เอาล่ะวัยรุ่นทั้งหลาย!.. มาเลือกกล้องฟิล์มที่เหมาะกับตัวเองกันเถอะ.

19_02_14_009PENF

“พี่คะ / พี่ครับ จะซื้อกล้องฟิล์มแบบไหนดี ไม่เคยเล่นเลย” เป็นคำถามที่ทะลักมาทุกทิศทุกทาง หลังจากเราเขียนบล็อกเรื่อง “กล้องฟิล์มกับวัยรุ่นไทย จะยืนยาว หรือชั่วคราว?” ไป ทั้งทาง Instagram , Facebook ก็มีน้องๆตั้งแต่เด็กมัธยม เด็กมหาลัยยันเด็กโข่ง แอดมาถามคำถามคล้ายๆกันนี้ จนเราต้องขอเวลานอก มาเขียนตอบกันเป็นจริงเป็นจังทีเดียวเลยดีกว่า แต่ก็น่าดีใจนะ ที่อย่างน้อย นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า กล้องฟิล์ม มันเป็นเรื่องน่าสนใจสำหรับวัยรุ่นไทย (รวมไปถึงที่ไม่วัยรุ่นด้วย) วันนี้จริงๆ

จริงๆเรื่องการเลือกกล้องฟิล์มนี่ ก็อยากเขียนไว้สักพักแล้วล่ะ เพราะเป็นปัญหาที่ตัวเองเจอมาตั้งแต่เริ่มเล่นกล้องฟิล์ม คือไม่มีใครแนะนำให้ได้อย่างใจ ส่วนใหญ่มักจริงจังเกินไป อ่านแล้วงงๆ ยากๆ เราคิดถึงเรื่องความเหมาะสมที่ไอ้กล้องตัวนึงที่จะอยู่ในชีวิตประจำวันเราได้แบบกลมกลืนมากกว่าพวกสเปค หรือต้องภาพคม เลนส์ดีอะไรแบบนี้

วันนี้เลยอยากจะเล่าแบบวิชาการน้อย เบสิคที่สุด  (ซึ่งก็ไม่ค่อยมีวิชาการในหัวเราอยู่ดี ฮาๆ) จะได้เข้าใจกันได้ถ้วนหน้า และไม่เสียเวลาหรือเสียความรู้สึกเวลาได้กล้องมาแล้ว จนกลายเป็นว่าไม่ชอบกล้องฟิล์มไปซะเลย

สมัยนี้ ถ้าเราอยากได้กล้องดิจิตอลสักตัว เหตุผลในการตัดสินใจคงมีไม่กี่ข้อ เช่น สเปคของกล้อง 21ล้านพิกเซล ฟังก์ชั่นใหม่ๆที่สะดวก แบบว่าส่งเข้ามือถือได้เลย เอาจอ LCD ที่ละเอียดๆ กว้างๆ Touch Screen ได้ก็ดีนะ หน้าตากล้องมันดี ซึ่งมันก็มาจากการโฆษณาของบริษัทยี่ห้อกล้องทั้งหลายแหล่

แต่สำหรับกล้องฟิล์มแล้ว ไม่มีคำโฆษณาอะไรที่ปรากฏอยู่ทั่วๆไป ถ้าเรา google เอา ก็อาจจะได้รูปโฆษณาจากสาวยุค ’60s ถือกล้อง และบอกว่า “ใหม่ล่าสุด มีระบบตั้งเวลาถ่ายได้”

การตัดสินใจซื้อของหลายๆคน มักตัดสินใจจากหน้าตากล้อง ไม่ก็เห็นเพื่อนซื้อมา ก็เอาแบบนี้แหล่ะ.. ถ้าสาวๆหวานๆก็ขอเล็กๆ น่ารักๆ ถ้าหนุ่มๆก็ขอบึกบึน สีดำก็เท่ดี แต่พอเอาไปถ่ายจริงนี่สิ.. พาลจะไม่อยากเล่นกล้องฟิล์มกันอีกเลย ถ้าเกิดไม่เข้าใจลักษณะการใช้งานของแต่ละรุ่นซะก่อน

เอาล่ะ.. ทีนี้เราอยากจะลองเขียนแนะนำการเลือกซื้อกล้องฟิล์มให้เหมาะกับตัวเองดู เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเบื้องต้นของใครหลายๆคนต่อไป เอาเป็นว่า เราแนะนำกันที่กล้อง 35mm กล้องฟิล์มธรรมดาทั่วๆไปนี่แหล่ะ ไม่ต้องยากมาก

จากประสบการณ์ตัวเองนะ เราจะตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อน ว่า เราชอบถ่ายรูปแนวไหน ชอบถ่ายวิว ชอบถ่ายสาว  และในชีวิตปกติแล้ว เราพกมันไปที่ไหนบ้าง พกเฉพาะไปเที่ยว หรือพกมันไปทุกที่ ปัจจัยพวกนี้ เอามาคิดหมด ยกตัวอย่างของเราเองนะ… เราเองเป็นคนชอบพกกล้องไปทุกที่ คือวางไว้ตั้งแต่หัวเตียงเลย จะออกไปข้างนอกก็หยิบใส่กระเป๋าสะพาย ขึ้นรถไป ถ่ายมันทุกอย่าง เลยชอบกล้องเล็ก และเบา เปลี่ยนเลนส์ได้ ประหยัดฟิล์มได้ก็ดี อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์จากการประเมินทั้งหมด เราจึงได้มาเป็นกล้อง Olympus Pen F ซึ่งเป็นกล้อง SLR คือเปลี่ยนเลนส์ได้ น้ำหนักพอดีๆ ทรงเล็ก ใส่กระเป๋าสะพายได้ แต่ไม่เล็กเกินไป และเป็น Half Frame คือถ่ายได้ 72 รูปต่อฟิล์มม้วนนึง ก็คือได้อีกเท่าตัว เป็นต้น

