รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Olympus Pen F ปี 1963

กล้อง Olympus Pen F ปี 1963 พร้อมตัววัดแสง
กล้อง Olympus Pen F ปี 1963 พร้อมตัววัดแสง

 

ถ้าใครชอบกล้อง ติดตามอัพเดทวงการกล้องสักหน่อย เมื่อสักปีก่อน Olympus เค้าออกกล้องดิจิตอล Mirrorless (กล้องขนาดเล็กที่เปลี่ยนเลนส์ได้) หน้าตาดีมากทีเดียว (แต่ราคาก็เป็นที่กล่าวขานในความแพง) นั่นคือรุ่น Olympus Pen E-P5 ซึ่งตามข่าวบอกว่ากล้องรุ่นนี้ ถือเป็นการสดุดีแด่กล้อง Olympus Pen F ในตำนาน หนึ่งในกล้องตระกูล Olympus Pen ทั้งหลาย ในวาระครบ 50 ปี

กล้อง Olympus EP-5 ปี 2013 เทียบกับ Olympus Pen F ปี 1963
กล้อง Olympus EP-5 ปี 2013 เทียบกับ Olympus Pen F ปี 1963

เล่าคร่าวๆถึงกล้องตะกูล Pen เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วสักนิด เผื่อคนเล่นกล้องรุ่นใหม่ๆจะยังไม่รู้จัก ด้วยตลาดกล้องดิจิตอลยุคหลังๆนี้ แกเกิดบูมด้วยรูปทรง Retro กันใหญ่ โดยเฉพาะทางค่าย Fujifilm นั่น ทำให้ Olympus ไม่น้อยหน้า ตัวเองก็มีประวัติศาสตร์กล้องสวยกล้องดีอยู่ในมือทั้งที ก็เลยปลุกผีตระกูล Pen ขึ้นมา (ลากไปถึงตระกูล OM ด้วย)

Olympus Pen เกิดขึ้นช่วงปี 1959 – 1981 เป็นกล้องตระกูลแบบ Half frame หรือง่ายๆก็คือกล้องที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 35mm ปกติแต่สามารถได้รูปมากขึ้นเป็น 2 เท่า เช่น 1 ม้วนปกติถ่ายได้ 36 รูป แต่เจ้ากล้องตระกูล Pen จะถ่ายได้ถึง 72 รูป คือใน 1 เฟรมปกติ จะถูกหั่นออกเป็น 2 ส่วนนั่นเอง เนื่องจากสมัยที่กล้องตระกูลนี้เกิด ราคาฟิล์มยังแพงอยู่ เมื่อสามารถถ่ายได้ประหยัดขนาดนี้ จึงฮิตถล่มทะลาย ว่ากันว่ากล้องตระกูล Pen ขายตลอดยุคของมันไปถึง 17ล้านตัวเลย.

จริงๆเรื่องราวของ Olympus และคุณนักออกแบบระดับตำนาน  คุณ Maitani ที่ให้กำเนิดกล้องตระกูล Pen นี้ สามารถหาอ่านได้อย่างละเอียดจากน้าๆในเวบบอร์ดกล้องใหญ่ๆครับ แนะนำเลยคือ กระทู้ “ถามแฟนพันธุ์แท้ Olympus รู้จักคนๆนี้มั๊ยครับ” โดยคุณ Nithi  ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว เลือดรัก Olympus จะพลุ่งพล่านมาก อาจจะถึงขึ้นกวาดทุกรุ่นมาเก็บเลย

คุณ Maitani ผู้ให้กำเนิด Olympus Pen ทั้งตระกูล credit : .fotointern.ch

เราไม่ลงลึกมากนะ สำหรับประวัติหรือเทคนิคต่างๆ เอาเป็นว่า Olympus Pen นั้น แทบทุกตัวเป็นกล้องแนว Point & Shoot หรือเล็งแล้วถ่ายได้เลย มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกล้องตัวที่สองของมือโปรฯ จึงเล็กแต่คุณภาพสูง แต่….มีเพียง 1 เดียวในตระกูลที่ไม่เหมือนใครและไม่มีกล้องตัวไหนในโลกเหมือนได้ นั่นคือ Olympus Pen F

ที่เล่าถึงเจ้า Olympus Pen E-P5 ก่อนเลยนั้น เพราะหน้าตาแกมันถอดแบบมาจาก Olympus Pen F แบบฝาแฝดเลยนั่นเอง ดูๆก็คงจะเดาได้ ซึ่งเป็นการสดุดีที่กล้อง Pen F ครบ 50 ปีในปี 2013 พอดีเลย

