัวนี้เดิมมันมากับกล้อง Canon 7 Rangefinder ในยุคต้น ’60s อายุอานาม 50ปี เป็นกล้อง Flagship ของ Canon ในยุคนั้น เจ้าเลนส์ตัวนี้เป็นตัวที่ติดมากับกล้องเลยเช่นกัน ภาพที่ได้นี่ฟินมากๆ คม Contrast จัด จะภาพขาวดำก็เข้มสวย จะสีก็สีออกคมเข้มดี ถือเป็นตัวท็อปคลาสสิคในตลาดเลนส์เก่าอยู่เหมือนกัน ในตลาดตัวนี้เป็นตัวที่หาไม่ยาก สภาพดีๆมีเยอะ แต่ราคาก็สูงตาม ในไทยไม่ค่อยเห็นคนชอบเล่นเท่าไหร่นะ ส่วนใหญ่ก็ไปเล่น Leica โน่นเลย ( เปรียบเทียบเป็นรถ คงอารมณ์ Lexus กับรถยุโรป ประมาณนั้นมั้ง )

 

Image
หน้าตา Canon 7 Rangefinder คู่กับเลนส์ 50mm f1.4 เมื่อต้นยุค ’60s

 

เราชอบเลนส์ในยุคนี้ส่วนนึงเพราะมันได้เห็นประวัติศาสตร์โลกไปด้วย อย่างตัวนี้ มันเกิดมาในโลกยุคที่ญี่ปุ่นพยายามต่อสู้กับอารยประเทศทุกๆด้าน เพื่อเป็นที่หนึ่ง แม้แต่วงการกล้อง ตอนนั้นก็ต้องเยอรมันเป็นผู้นำ อย่างเลนส์รุ่นนี้ มันก็เป็นหลักฐานความไม่ยอมแพ้ของชาติญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ที่สามารถสร้างเลนส์ที่มีศักยภาพสู้กับยุโรปได้สบายๆ

 

อ่อ.. บอกข้อจำกัดของเลนส์ LTM Mount ในระยะ 50mm สักหน่อย เจ้าเลนส์ยุคนี้ ระยะใกล้สุดที่ถ่ายได้ อย่างเก่งก็ 70 ซม. ส่วนใหญ่จะ 1 เมตร จะเอามาถ่ายอาหารบนโต๊ะนี่ต้องถอยไปยืนถ่ายถึงโต๊ะข้างๆกันเลยทีเดียว

 

Image
Canon 50mm f1.4 เทพมาก แต่หนักมากด้วย ตัวนี้น่าจะผลิตประมาณปี 1962-1963
Image
ถ่ายจากเลนส์ Canon 50mm f1.4 ระยะดี มันห่างดีน่ะ คมกำลังดี คมกว่านี้จะดิจิตอลเกิน
Image
ถ่ายจากเลนส์ Canon 50mm f1.4 ความ Contrast มันเหมาะกับขาวดำดีนะ

 

Image
Jupiter 8 50mm f2 ตัวนี้เป็นของรัสเซีย น่าจะผลิตปี 1958 ราคาถูกและดี เบาและเล็กด้วย
Image
ถ่ายด้วย Jupiter 8 50mm f2 ใครชอบความ Soft แบบวินเทจ ตัวนี้ก็โดนมากเลยอ่ะ
Image
ถ่ายด้วย Jupiter 8 50mm f2 แบบขาวดำก็ใช้ได้เลย อาจจะไม่ Contrast จัดมาก แต่สวย

 

4. ระยะ Tele เป็นระยะส่องหญิง ส่องอะไรที่มันไกลๆได้สบายๆ ประมาณที่สูงๆ อะไรแบบนี้ นอกจากนั้นมันยังถ่ายภาพคนได้สวยดีด้วย (แต่ต้องถอยไปไกลนะ สัก 10 เมตรขึ้นไป) ซึ่งต้องแลกมาด้วยการแบกเลนส์ตัวยาวๆ ดูโรคจิตเล็กน้อย เราเลือกใช้ Canon 135mm F3.5 เป็น M39 Mount ซีรี่ย์เดียวกับตัว Canon 50mm นั่นแหล่ะ ตัวนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของระยะ 135mm ในยุค ’60s เลย แต่ในยุคนั้น คนก็ไม่ค่อยนิยมถ่ายระยะนี้เท่าไหร่ เพราะขนาดของกล้อง Rangefinder กับเลนส์ไซส์นี้ ดูไม่อำนวยกัน สมัยนั้นไม่มีระบบกันสั่นสะเทือนนะ มือนิ่งล้วนๆ แถมไม่มีถ่ายแล้วมาเช็คดูแบบดิจิตอล แบกคล้องคอตลอดก็ไม่ไหว ไม่สะดวกเอาเลย แต่เลนส์ตัวนี้ให้ภาพเจ๋งจริงๆ และราคาไม่สูง ที่สำคัญคือมันเล็ก แต่อาจจะหนักหน่อยนึง เพราะวัสดุสมัยนั้นก็เหล็กทั้งนั้นน่ะ แต่เทียบกับรุ่นอื่น ถือว่าเบาแล้ว