กล้องที่คิดว่าลงตัวสำหรับตัวเราเอง
Olympus Pen F ปี 1963 กล้องที่คิดว่าลงตัวที่สุดสำหรับตัวเราเอง

เอาล่ะ.. เรามาเริ่มกันแบบนี้ก่อน

เราจะแบ่งกล้องด้วยหมวดหมู่หยาบๆด้วยวิธีการโฟกัสของกล้องอย่างนี้ก่อนละกัน กล้องส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กัน จะมีการโฟกัสภาพอยู่ 3 แบบ

1.กล้องที่โฟกัสแบบกะระยะเอาเอง

2.กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนให้ภาพมาซ้อนกัน ( Rangefinder )

3.กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนเลนส์ให้จุดนั้นชัด (SLR)

กล้องที่โฟกัสแบบกะระยะเอาเอง

เปรียบเป็นคน = สาวแบ๊ว น่ารัก น่าทะถนอม ตัวเล็ก หนุ่มก็เป็นหนุ่มมัธยม เรียบร้อย ใสๆ

กล้องพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กถึงเล็กมาก น้ำหนักเบา ส่วนใหญ่ผลิตอยู่ในยุค 1950 – 1970 มีมาถึง 1980 บ้างประปราย เรียกว่าสไตล์ Point&Shoot คือเล็งแล้วถ่ายเลย เหมาะกับคนที่ชอบความสะดวก รวดเร็ว ไม่ซีเรียสความเพอร์เฟค แต่อยากได้ภาพในสถานการณ์นั้นๆ ยกขึ้นมากะๆเอาแล้วกด (ซึ่งถ้าใช้คล่องๆ ก็ได้ภาพงามไม่แพ้ใครหรอกนะ)

ลักษณะสำคัญของมันที่ควรรู้

1. การโฟกัส เราต้องมีความสามารถในการกะระยะระหว่างตัวเองไปถึงวัตถุที่จะถ่าย เช่น 2 เมตรอยู่ตรงไหน 3 เมตรอยู่ตรงไหน ฟังดูอาจจะยากนะ แต่ใช้ไปชินๆมันจะสะดวกมากเลย เพราะไม่ต้องมานั่งหมุนโฟกัสเลย และไม่ต้องกะเป๊ะขนาดว่าเอาสายวัดไปวัดหรอก ถ่ายบ่อยๆก็จะชินไปเอง ซึ่งข้อเสียเดียวกันก็คือถ้ากะผิดมาก ก็ได้ภาพเบลอไป แต่กล้องประเภทนี้ในยุคหลังๆของมัน จะเปลี่ยนไปใช้ระบบสัญลักษณ์ให้ เช่น รูปคนหนึ่งคน ก็แปลว่าประมาณ 1เมตร รูปคนสองคน ก็แปลว่าประมาณ 1.5 เมตร ถ้ารูปภูเขา ก็แปลว่า Infinity ถ่ายวิวไกลๆ ยังไงก็ชัด เป็นต้น ช่วยให้ความผิดพลาดน้อย เข้าใจได้ง่าย แถมกล้องพวกนี้ ส่วนใหญ่มากับเลนส์ที่คมมาก เพื่อลดความผิดพลาดจากการกะโฟกัส ทำให้ภาพที่ดีมากๆเลย

2. ส่วนใหญ่กล้องนี้มีน้ำหนักเบา และเล็ก เข้ากับคอนเซป Point&Shoot พกพาง่ายมาก ทุกอย่างมักจะออโต้ เช่น ตั้งรูรับแสงเองแล้วกล้องจัดความเร็วชัตเตอร์ให้ หรือ เลือกความเร็วชัตเตอร์เอง แล้วกล้องจัดรูรับแสงให้ หรือไม่ก็ออโต้หมดเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย (ซึ่งแบบนี้จะเยอะสุด) ยุคหลังๆมีแฟลชในตัวก็มี เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายออกมาแนวดิบๆเก๋ๆแนวๆ หรือสตรีท คือแบบเห็นสาวน่ารักปุ๊ป ก็ยกถ่ายเลย

3. เลนส์ส่วนใหญ่จะเป็นเลนส์ระยะที่ประมาณ 30-40mm บวกลบนิดหน่อย ทำให้ภาพจะออกแนว Wide เล็กน้อยถึงปานกลาง เก็บภาพคนและแนวกว้างได้ดี ที่สำคัญที่ควรรู้คือ Close Distance หรือระยะใกล้ที่สุดที่ถ่ายได้ ส่วนใหญ่ คือประมาณ 0.8 เมตรขึ้นไป หมดสิทธิ์จะถ่ายอาหารถ่ายเค้กแบบใกล้ๆนะจ๊ะ

ข้อเสียของมันก็มี หลักๆคือ ไอ้ประเภทอยากได้หน้าชัดหลังเบลอ โบเก้สวยๆวิ๊งๆนั้น ทำได้ยาก เพราะคนสมัยก่อนเค้าเน้นความชัดเป็นหลัก ชัดหมดตั้งแต่กรุงเทพยันเชียงใหม่ คนที่ชอบอะไร Manual แบบขออะไรยากๆ จะตั้งค่าอะไรเอง ไม่ค่อยมี จะมีบ้างในบางรุ่น