Olympus Pen F เกิดขึ้นครั้งแรกโดยคุณ Maitani เมื่อปี 1963 มันคือกล้อง SLR (กล้องแบบมีกระจกสะท้อนภาพจากเลนส์โดยตรง หมุนโฟกัสที่เลนส์ยังไง ระยะเท่าไหร่ ก็เห็นตามนั้นเลย) ที่เล็กที่สุดในยุคนั้น และเป็นกล้องระบบ Half Frame ด้วย ( สมัยนั้นคุณ Maitani ผู้ออกแบบเชื่อว่า วิธีที่จะทำให้ SLR มีขนาดเล็กที่สุดได้คือต้องใช้ระบบ Half Frame แทน Full Frame ซึ่งกว่าจะถูกล้มแชมป์ได้จากยี่ห้ออื่นว่า SLR สามารถเป็น Full Frame  ที่มีขนาดเล็กกว่า Pen F ได้ ก็เป็นสิบปีให้หลัง) ด้วยหน้าตาที่มีขนาดเล็ก และเลนส์ขนาดเล็กน่ารักแล้ว หลายๆคนจึงมักเข้าใจผิดว่ามันเป็นกล้องประเภท Rangefinder (กล้องที่มีช่องมองภาพเป็นระยะตายตัว ไม่ได้เห็นตรงๆจากเลนส์) แต่มันคือ SLR จริงๆ เพราะสะท้อนภาพจากเลนส์โดยตรง มันพิเศษที่กล่องกระจกไม่ได้หน้าตาปูดๆ5เหลี่ยมบนกล้องแบบ SLR ทั่วไป เพราะคุณ Maitani แกออกแบบใหม่ให้ภาพสะท้อนแนวข้างๆแทน ทำให้กล้องมันเล็กกว่าชาวบ้านชาวช่อง ทั้งหมดนี้ ทำให้ Pen F เป็นตัวเดียวในตระกูล ที่เป็นกล้องที่จริงจังที่สุด โปรที่สุดเลยก็ว่าได้

ระบบกระจกสะท้อนภาพ แบบเฉพาะของ Olympus Pen F หน้าตาประมาณนี้ credit : photo.net

เจ้า Olympus Pen F มีเทคโนโลยีล้ำๆเฉพาะตัวเต็มไปหมด เราขอข้ามละกันนะ เพราะมันน่าปวดหัวมาก เอาเป็นว่ามันทำให้เกิดสิทธิบัตรจากการประดิษฐ์ Pen F มากถึง 50 ฉบับ Original ขนาดไหนคิดดู

เราเองรู้จักเจ้า Olympus Pen F เพราะเริ่มเล่นกล้องประเภท Mirrorless แต่หลงใหลเลนส์เก่าๆมากกว่าเลนส์ Auto Focus ไฮเทคทั้งหลายแหล่ (คือชอบหมุนให้มันเบลอๆชัดบ้างไม่ชัดบ้างไปตามเรื่อง) เรามองหาเลนส์ขนาดพกพมาใช้กับกล้อง ไม่ชอบเลนส์ใหญ่ๆพวก SLR เลย ก็เลยได้ไปรู้จักกับเลนส์ Pen F 38mm F1.8 ซึ่งเป็นเลนติดมากับกล้อง Pen F สมัยที่มันวางขายอยู่ในตลาด พอได้เอามาลองใช้ เราประทับใจคุณภาพเลนส์มากๆ 10 คะแนนนี่เอาไป 8 เลย เพราะขนาดที่เล็ก แต่สไตล์ภาพที่ได้มีมิติดี คมสวย ว้าวๆมาก

นั่นเป็นเหตุผลให้หาข้อมูลไปถึงตัวกล้อง Pen F ว่ามันคือกล้องอะไรวะ

พอศึกษากันไปมา ก็อึ้งทึ่งกับประวัติของมัน จนต้องตามล่าหามาได้ครอบครองตัวจริงกัน เราค่อนข้างโชคดีที่เมื่ออยากได้ Pen F ก็ดันไปได้มาในราคาถูกมากกกก และสภาพดีมากกกก จากฝรั่งที่แกได้กล้องมาจากพวกที่เค้าโละของตามบ้านขาย ซึ่งเจ้าของเดิมดูเก็บไว้ดีใช้ได้เลย ใบเสร็จกล้องเมื่อ 50 ปีก่อนแกยังเก็บเลย ก็โชคดีที่ฝรั่งที่มาขายต่อ แกไม่รู้ราคาจริงในตลาด ขายเหมาเซ็ตมา ฟ้าประทานจริงๆ ฮาๆ