 

Image
Canon 135mm f3.5 ผลิตช่วงปลายยุค 1960s เวลาถ่ายต้องระวังมือสั่นเอาหน่อย 
Image
 Canon 135mm f3.5 ระยะส่องไกล ได้เห็นภาพในมุมที่แปลกตากว่าปกติดีนะ เหมาะกับการท่องเที่ยว

 

เอาล่ะ.. นี่คือเซ็ตเต็มๆของเลนส์ เวลาเราไปเที่ยวนี่แหล่ะ พกไป 4 ตัว เหมือนจะลำบากกว่าเดิมนะ.. แต่ขนาดมันเล็กหน่อยก็ไม่ลำบากเท่าไหร่ ลำบากไอ้ตอนถ่ายมากกว่านั่นแหล่ะ จะมาโชะเชะเร็วๆ ไม่มีนะ.. กว่าจะเปลี่ยนเลนส์ กว่าจะปรับ F ปรับ Shutter ปรับโฟกัส คือถ้าถ่ายคนนี่ก็เกรงใจคนที่ถูกถ่ายต้องยิ้มเหงือกแห้ง เพราะฉะนั้น เราคงต้องหมั่นฝึกฝนให้คล่อง ในเมื่อคนสมัยก่อนเค้าก็ถ่ายมาแบบนี้ เราสบายกว่าเยอะแล้ว มีเครื่องมือช่วยมากมาย ก็ต้องถ่ายได้แหล่ะ

 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ สำหรับคนที่คอเดียวกันจริงๆนะ ต้องชอบแบบที่เราว่ามานั่นแหล่ะ ช้าๆเนียนๆไป กล้องสมัยนี้มีให้เลือกเยอะเลย ที่รองรับการเปลี่ยนเลนส์เก่า และมีระบบช่วยการถ่ายด้วยเลนส์เก่าๆ อย่างใจเราก็เล็งรุ่นอื่นๆอยู่หลายตัว เผื่อวันนึงอาจจะโยกย้าย ปรับเปลี่ยน แต่ตอนนี้ถูกใจตัวนี้ก็ใช้ให้คุ้มไปก่อน

 

ทุกวันนี้ เราสนุกกับการถ่ายรูปมากขึ้นมาก ถึงจะช้า และจะถ่ายทีก็มักพลาดช็อตเด็ดไปบ้าง แต่มันทำให้เรามองอะไรแบบคิดทบทวนเยอะขึ้น ละเมียดมากขึ้น ไม่ใช่กดแชะๆอย่างเดียว การมีข้อจำกัดนี่ก็ทำให้เราตั้งใจทำอะไรได้ดีขึ้นนะ เหมือนกับการเรียนถ่ายรูปเลย อีกอย่างคือ ทำให้นึกถึงช่วงเวลาเด็กๆที่ทุกครั้งเราจะกดชัตเตอร์ มันจะต้องเล็ง แล้ว..ฮึบ.. กลั้นหายใจก่อน กลัวภาพจะสั่น แล้วกดชัตเตอร์… ที่เหลือภาวนาตอนไปรับรูปแล้วให้ได้รูปสวยๆทีเถอะ .. มันลุ้นดีนะ

 

Advertisements

5 Comments Add yours

  1. ขอบคุณค่ะได้ความรู้ดีดีเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย

  2. Grape says:

    รบกวนถามได้ป้ะคะ อ่านแล้วชอบมาก คือกำลังจะเริ่มถ่ายภาพและก็เล็ง fuji xm1 ไว้ แต่ด้วยความที่มันเป็นกล้อง mirrorless มันเป็นกล้องตัวคูนใช่ป้ะคะ ถ้าเราเลือกเลนส์ เราต้องคูนด้วยมั้ยอะ ถ้าอยากได้ภาพที่มันwide ถ้าเราใส่ตัว 28 คูนเข้าไปมันก็จะไม่wideแล้วใช่ป้ะคะ

    1. หลักง่ายๆของดูระยะเลนส์ที่ใช้ mirrorless คือ เลื่อนขึ้นไป 1 ขั้นครับ สมมติ 18mm. จะเท่ากับ 27mm. บน full frame , 35mm จะเท่ากับ 50 mm บน Full frame โดยประมาณ คือถ้าใช้เลนส์ 28mm มันก็จะได้ประมาณ 42mm คือสัดส่วนเป็น Wide ครับ แต่เหมือนโดน Crop ข้างออกไป

      ปัญญา Mirrorless ก็เลยมีสำหรับคนชอบ Wide มากๆครับ ระดับ 1x ของ Fullframe เพราะมันไม่มีระดับนั้น ถ้าไม่ซีเรียสขนาดต้อง Wide มากๆ ก็ไม่มีปัญหาครับ ใช้สัก 18mm ก็Wide มากแล้วครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s