รุ่นที่แนะนำ

Olympus Pen EE

DSCF8065

กล้อง  Point & Shoot รุ่นแรกๆของโลกก็ว่าได้ เริ่มผลิตในปี 1962 เราเคยเขียนรีวิวเจ้าตัวนี้ไว้แล้วในบล็อก ลองคลิกอ่านกันดูนะ เจ้าตัวนี้มีหลากหลายรุ่นมาก แต่หลักๆของมันที่เอามาแนะนำเพราะว่ามันใช้ง่ายโคตรๆ แค่ยกขึ้นถ่ายอย่างเดียว ไม่ต้องโฟกัสเลยด้วยซ้ำ หลักการของเจ้าตัวนี้คือ กล้องจะใช้ระบบ  Electronic Eye (ที่ไม่ต้องใช้ถ่านอีกต่างหาก) วัดแสงที่บริเวณที่จะถ่าย แล้วประเมินให้กล้องใช้รูรับแสงที่แคบสุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นภาพมันก็จะชัดเอง แต่ก็คงไม่เท่าการหมุนเพื่อโฟกัสจริงๆหรอก

ข้อดีของมันนอกจากถ่ายง่ายแล้ว มันยังเป็นกล้องระบบ  Half Frame ถ้าเราใช้ฟิล์มที่ถ่ายได้ 36 รูปต่อม้วน มันก็จะทำให้เราถ่ายได้มากขึ้นเป็น 72 รูป โดยการแบ่งครึ่งเฟรม ประหยัดได้เยอะเลย นอกจากนี้มันยังสวยและเล็กมาก น้ำหนักแค่ 330 กรัม และขนาดเท่า iPhone 4 เท่านั้นแหล่ะ เหมาะกับสาวหวาน กรุ๊กกริ๊ก วินเทจ

ราคากลางในตลาด 1,500 – 2,500 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Olympus Trip 35

กล้องระดับตำนานที่ขายถล่มทลายของ  Olympus  ว่ากันว่าผลิตตั้งแต่ปี 1968 – 1988 มีการผลิตสูงถึง 10 ล้านตัว!!!  เพราะมันใช้ง่าย ภาพคมสวย และถูกมาก เจ้านี่หลักการถ่ายก็กะระยะเช่นกัน โดยจะมีสัญลักษณ์ เป็น รูปคนหนึ่งคน = 1 เมตร , รูปคนสองคน = 1.5 เมตร , รูปคนเป็นกลุ่ม = 3 เมตร และรูปภูเขา คือถ่ายวิวไกลๆ ยังไงก็ชัด  การปรับค่าต่างๆ ถ้าใครขี้เกียจก็ปรับรูปรับแสง ก็ปรับมาที่ A ทีนี้ก็กะโฟกัสแล้วถ่ายลูกเดียว ข้อดีของเจ้านี่คือ มันไม่ต้องใช้ถ่านเลย เมื่อไหร่ที่แสงไม่พอ มันจะมีธงแดงมาบังในจอเราแค่นั้น กดๆถ่ายลูกเดียว สนุกสนาน หน้าตาดี น้ำหนักเบา แค่ 410 กรัม ขนาดพอๆ เหมาะกับสาวเก๋ๆ คล้องคอเดินสบายๆ

ราคากลางในตลาด  2,000 – 3,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Minolta Hi -Matic AF

ใครจะชอบความสะดวกสบาย แต่ยังรักที่จะได้กล้องทรง Retro ยุค ‘80s สักหน่อย ไม่ควรพลาดเจ้านี่เลย กล้องระบบ Auto Focus  รุ่นแรกๆของ Minolta ตื่นเต้นมั๊ย?.. เอิ่ม…กล้องสมัยนี้ทุกตัวมันก็ Auto Focus ทั้งนั้นแหล่ะ แต่ที่เราพูดถึงกล้องฟิล์มกันมาตั้งแต่ต้นนี่ โฟกัสมือล้วนๆนะจ๊ะ เจ้าตัวนี้ถือได้ว่าไฮเทคมากในยุคปี 1979 ไม่ต้องกะโฟกัสเองแล้ว ที่เราต้องทำก็แค่กดชัตเตอร์เท่านั้น! แถมมีแฟลชในตัวให้ด้วยนะ ใช้ถ่าน AA ธรรมดานี่แหล่ะ ระยะโฟกัสอยู่ที่ 1เมตร ถึง infinity นำ้หนักตัวอยู่ที่ 335 กรัมเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่ชอบความท้าทายแบบ ตั้งโน่นนี่เอง คงไม่เหมาะเท่าไหร่นะ เหมาะกับการถ่ายเกร๋ๆ เคยเห็นน้องคนนึงถ่ายได้แฟชั่นมากเลย ดิบๆเท่ๆ คล้ายๆแนวโลโม่ ชอบๆ