กล้องที่เอาไว้ใช้เอง Olympus Pen F รุ่นแรก เป็น serial ผลิตปี 1964
กล้องที่เอาไว้ใช้เอง Olympus Pen F รุ่นแรก เป็น serial ผลิตปี 1964

เจ้า Olympus Pen F ที่เราได้มานั้น เป็นรุ่นแรกที่ผลิตเลย คือเริ่มผลิตปี 1963 แต่ดูจาก Serial แล้วตัวที่ได้มาน่าจะผลิตในปี 1964 เจ้า Pen F รุ่นแรกมันเป็นกลไก ล้วนๆเลยครับ ไม่ต้องการพลังงานใดๆทั้งสิ้น เราชอบกล้องเก่าๆก็ตรงจุดนี้ คือไฟไม่มีมันก็ยังใช้ได้ และส่วนใหญ่โคตรทนเลย แต่ข้อเสียก็คือ มันไม่มีที่วัดแสงในตัว ซึ่งคนสมัยก่อนแกใช้กะๆเอา

แต่สำหรับใครที่อยากได้เครื่องวัดแสง Olympus ก็ไม่ใจร้ายขนาดนั้น เค้าออกเจ้าตัววัดแสงแยกขายไว้ด้วย ในสมัยนั้นมันก็ราคาไม่กี่ตัง แต่ตอนนี้สิ.. ในตลาดก็ขายกันขำๆ 2 พันกว่าขึ้นไป ซึ่งสภาพนี่ก็เช็คยากหน่อย เพราะถ่านมันก็หายากเล็กน้อย เป็นถ่าน PX625 ขนาด 1.3V ซึ่งเลิกผลิตไปแล้ว แต่ร้านกล้องเก่าๆจะหาได้อยู่

เราก็โชคดีอีกนั่นแหล่ะที่คุณฝรั่งที่ขายให้ แกเหมาเอาไอ้เจ้าเครื่องวัดแสงนี่ติดมาด้วย แถมใช้งานได้อย่างดี ก็เลยสบายไปครับ (เดี๋ยวช่วงท้ายจะอธิบายการใช้งานง่ายๆให้ฟังอีกที)

มาถึงการรีวิวแบบบ้านๆสักที เกริ่นมาซะยาวเหยียด เอาล่ะ.. มาถึงการใช้งานจริง เราทดลองฟิล์มม้วนแรกด้วย Kodak Color Plus 200 ใช้เลนส์ 38mm F1.8 ที่ติดมากับกล้อง พร้อมติดตัววัดแสง

เริ่มต้นจากการแบก.. เราค่อนข้างซีเรียสเรื่องขนาดและน้ำหนัก เพราะเป็นคนไม่ชอบแบกอะไรใหญ่ๆหนักๆ คิดว่าชีวิตเราชอบการถ่ายเล่นเรื่อยเปื่อย อยากพกไปทุกที่ น้ำหนักและขนาดเลยเป็นเรื่องสำคัญ (ซึ่งกล้องตระกูล Pen ถูกออกแบบมาด้วยคอนเซปที่ว่านี่เลย พกง่าย เบา เล็ก แต่ดี)

สำหรับ Olympus Pen F มันมีน้ำหนักประมาณ ครึ่งกิโล รวมเลนส์มาตรฐาน ( 560 g ) แม้จะหนักกว่ากล้องดิจิตอลสมัยนี้ แต่ถือว่าเบาเมื่อเทียบกับกล้องโบราณอื่นๆในยุคเดียวกัน  ( ก็ Nikon F กล้อง SLR ในยุคนั้นหนัก 1.4kg ล่ะครับ ) และขนาดถ้าเทียบกับกล้องใหม่ๆนี่มันเท่ากับ Olympus Pen E-P5 นั่นแหล่ะ เด๊ะเลย ลองไปหยิบตามห้างดูได้ แต่คงไม่เบาเท่านั้นนะ

ส่วนของวัสดุนั้น ไม่ต้องห่วงกล้องเก่าเลยครับ น้าแกเป็นเหล็กทั้งดุ้นอยู่แล้ว ไม่งั้นคงไม่อยู่ทนมาป่านนี้แบบชิ้งๆแน่นอน ด้านนอกตัวกล้องก็หุ้มหนังสีดำทั่วๆไปครับ การจับถือกล้องอาจจะแปลกสักหน่อยสำหรับคนที่ชอบให้มี Grip อะไรแบบนั้นให้จับกระชับ แต่สำหรับเราแล้ว มันก็ถือโอเคนะ เพราะกล้องไม่หนักและเลนส์มีขนาดเล็กด้วย  กล้องตัวนี้ค่อนข้างมนและเรียบๆโดยรอบ เลนส์ค่อนข้างเอียงไปทางขวาของตัวกล้องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกล้อง SLR ปกติ เลนส์มันต้องอยู่ตรงกลางสิ.. หน้าตามันประหลาดมากแหล่ะจริงๆแล้ว แต่ดูไปดูมาจะหล่อมากครับ ฮาๆ