ราคากลางในตลาด 2,000 – 3,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Rollei 35

credit : http://www.kehblog.com

ในบรรดากล้องประเภทกะระยะถ่ายในตำนานแล้ว จะไม่พูดถึงตัวนี้เป็นไม่ได้เลย เพราะมันเป็นกล้องกะระยะถ่ายที่มีขนาดเล็กที่สุด สวยที่สุด เก๋ที่สุด ไฮโซที่สุดในสามโลก ใครเห็นก็อดใจไว้ไม่ได้เลย กล้องสัญชาติเยอรมันตัวนี้ ผลิตตั้งแต่ปี 1966 ยาวมายันยุค ‘90s เลย มันมีดีที่เลนส์ที่โคตรคม โคตรดี ถ่ายแล้วสวยมาก ไอ้ที่ว่าเล็กนี่ก็เล็กแบบพกใส่กระเป๋าเสื้อได้เลยล่ะ แต่การใช้งานนั้น จะว่า Point & Shoot ก็ไม่เร็วขนาดนั้น เพราะมันโคตรจะ Manual เลย เริ่มตั้งแต่ดึงเลนส์ออกมาก่อน (ไม่ง่ายด้วยนะ) กะระยะโฟกัส แล้วยังต้องตั้งค่ารูปรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์ อื้อหือ.. แต่ทั้งหมดที่ว่า ก็ไม่เป็นอุปสรรค ถ้าได้เห็นหน้าตา ได้ลองลูบๆคลำๆมัน รับรองจะลืมทุกข้อที่ว่ามา

ราคากลางในตลาด 4,500 – 10,000 บาท แล้วเต่สภาพและอุปกรณ์

** เนื่องจากมันมีรุ่นยิบย่อยเยอะพอสมควร ราคาจริงๆมีหลากหลายกว่านี้นัก **

กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนให้ภาพมาซ้อนกัน ( Rangefinder )

เปรียบเทียบเป็นคน = สาวเปรี้ยว มั่นใจ แต่งตัวจัด หนุ่มแนวบูติค เก๋ๆคูลๆชิคๆกันไป

กล้องแนวนี้ขึ้นชื่อมากๆ รู้จักกันในวงการกล้องก็ต้องยี่ห้อ Leica เลย แต่เราจะไม่พูดถึงมัน เพราะมันแพง ฮาๆๆ กล้องประเภทนี้มันเท่มากตรงการโฟกัสนี่แหล่ะ เวลาเล็งจุดที่จะถ่าย มันจะเป็นภาพ2ภาพซ้อนกัน จะให้ตรงไหนชัดก็เล็งไป แล้วหมุนโฟกัสให้ 2 ภาพมันมาซ้อนกันพอดี กล้องประเภทนี้ค่อนข้างหลากหลาย มีตั้งแต่เล็กบาง ยันตัวใหญ่กลางๆเปลี่ยนเลนส์ได้ก็มี ส่วนใหญ่อยู่ในยุค 1940 ยันไปยุคหลังสุดของฟิล์มเลย เหมาะกับคนที่ซีเรียสการถ่ายภาพขึ้นมาหน่อย จนไปถึงโปรมาก

กล้อง Rangefinder เราขอแบ่งย่อยอีกหน่อยนึง เพื่อให้ง่ายต่อการเลือก คือ

– แบบเปลี่ยนเลนส์ได้

– แบบเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้

 แต่เราขอพูดแต่แบบเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้นะ เพราะไอ้แบบเปลี่ยนเลนส์ได้มันไฮโซเกินไป ฮาๆ

ลักษณะสำคัญของมันที่ควรรู้

1. ส่วนใหญ่คล้ายๆกับกล้องแบบกะระยะเอาเอง เพียงแต่เพิ่มการโฟกัสแบบภาพซ้อนนี้มาให้สะดวกขึ้น ทำให้การโฟกัสภาพแม่นขึ้น เพราะฉะนั้น ใครชอบกล้องเล็กพกสะดวก แต่อยากโฟกัสชัวร์ๆ ก็เหมาะกับเจ้านี่แหล่ะ

2. น้ำหนักเบาก็มีเยอะ ไอ้ไม่เบาก็แยะ ขนาดส่วนใหญ่จะเล็กไปถึงกลางๆ (ถ้ารวมๆเราว่าใหญ่กว่าแบบกะระยะเองอยู่หน่อย) ต้องอยู่ที่ว่า เราเน้นเรื่องคุณภาพการถ่ายหรือพกสะดวกนะ ระบบการถ่าย มีทุกรูปแบบ ตั้งรูรับแสงเองแล้วกล้องจัดความเร็วชัตเตอร์ให้ หรือ เลือกความเร็วชัตเตอร์เอง แล้วกล้องจัดรูรับแสงให้ หรือไม่ก็ออโต้หมด ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มี ส่วนใครอยากจะ Manual เองทั้งหมดก็มีอีกนั่นแหล่ะ Rangefinder ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีให้เลือกหลากหลายกว่า ขึ้นอยู่ลักษณะความชอบของคนใช้

3. ประเภทเลนส์ตายตัวเปลี่ยนไม่ได้นี่ ระยะเลนส์ก็มักจะประมาณ 30-40mm เช่นกัน บวกลบนิดหน่อย แต่ขอแนะนำว่า การโฟกัสแบบ Rangfinder ในหลายๆตัว โดยเฉพาะตัวเล็กๆทั้งหลาย มันดูภาพซ้อนค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน ยิ่งเวลาถ่ายมืดหน่อย หรือย้อนแสง สู้กะระยะเอาเองไม่ได้นะ (จากประสบการณ์ส่วนตัว กว่าจะโฟกัสได้นี่ตาเขกันเลย) อาจจะต้องเช็คดูด้วยว่า รุ่นนั้นๆตัวภาพซ้อนชัดดีหรือเปล่า

4. อีกข้อที่สำคัญ ที่ควรรู้ Close Distance ระยะโฟกัสใกล้สุด อย่างน้อย 0.8m ขึ้นไปเช่นกัน ไม่มีนะประเภทถ่ายใกล้ๆเผาขน ยิ่ง Rangefinder โบราณๆนี่ก็ 1m อย่างต่ำด้วยซ้ำ ต้องเข้าใจกล้องมันซะก่อน เดี๋ยวซื้อมาแล้วจะเซ็งกัน

แอบเพิ่มเติม

** แบบที่เปลี่ยนเลนส์ได้ อันนี้สำหรับบุคคลมีอันจะกิน ไฮโซ ส่วนใหญ่จะมีราคาแพง เช่น Leica , Bessa , Canon , Contax พวกนี้น้ำหนักเยอะ เลนส์แพงเพราะมีคุณภาพดีมากๆ แต่ถึงจะเปลี่ยนเลนส์ได้ ก็ต้องเปลี่ยน Viewfinder ช่องมองภาพให้ระยะเห็นภาพตามกันไปทุกครั้ง ซึ่งมันจะมาคู่กับเลนส์นั่นแหล่ะ เช่นอยู่ๆจะเปลี่ยนจากเลนส์ 50mm ไป 100mm ก็ต้องเอา Viewfinder ของ 100mm มาใส่ตาม แต่บางตัวไฮโซมีปรับได้จากที่กล้องก็มี เอาเป็นว่าข้ามไปครับ.. เราจนเกินไปสำหรับกล้องแบบนี้ แนะนำไม่ถูก…

รุ่นที่แนะนำ

Minolta Hi-Matic F

P1100014

จะไม่พูดถึงรุ่นนี้ก็คงจะไม่ได้ รุ่นสุดฮิตของน้องหมอก ในซีรี่ย์ “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” เจ้ารุ่นนี้เกิดในปี 1972 นะ จริงๆแล้วมันเป็นรุ่นประหยัดที่ปรับลดสเปคมาจากรุ่นพี่ Minolta Hi-Matic E การใช้งานมันก็ง่ายมากๆ แค่เล็งไปแล้วปรับโฟกัสให้ภาพซ้อนมันซ้อนกันพอดี ลองกดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงก็จะเป็นการวัดแสงว่าภาพที่จะถ่าย มันแสงน้อยแสงมากยังไง ก็จะมีไฟเตือน นำ้หนักแค่ 350 กรัม สบายมาก ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 0.8 เมตร เจ้าตัวนี้ ไม่เหมาะกับคนที่อยากเซ็ตค่าอะไรเองนะ เพราะมันไม่มีอะไรให้ตั้งค่าเลยล่ะ แต่เหมาะกับการพกพาและเล็งถ่ายอย่างรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่หมอกเค้าพกไปโรงเรียน..

ราคากลางในตลาด 3,500 – 4,500 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Yashica Electro 35 

DSC_0205

อีกหนึ่งตัวที่ฮิตมากๆ เคยปรากฏตัวอยู่ในหนัง Amazing Spiderman มาแล้ว เกิดมาตั้งแต่ปี 1966 ขายดีมาก ว่ากันว่าขายไป 8 ล้านตัว!! เจ้าตัวนี้มีรุ่นออกอยู่หลายรุ่น เป็นชื่อรุ่นต่อท้าย เช่น Electro 35 GS , Electro 35 GSN อะไรแบบนี้ แต่มันไม่ต่างกันมากหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงนักสำหรับมือใหม่ (ห่วงสภาพกับราคามันก็พอ) ข้อดีของมันค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากมันเป็นระบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ จึงสนุกกับมันได้มากขึ้น หลักๆคือโฟกัสด้วยระบบ Rangefinder ปรับภาพซ้อนให้ตรง การตั้งค่า เราสามารถตั้งรูรับแสงได้เองด้วย แล้วกล้องจะจัดความเร็วชัตเตอร์ให้ หรือจะอัตโนมัติหมดเลยก็ได้เหมือนกัน แถมมีชัตเตอร์ B กดค้างได้ตามต้องการเราก็ยังได้ การกดชัตเตอร์ครึ่งนึงก็เป็นการวัดแสง มีสัญญาณบอกว่ามืดไปสว่างไป คุณภาพของภาพก็เยี่ยมมากเลย เทพจริงๆ ระยะโฟกัสใกล้สุดที่ 0.85 เมตร ข้อเสียที่ร้ายแรงของมันก็คือ… ใหญ่และหนักกว่าชาวบ้านชาวช่อง ( หนัก 750 กรัม ก็จะกิโลนึงเอานะ )  อีกอย่างปัญหาเรื่องถ่าน ที่ต้องเอาถ่านสมัยนี้มาดัดแปลงเอา จะมาใส่ดื้อๆเลยไม่ได้ แต่ถ้าสะพายไปไหนมาไหนนี่ สาวเหลียวเลย

ราคากลางในตลาด 3,000 – 4,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Olympus 35 DC

Processed with VSCOcam with f2 preset

ซีรี่ย์ของ Olympus 35 นี่มีเยอะและน่าปวดหัวมาก จำผิดจำถูกกันเละเทะเลย มี DC เดี๋ยวก็ RD เดี๋ยวก็ RC ฮ่วย! รุ่นกล้องสมัยก่อนนี่ตั้งกันได้งงมาก แต่เจ้า Olympus 35 DC นี่ เทียบกันแล้ว เหมือนกับเจ้า Minolta Hi-Matic F ของน้องหมอกมากทีเดียว ในเรื่องฟังค์ชั่นการทำงานต่างๆ แต่เจ้านี่เค้าเกิดก่อนปีนึงนะ ข้อดีของเจ้านี่ที่เหนือกว่า Hi-Matic F  คือเลนส์สุดโคตรของเค้า ที่สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีกว่า เป็นจุดขายในยุคนั้นเลย และคมมากด้วย ว่าจะเอามารีวิวเทียบกันหมัดต่อหมัดอยู่เหมือนกัน ส่วนน้ำหนักนั้นหนัก 490 กรัม ตัวเล็กกำลังดีทีเดียว