การวางเลนส์จะเยื้องๆไปทางซ้ายของกล้องหน่อย
การวางเลนส์จะเยื้องๆไปทางซ้ายของกล้องหน่อย

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายล่ะนะ ด้วยความที่ใช้เลนส์ของ Pen F มาก่อน เลยค่อนข้างชินกับการหมุนโฟกัสและระยะพอสมควร พอมาใช้กับกล้องจริง ค่อนข้างถนัดเลย โฟกัสง่าย ตัวปรับ F ที่เลนส์นี่ค่อนข้างพิเศษนิดนึง คือคุณ Maitani แกออกแบบให้อ่านค่าได้ 2 แบบคือ แบบค่าทั่วไป 1.8 , 2 , 2.8 อะไรก็ว่าไป กับอีกแบบคือเป็นเลขลำดับง่ายๆ 0 , 1 , 2 , 3 ซึ่งอันนี้จะมีผลมากเมื่อใช้กับ Pen FT รุ่นต่อมา เพราะในช่องมองภาพจะมีที่วัดแสงในตัว และไอ้เจ้าวัดแสงตัวนั้นจะเป็นระบบ Shutter Priority คือ ตั้ง Speed Shutter กันก่อน แล้วในวัดแสงมันจะบอกว่า ให้ตั้ง F ไปที่ 0 ,1 , 2 , 3 อะไรแบบนี้ โคตรส่วนตัวเลยครับ แต่ถือว่าดีไซน์แตกต่างมาก ชอบๆ

ตัว Speed Shutter ก็มีให้เลือกตั้งแต่ B , 1 , 2 , 4 , 8 , 15 , 30 , 60 , 125 , 250 , 500 ซึ่งก็ค่อนข้างเพียงพอนะ ยกเว้นการเจอสว่างมากๆ หรือต้องการไวจัดๆ แบบถ่ายรถ F1 อะไรแบบนี้ ( ซึ่งเราคงหวังมากกับกล้องแก่ๆไม่ไหวเหมือนกัน ) คงไปไม่รอดนะจ๊ะ แต่ถ้าทั่วๆไปก็เพียงพอแน่นอน ยิ่งถ้าได้อ่านประวัติความพยายามที่จะทำให้ Speed Shutter ของ Pen F ไปถึง 1/500 sec ได้นี่ โห..โคตรภูมิใจในการใช้เลยนะ ( ม่าน Shutter เค้าทำมาจากไทเทเนี่ยมนะจ้า เจ๋งป่ะล่ะ ) ลองไปอ่านกระทู้ “ถามแฟนพันธุ์แท้ Olympus รู้จักคนๆนี้มั๊ยครับ” โดยคุณ Nithi

ส่วนในช่องมอง ของเราเองอาจจะมืดนิดหน่อยด้วยอายุ 50 ปีของมัน (ตั้งใจว่าจะเอากล้องไปทำความสะอาดเสียหน่อย คงจะชิ้งขึ้น) แต่ก็เห็นชัดทั้งแสงมากแสงน้อย การใช้งานก็เหมือน SLR ทั่วไปครับ แต่ด้วยความที่พี่แกเป็นกล้อง Half frame ด้วย ก็เลยมีช่องมองภาพแนวตั้ง แต่ถ้าเป็นใน Pen FT แล้ว ช่องมองภาพจะค่อนข้างมืดกว่านะ ถ่ายในที่แสงน้อยอาจจะลำบากหน่อย ซึ่งมันเป็นผลมาจากที่คุณ Maitani แกเอาที่วัดแสงไฮเทคของแกไปติดตั้งไว้น่ะ (รุ่น Pen FV ต่อมา เลยต้องเอาอออกอีก เพราะความมืดนี่มันกลายเป็นปัญหา)