ราคากลางในตลาด 3,000 – 4,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

Olympus XA

DSC_0315

ถ้าพูดถึงกล้อง Rangefinder แล้วจะไม่พูดถึงตัวนี้ ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะมันถือว่าเป็นกล้อง Rangefinder ที่ตัวเล็กที่สุดกว่าทุกตัวในโลกหล้าเลย เป็นกล้องที่ได้รับการยอมรับในการออกแบบตัวนึงของโลก เกิดในปี 1979 ขนาดเล็กแบบว่าใส่ในกระเป๋าเสื้อได้สบาย (ในรูปนี่มันต่อกะแฟลชไว้นะ ลองคิดว่าเอาแฟลชออกน่ะ ) เจ้าตัวนี้ทำงานโดยโฟกัสแบบ Rangefinder เหมือนตัวอื่นๆนั่นแหล่ะ เล็งแล้วปรับให้ภาพซ้อนกันพอดี แต่ระบบจะเป็นให้เราเลือกรูรับแสงเอง แล้วระบบจะจัดความเร็วชัตเตอร์ให้เอง ความคมของเลนส์นี้ ถือเป็นที่กล่าวขานถึงความคมเลย อย่าได้ดูถูกเด็ดขาด!! จุดเด่นอีกอย่างคือ มันจะมาพร้อมกับแฟลชที่สามารถถอดเข้าถอดออกไปตามใจ น้ำหนักของเจ้านี่ แค่ 220 กรัม!!! ชนะขาดลอย

ราคากลางในตลาด 2,000 – 4,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนเลนส์ให้จุดนั้นชัด (SLR)

เปรียบเป็นคน = สาวเซอร์ ศิลปากร มาดเท่ หนุ่มมาดแมน ติสๆ

กล้องแบบนี้น่าจะรู้จักกันดี ถ้าสมัยนี้ก็กล้องพวก DSLR ทั้งหลาย ที่เรียกมันซะยาวนี่ก็เพราะกลัวจะไม่เข้าใจว่ามันเป็นกล้องแบบไหน เนื่องจากภาพที่เราเห็นในช่องมองภาพเป็นภาพจริงที่สะท้อนตรงมาจากเลนส์เลย ทำให้การผิดพลาดน้อย เห็นแบบไหน ถ่ายได้แบบนั้น แน่นอนว่ามันได้ภาพที่ดี ชัวร์กว่า แต่ก็มาพร้อมขนาดที่ใหญ่ น้ำหนักที่หนักกว่าแบบอื่นๆ เพราะมันพกเอาความสามารถเต็มไปหมด แถมเปลี่ยนเลนส์ได้อีก ก็ต้องเลือกดูเอา เหมาะกับการไปเที่ยวเป็นอย่างมาก หรือออกไปถ่ายรูปโดยเฉพาะ

ลักษณะสำคัญของมันที่ควรรู้

โฟกัสแบบสะท้อนภาพโดยตรงจากเลนส์ ทำให้เห็นภาพอะไรก็ถ่ายได้อย่างนั้นแน่นอน และเปลี่ยนระยะเลนส์ได้เท่าที่กำลังทรัพย์จะอำนวย อยากได้ระยะไหน มีตังก็ซื้อเลนส์มาเปลี่ยนได้ คุณภาพเลนส์ส่วนใหญ่จะดีมาก คมชัดสวยงาม เหมาะกับคนที่ถ่ายหวังผลให้สวยแน่ๆ ใช้เวลาปราณีตในการถ่ายมากหน่อย แต่อาจจะไม่เหมาะในการพกพาในชีวิตประจำวันเท่าไหร่

น้ำหนักกล้อง มีตั้งแต่ระดับกลางถึงหนักมากกกก กลางๆอยู่ที่ราวๆเกินครึ่งกิโลขึ้นไป ขนาดก็ด้วยความที่มันมีปรึซึ่มที่หัวมันสำหรับสะท้อนภาพมาที่ตาเรา ทำให้รูปทรงจะเกะกะกว่าแบบอื่นๆ จะเกะกะมากน้อยก็แล้วแต่รุ่น ถ้ารักที่จะเท่ หลายๆคนก็ไม่แคร์ เพราะกล้อง SLR ที่มันหล่อจริงๆ

ไอ้เรื่องโหมดทำงานนี่ มีทุกอย่าง จะ Manual หรือ ออโต้ เพราะเป็นกล้องที่ส่วนใหญ่ค่ายกล้องจะยัดเทคโนโลยีสุดยอดในสมัยนั้นลงไปหมด อันนี้อยู่ที่ความถนัดเลย ว่าชอบแบบไหน ข้อดีอีกอย่างคือระบบวัดแสง ที่กล้องตั้งแต่ยุคต้น 1970 เริ่มมีระบบวัดแสงที่เที่ยงตรงกว่ากล้องแบบอื่นๆ เพราะวัดผ่านแสงที่มาจากเลนส์เลย โอกาสถ่ายแล้วพลาดก็ยิ่งน้อย

ไม่ต้องห่วงเรื่องถ่ายอาหารและเค้กบนโต๊ะอีกต่อไป ระยะ Close Distance อยู่ที่เลนส์ที่เราใช้ ซึ่งขี้หมูขี้หมาก็ 0.40 เมตร ลงไป จะถ่ายใกล้ถ่ายไกล ไม่มีปัญหา เลนส์ที่แถมมากับกล้องส่วนใหญ่คือ 50mm เท่ากับระยะสายตาจริง หมายความว่า เช่น ตาเราเห็นน้องเต้ยยืนอยู่ห่างจากเรา 2 เมตร เวลาเรามองผ่านเลนส์ แอบถ่ายน้องเต้ยออกมา ก็ดูจะอยู่ห่างเรา 2 เมตร เหมือนกัน