ช่อง viewfinder และไกชัตเตอร์
ช่อง viewfinder และไกชัตเตอร์

มาถึงสิ่งที่ค่อนข้างขัดใจ ในตอนแรกๆที่ได้ใช้ ก็คงหนีไม่พ้นการเหนี่ยวไก Shutter 2 ครั้งเสมอ ถึงจะกดถ่ายได้ ซึ่งคนเรามันก็ลืมกันได้ด้วยความไม่ชิน แถมถ้าเกิดอยากถ่ายต่อไวๆนี่หมดสิทธิ์นะครับ นึกถึงคาวบอยที่ใช้ปืนลูกโม่โบราณอะไรประมาณนั้น เท่ๆเลย แต่ถ้าฝึกมาไม่ดีก็โดนยิงตายนะครับ เพราะฉะนั้น Pen F นี่แกออกแนวละเมียดถ่ายอยู่เหมือนกัน จะมากดถ่ายรัวๆ อย่าไปหวังกับกล้องสมัยนั้น

อีกเรื่องที่ค่อนข้างน่าตกใจก็คือ เสียง Shutter .. คือมันดังมากจริงๆ ดังและสั่นสะเทือนมาก ไม่มีความละมุนละม่อมเอาซะเลย เพราะพี่แกใช้ระบบ Rotary metal focal plane shutter ที่คิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อให้มันสอดคล้องกับการออกแบบกล้องนี้ (ซึ่งอ่านประวัติไปเราก็ไม่เข้าใจครับ เทคนิคเกินไป สมองไม่รับ ฮาๆ)  เวลาเอาไปถ่ายแมว แมวถึงขนาดสะดุ้งทุกครั้งไป แต่ถึงยังไงก็ดูหนักแน่นดีครับ เพียงแต่เสียงแกไม่นิ่มๆน่ะ  ถ้าถ่าย Speed Shutter ต่ำๆก็ระวังภาพสั่นกันหน่อยครับ

อีกส่วนนึงที่ชอบของเจ้า Pen F ครับ นั่นก็คือการ Preview ดู F Stop ได้ว่า ถ้าตั้ง F ประมาณนี้แล้ว แสงเข้าเป็นยังไง ซึ่งที่เลนส์ของ Pen F ทุกรุ่น จะมีปุ่มให้กดอยู่แล้ว ก็เป็นตัวช่วยได้ในระดับหนึ่งสำหรับกล้องยุคโบราณที่โคตร Manual ล้วนๆ

จากขวามือ เทียบขนาดเลนส์ 38mm มาตรฐานที่มากับกล้อง กลางคือ 20 mm ตัวที่ wide ที่สุดในซีรีย์ และ ซ้ายสุดคือ 100mm
จากขวามือ เทียบขนาดเลนส์ 38mm มาตรฐานที่มากับกล้อง กลางคือ 20 mm ตัวที่ wide ที่สุดในซีรีย์ และ ซ้ายสุดคือ 100mm

จากการแบกเจ้า Pen F ออกไปทุกที่ ลองถ่ายมาหลายๆแบบแล้ว พบว่าเป็นกล้องที่สมควรโดนหลงรักอย่างยิ่ง ส่วนตัวคือมันพกง่าย ไม่ดูอลังจนเกินงามแบบ SLR การถ่ายหวังผลค่อนข้างดี เล็งไปแล้วถ่ายออกมา ค่อนข้างได้อย่างที่คิดไว้ แต่ถ้าไปถ่าย Street  ถึงแม้ว่าขนาดจะเหมาะมาก แต่เสียง Shutter นี่ก็เรียกแขกพอสมควรนะ เลนส์ของ Pen F มีให้เลือกมากมาย จะ Wide มากๆก็ 20mm ( ซึ่งในยุคสมัยนั้น 20mm นี่โคตร Wide แล้วนะครับ ) ซึ่งส่วนตัว รักเจ้า 20mm นี่มาก เพราะก่อนหน้านี้เอาไปใช้กับกล้องดิจิตอล Mirrorless มันให้ภาพที่สวยแบบเก่าๆถูกใจมากๆ ถ่ายยังไงก็สวยว่างั้นเลย (แต่ราคาก็สูงเอาเรื่อง)  หรือจะระยะ Portrait ก็มี 60mm , 70mm , 100mm (ถ้าเทียบกับ SLR ทั่วไปมันก็ประมาณ 135mm) หรือจะเป็นเลนส์ซูมก็ยังมี คือมีเยอะมากครับ ข้อเสีย… มันแพงมากกกก เพราะในตลาด เลนส์ของ Pen F ค่อนข้างเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อยุคกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์สมัยก่อนได้นี่ ตระกูลนี้ก็ยิ่งราคาขึ้นเอาๆ เพราะมันเล็กดี คุณภาพเยี่ยม บางตัวว่ากันหลัก 2 หมื่นขึ้นไปเหมือนเลนส์รุ่นใหม่ๆกันเลย คะแนนโดยรวม ส่วนตัวเอาไป 9 เต็ม 10 เหลือไว้ 1 คะแนนสำหรับเสียง Shutter ฮาๆ

เอาล่ะ มาถึงตรงนี้ ถ้าใครสนใจอยากได้ Olympus Pen F มาเป็นเจ้าของ เราก็มีข้อมูลคร่าวๆมาแนะนำสักเล็กน้อย เกี่ยวกับเรื่องราคาและข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้นะ เผื่อไปเจอกล้องแล้วจะได้ทำตัวถูก ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ

เริ่มกันที่ราคากลางในตลาดก่อน

เฉพาะตัวบอดี้กล้อง

ตัวบอดี้กล้อง Olympus Pen F ( ปี 1963 – 1966 ) ราคาประมาณ 4,000 – 7,000 บาท แล้วแต่สภาพ

ตัวบอดี้กล้อง Olympus Pen FT ( ปี 1966 – 1969 ) ราคาประมาณ 5,000 – 8,000 บาท แล้วแต่สภาพ

ตัวบอดี้กล้อง Olympus Pen FV ( ปี 1969 ) ตัวนี้ค่อนข้างหายาก 6,000 – 10,000 บาท แล้วแต่สภาพ

ไม่ว่ารุ่นไหนครับ ถ้าบอดี้กล้องทั้งตัวเป็นสีดำ ให้พึงระลึกว่า มันคือ Limited ที่หายาก ราคามันจะเกินกว่าปกติเป็นเท่าตัวขึ้นไปแน่นอน โดยเฉพาะ Pen F รุ่นแรก แต่ถ้าเจอถูกกว่าและสภาพดี ให้แจ้งมาด้วย 555

เฉพาะตัวเลนส์ ( จริงๆมันมีรุ่นค่อนข้างเยอะ แต่แนะนำแค่บางรุ่นพอนะ )

เลนส์ F.Zuiko Auto-S Pen F 38mm F1.8 ราคา 5,000 – 7,000 บาท แล้วแต่สภาพ+ฝาหน้าหลังมีหรือไม่

เลนส์ G.Zuiko Auto-W Pen F 20mm F3.5 ราคา 8,000 – 12,000 บาท แล้วแต่สภาพ+ฝาหน้าหลังมีหรือไม่

เลนส์ E.Zuiko Auto-T Pen F 100mm F3.5 ราคา 4,000 – 6,000 บาท แล้วแต่สภาพ+ฝาหน้าหลังมีหรือไม่

นอกนั้น ลองหากันดูครับว่าถูกใจช่วงไหน ราคาค่อนข้างสูงในบางตัว อย่าตกใจไป ใช้แต่ตัวมาตรฐานมันก็พอนะ

ทีนี้มาถึงการเลือกซื้อนิดนึง เผื่อใครสนใจจะหามาลอง Pen F แต่ละรุ่นนั้น ต้องสังเกตเรื่องอะไรบ้าง

ตัวกล้องรุ่น Pen F ปี 1963 – 1966  ( เลข Serial จะอยู่ที่ 100,000 – 290,000 )

1.หน้ากล้องมีสัญลักษณ์ F แบบ Gothic

2.กล้องจะไม่มีที่วัดแสงในตัว จึงไม่ต้องใช้ถ่าน ถ้าจะใช้ตัววัดแสงจะเป็นตัวแยกออกมา มาติดที่ตัวปรับ Shutter Speed ซึ่งใส่โคตรยากเลยครับ แต่หล่อ 55

3.ไก Shutter ต้องเหนี่ยว 2 รอบ ไม่งั้นกด Shutter ไม่ได้

4.เช็คกระจกสะท้อน และช่องมอง ว่าใสดีหรือเปล่า เพราะถ้ามันสกปรกมาก โอกาสซ่อมค่อนข้างยาก หาอะไหล่ตัวอื่นเปลี่ยนลูกเดียว

ตัวกล้องเป็นรุ่น Pen FT ปี 1966 – 1972 ( เลข Serial จะอยู่ที่ 100,000 – 375,000 )

1.หน้ากล้องจะไม่มีสัญลักษณ์ F แบบ Gothic แล้ว ถูกแทนที่ด้วย Self Timer ตั้งเวลาถ่าย โปรดเช็คว่ายังใช้ได้อยู่หรือเปล่า

2.ด้านบนกล้องจะเขียนว่า Pen FT และในช่องมอง จะเห็นที่วัดแสงในตัว (ใช้ถ่าน PX625 1.3V หาซื้อจากร้านกล้องเก่าๆ พอหาได้) ที่ใส่ถ่านจะอยู่ที่ด้านล่าง ลองเช็คดูว่าที่ใส่ถ่านสะอาดดีมั๊ย ส่วนของช่องมองจะมืดกว่าทุกรุ่น สาเหตุจากการติดตั้งที่วัดแสงในตัวนั่นแหล่ะ เพราะฉะนั้นต้องเช็คให้ดีว่ามืดถึงขนาดดูยากเกินไปหรือเปล่า เพราะหมดสิทธิ์ซ่อมเลย