รุ่นที่แนะนำ

Olympus OM-1

DSCF8083

กล้อง SLR ที่เคยเป็นที่สุดของความเล็กและน้ำหนักเบาในยุค ’70s เกิดขึ้นมาในปี 1972 การออกแบบที่สุดยอด ทำให้มันเป็นกล้อง SLR ที่ดูเตี้ยกว่าชาวบ้านชาวช่อง ไม่ดูหัวสูงโด่งเหมือนคนอื่นๆ การทำงานเป็นกลไกล้วนๆ มีแค่ถ่านที่เอาไว้วัดแสงเฉยๆ แปลว่าถ้าไม่มีพลังงาน มันก็ยังถ่ายรูปได้สบายๆ และ Manual อย่างเดียว ต้องตั้งค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เอง การออกแบบที่เจ๋งมากอีกอย่างคือ มันมีที่ปรับความเร็วชัตเตอร์อยู่ใกล้ๆกับการโฟกัสเลนส์ ทำให้การควบคุมกล้องสะดวกสุดๆ ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง ด้วยเลนส์ตระกูล OM นั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความคมสวยเลย น้ำหนักรวม 660 กรัม ถือว่าเบาและเล็กกำลังดีเลยล่ะ เป็นตัวโปรดของใครหลายคน

ราคากลางในตลาด 5,500 – 8,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

** สีดำจะมีราคาแพงกว่าสีเงินอีกประมาณ 1,000 บาท

** เนื่องจากมันมีรายละเอียดรุ่นที่ละเอียดเล็กน้อย เช่น OM-1 MD และ OM-1 n รวมถึงส่วนประกอบต่างๆของกล้อง เช่น รุ่นของเลนส์ , ฝาครอบ , อุปกรณ์เสริม ทำให้ราคาแตกต่างกันได้อีกเยอะ

Pentax K-1000

ว่ากันว่า นี่คือกล้องครูสำหรับคนเล่นกล้องเลย เพราะมันขายดีในหมู่นักเรียนนักศึกษาที่เรียนเรื่องการถ่ายรูปมาแต่ดึกดำบรรพ์ ด้วยความที่มันเป็นกล้องที่ไม่มีฟังก์ชั่นอะไรพิสดารไปกว่าเบสิคของการถ่ายรูปเลย ทั้งๆที่ช่วงเวลาที่มันเกิดมาคือปี 1976 จะมีเทคโนโลยีอะไรมาหลายอย่าง แต่ K-1000 ก็เป็นกล้องที่ Manual เอามากๆ ปรับเองทุกสิ่งอย่าง เรียกว่า Simply the Best ด้วยความธรรมดาของมันนี้ เลยกลายเป็นกล้องที่ผลิตยาวนานสุดๆในประวัติศาสตร์กล้อง ถึง 21 ปี น้ำหนักรวมเลนส์ 765 กรัม ขนาดและน้ำหนักถือว่ากลางๆ เหมาะกับใครที่อยากเริ่มต้นใช้กล้องฟิล์มแบบจริงจัง ตัวนี้เหมาะมาก

ราคากลางในตลาด 3,500 – 4,500 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

** รุ่นของเลนส์ ทำให้ราคาแตกต่างกัน **

Canon AE-1

DSC_0208

มันคือกล้องที่ปฏิวัติวงการกล้องอีกครั้งหนึ่ง ปี 1976 Canon นำเอาชิปคอมพิวเตอร์ใส่ลงไปในกล้อง SLR เป็นครั้งแรกของโลก เพื่อควบคุมระบบการทำงานต่างๆของกล้อง ชัตเตอร์ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้นุ่มและรวดเร็ว (ในขณะเดียวกัน ถ้าถ่านหมด ก็..ตัวใครตัวมัน) นอกจากระบบ Manual ของมันแล้ว ยังมีระบบให้เราเลือกความเร็วชัตเตอร์เอง แล้วกล้องจะจัดการเลือกรูรับแสงที่เหมาะสมให้เราได้ รวมไปถึงเลนส์ตระกูล FD ที่ถือเป็นสุดยอดเลนส์ยุคนึงของ Canon เลย น้ำหนักรวม 790 กรัม พอเหมาะมือ และไม่หนักจนเกินไป

ราคากลางในตลาด 4,000 – 5,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

** รุ่นของเลนส์  และบอดี้สีดำ ทำให้ราคาแตกต่างกัน **

Nikon FM2

credit ภาพ : http://www.dallasdahms.com

ถ้าแนะนำกล้อง SLR แล้วไม่แนะนำ Nikon FM2 นี่ก็ถือว่าผิดขั้นร้ายแรงเลยนะ เจ้านี่ถ้าเทียบกับ 3 ตัวที่ว่ามา ก็เป็นเด็กสุด เพราะมันเกิดตอนปี 1982 แต่ฮิตมากถึงขนาดทำต่อมาจนปี 2001 เลย จุดเด่นของมัน นอกจากความทนทายาทแบบฆ่าไม่ตายแล้ว สำหรับใครที่ต้องการความเร็วของชัตเตอร์ เจ้านี่ก็สะใจมากเพราะทำได้ถึง 1/4,000 sec น่าจะเอาไว้ถ่ายซุปเปอร์แมนเวลาบินผ่านได้ ระบบ Manual ปรับเอาเองหมด ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้ากันเลย ด้วยเลนส์ตระกูล F ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก คลาสสิคเอามากๆเช่นกัน ที่สำคัญคือ หล่อมากด้วย (ที่สำคัญที่สุด คือ แพงสุดด้วย)  น้ำหนักรวมน่าจะประมาณ 790 กรัม พอๆกับ Canon AE-1