3.ไก Shutter เหนี่ยวแค่ทีเดียว ถ่ายได้เลย

ตัวกล้องรุ่น Pen FV ปี 1967 – 1970 ( เลข Serial จะอยู่ที่ 100,000 – 125,000 )

1.หน้าตาเหมือน Pen FT เด๊ะแต่ด้านบนเขียนว่า Pen FV

2.ไม่มีที่วัดแสงในตัวแล้ว เนื่องจากทำให้ช่องมองภาพมืดจนมีปัญหามาก เลยถูกถอดออกในรุ่นนี้ ใช้ที่วัดแสงแยกเหมือน Pen F รุ่นแรก

3.ไก Shutter เหนี่ยวแค่ทีเดียว ถ่ายได้เลย

4.เช็คกระจกสะท้อน และช่องมอง ว่าใสดีหรือเปล่า เพราะถ้ามันสกปรกมาก โอกาสซ่อมค่อนข้างยาก

** ตัวนี้หายากนะครับ ในตลาดเคยผลิตมาแค่ 45,000 ตัวเอง

ตัววัดแสงของ Olympus Pen F ต้องซื้อเพิ่ม
ตัววัดแสงของ Olympus Pen F ต้องซื้อเพิ่ม

สุดท้าย แถมนิดหน่อยครับ เกี่ยวกับตัววัดแสงที่ Olympus ผลิตแยกออกมาขาย ตัวนี้บอกก่อนว่า ใช้ได้เฉพาะรุ่น Pen F และ Pen FV นะครับ ถ้าใครมี Pen FT แล้วที่วัดแสงในตัวมันเจ๊ง แล้วหวังจะเอาที่วัดแสงแยกนี่ไปเสียบ.. หมดสิทธิ์ครับ เพราะการทำงานมันคือไปเสียบกับ Shutter Speed ของกล้อง แล้วมันจะมีเดือยล็อคพอดี ทำให้ไปหมุน Shutter Speed ที่ตัววัดแสงแทน ซึ่งมันจะเสียบไม่พอดีกับรุ่น Pen FT นะ

เจ้าที่วัดแสงนี่เวลาจะหาใน eBay ใช้ชื่อว่า Olympus Pen Lightmeter นะ ราคาจะอยู่ประมาณ 2พันกลางๆขึ้นไป สภาพดีๆก็อาจจะ 4-5 พันก็ว่ากันไป (สภาพดีที่ราคาแพง จะมีซองหนังของมันมาให้ด้วย) ลองดูคนขายที่เชื่อใจได้จริงๆนะ เพราะว่ามันต้องใช้ถ่านรุ่นเก่าที่เช็คสภาพได้ด้วย

วิธีการทำงานของมันก็คือ

ใส่ถ่านก่อนนะ ตอนแรกเราก็โง่มาก หาที่ใส่ถ่านไม่เจอ ซึ่งไป search ปรากฏว่าไม่ใช่เราผู้เดียวที่หาที่ใส่ถ่านไม่เจอ 555 ที่ใส่ถ่านจะเป็นกลมๆดำๆนะ อยู่ด้านหลังขนาดประมาณเหรียญสองบาท ออกแรงบิดหน่อย ถ่านที่ใช้เค้าเรียกว่า PX625 ขนาดไฟ 1.3V นะ บางคนเอาที่มันหาซื้อง่าย ซึ่งมันจะเป็น 1.5V ปัญหาคือมันจะวัดแสงผิด แบบว่าวัดแรงไป ถ้าจะใช้จริงๆก็เผื่อ under ลงมาสัก Stop นึง

ด้านหลังที่เอาไว้ล็อคกับตัวกล้อง และที่ใส่ถ่าย PX625
ด้านหลังที่เอาไว้ล็อคกับตัวกล้อง และที่ใส่ถ่าย PX625

วิธีใส่มันเข้ากับ Shutter Speed เราลองหาวิธีใส่หลายสำนัก ก็ว่ากันไปตามถนัด ส่วนสูตรของเรานะ คือปรับ Shutter Speed ที่ตัวกล้องไปสัก 125 ก่อน แล้วเราก็ปรับเลข Shutter Speed ที่ตัววัดแสงให้ตรงกันคือ 125 สมมติว่าเราเอากล้องแขวนคอปกติเนี่ย กล้องหันหน้าออกใช่มั๊ย เราก็เอาที่วัดแสงเอียงหัวมันไปทางขวามือเราแล้วเสียบไปที่ Shutter Speed ของกล้อง **โปรดระวัง** เอานิ้วล็อคที่ปุ่มเลื่อน Shutter Speed ของที่วัดแสง กันมันเลื่อนดีๆ เดี๋ยวจะไปตรงกัน บิดมันขึ้น สังเกตว่าเลข Shutter Speed ที่ที่วัดแสงยังเป็น 125 นะ ลองหมุนดูว่ามันกึกๆลงล็อคหรือเปล่า ถ้าไม่ลงมันจะฟรีๆ ใช้ไม่ได้ ขั้นตอนนี้ผิดไม่ได้นะ ไม่งั้นคือที่ถ่ายทั้งหมด Shutter Speed จะผิดทั้งหมด เจ๊งงงง..

ขั้นตอนการปรับคือ ปรับ ASA ก่อน ( ก็คือ ISO ของฟิล์ม ) ด้านซ้ายของที่วัดแสงจะมีปุ่มเขียนว่า ASA Set กดค้างไว้ แล้วเลื่อนที่เอาไว้ปรับ Shutter Speed นั่นแหล่ะ มันจะไปปรับ ASA แทน (ช่องแสดง ASA จะอยู่ด้านขวา) พอได้ตรงตาม ISO แล้วก็เป็นอันใช้ได้

ด้านขวาของเครื่องวัด เอาไว้ตั้งค่า ASA ( หรือ ISO นั่นแหล่ะ ) และปุ่มสำหรับกด Low Light เมื่อต้องการวัดแสงในที่ร่ม
ด้านขวาของเครื่องวัด เอาไว้ตั้งค่า ASA ( หรือ ISO นั่นแหล่ะ ) และปุ่มสำหรับกด Low Light เมื่อต้องการวัดแสงในที่ร่ม

ชุดเลขที่แสดง F Stop จะเห็นว่าด้านซ้ายเป็นชุดเลขสีดำ ตั้งแต่ 1.4 ถึง 22 และมันจะซ้อนกับด้านขวาซึ่งเป็นชุดเลขสีแดง ตั้งแต่ 1.4 ถึง 22 เช่นกัน วิธีใช้คือ ปรับ Shutter Speed ที่ต้องการก่อน จากนั้นสังเกตว่าเราถ่ายอยู่ในแสงแบบไหน ถ้าเราอยู่กลางแจ้ง ให้ดูชุดเลขด้านซ้ายสีดำ เข็มมันกระดิกไปเลขไหน ก็ปรับ F ตามนั้นได้เลย แต่ถ้าเราอยู่ Indoor แสงน้อย ( ประมาณร้านอาหารในห้างที่ไม่สว่างมากอะไรแบบนี้ ) ก็ให้กดปุ่ม Low Light ที่อยู่ด้านขวาของที่วัดแสง เข็มจะตีขึ้นมาในโซนของชุดเลขสีแดง ( การสังเกตว่ามันมืดถึงขนาดต้องใช้ชุดเลขสีแดงหรือยังอีกอย่างคือ เราดูแล้วแสงตรงที่เราอยู่มันก็ไม่ได้สว่างมาก แต่เข็มมันอยู่ในชุดเลขสีดำตรง F แคบซะเหลือเกิน ดูผิดปกติ เป็นต้น )

อันนี้ก็เป็นการใช้ที่วัดแสงของ Pen F แบบคร่าวๆนะ ที่เขียนไว้เนื่องจากเคยโง่มาก่อน 555 กว่าจะใช้เป็น เลยเขียนเอาไว้เผื่อจะมีคนพยายามหาข้อมูลการใช้

เอาล่ะ.. เป็นอันจบสำหรับการรีวิว Olympus Pen F แบบบ้านๆ วันหลังจะพยายามเขียนรีวิวกล้องฟิล์มตัวอื่นๆอีกนะ โดยเฉพาะของ Olympus เนี่ย (ถ้ามีคนอ่านนะ) ผู้ใดได้ Olympus Pen F มาครอบครอง ขอให้มีความสุขในการถ่ายรูปเหมือนที่เรากำลังมีอยู่นะ ฮาๆ

18_01_14_015
ภาพที่ถ่ายด้วย Olympus Pen F ของเราเอง
19_01_14_045
ภาพที่ถ่ายด้วย Olympus Pen F ของเราเอง
18_01_14_039
ภาพที่ถ่ายด้วย Olympus Pen F ของเราเอง

 

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s