ราคากลางในตลาด 8,000 – 15,000 บาท แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์

** ช่วงเวลาที่ผลิตกล้อง รายละเอียดแตกต่างกัน เลนส์ที่มาด้วยกัน แต่ละรุ่น ทำให้ราคาแตกต่างกัน **

จบครบถ้วน สำหรับเรื่องแนะนำการเลือกกล้องให้ถูกโฉลกในเบื้องต้นนี้ อาจจะไม่ได้ข้อมูลละเอียดมาก เพราะเป็นไกด์ๆกันก่อน ใครที่อยากลงลึก มีความต้องการเฉพาะตัวมากขึ้น หรืออยากรู้จักรุ่นอื่นๆมากขึ้น ลองมาคุยกันได้นะ เรารู้อะไรก็จะตอบ ไม่รู้อะไรก็จะไปช่วยหามาได้ คุยกันได้

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

46 Comments Add yours

  1. เยี่ยมเลยฮะ คือกะลังอยากได้กล้องใหม่มาก แต่อ่านแล้วทำให้ฉุกคิดได้ว่าควรไปขุดอันที่มีอยู่แล้วมาใช้ซะ เพราะติดอันดับพี่ซันทั้งนั้นเลย 😛

    1. ฮ่าๆ ลองเอามาใช้ดูๆ ถ่ายแล้วล้างออกมามันจะรู้ว่าเราถนัดแค่ไหน บางตัวพี่อยากได้มาก เอามาใช้จริงไม่ถนัดเลย

  2. RF ไม่มีกล้องรัสเซียเลย TT

    1. ฮาๆ ผมไม่ค่อยถนัดนะครับ พวกแก๊งค์ FED ทั้งหลาย ที่บ้านมีสมบัติของพ่อทิ้งไว้ให้ แต่ดึงเอาเลนส์มันมาใช้กะกล้องดิจิตอลซะหมด ^^

  3. eappad says:

    ผมก็มีสมบัติที่พ่อทิ้งไว้ให้คือ FM2 มาบวกกับเลนส์ 50 F1.2 ด้วย
    ตอนให้มาซ่อมก็ไม่รู้คุณค่าของมัน กะซ่อมเสร็จแล้วเอาไปคืน
    พอได้ลองถ่ายซักม้วนนึงเลยติดใจเลย

  4. นึกว่า FM2N ผมจะไม่ติดซะละ ฮ่ะๆ

  5. anuchit says:

    พี่ครับ ผมมี สมบัติ เปน yashica me 1 ต้องเริ่มต้นยังไง ดีคับ

    1. Yashica ME1 เป็นกล้องแบบกะระยะโฟกัสครับ ก่อนอื่นลองเช็คสภาพเลนส์ว่าเป็นรอยหรือเปล่า ใสดีมั๊ย ทำความสะอาดกล้องครับ ปัญหาอีกอย่างคือเจ้านี่ใช้ถ่าน PX625 เป็นถ่านที่เลิกผลิตไปแล้ว พี่พอจะมีแบ่งขายอยู่ เข้าไปที่ facebook.com/husbandandwifeshop ทิ้งข้อความใน message ไว้ก็ได้ครับ

    1. ผมตั้งใจเขียนให้มือใหม่จริงๆครับ เลยเขียนเอาไว้ในบทความว่าเอาเฉพาะกล้อง 35mm ทั่วไปง่ายๆก่อน

      1. Prite Jamorn says:

        อ่อครับผม ^^.

  6. oui says:

    ได้ความรู้เพียบเลย สามารถตัดสินใจในการเลือกมาใช้ได้สบายเลย ขอบคุณมากครับ

      1. oui says:

        กำลังได้เจ้า Minolta Hi-Matic E มาครอบครอง 🙂

  7. jinniez says:

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่เข้าใจง่ายค่ะ อยากลองเล่นกล้องฟิล์มดูแต่ไม่มีความรู้ แต่พออ่าน พอศึกษาคราวๆก็มีตัวที่อยู่ในใจเลย^^

    1. ขอบคุณที่อ่านเช่นกันครับ ขอให้มีความสุขกับการถ่ายรูปครับ 🙂

  8. wlpnam says:

    ได้อะไรเยอะมากกับบล็อกนี้ ขอบคุณมากๆนะฮะ ><

    1. ขอบคุณที่เข้ามาอ่านเช่นกันครับ 🙂

  9. oui says:

    ผมถามนิดนึงกับเจ้า minolta hi-matic E มันแตกต่างกับรุ่น f ยังไงบ้างครับ

    1. E เป็นรุ่นก่อนหน้า F ครับ หลักๆคือสเปคดีกว่า (แต่ก็แลกด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าครับ หนักกว่าประมาณ 200 กรัม) ใช้เลนส์กว้าง F1.7 40mm เลนส์ค่อนข้างดีกว่าเยอะ นอกนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกันครับ เป็นระบบะ AE ไม่ต้องปรับอะไรเลยนอกจากโฟกัสครับ

      1. oui says:

        ขอบคุณมากครับ 🙂

      2. oui says:

        ต้องใช้ถ่านใช่ไหมครับ ถึงจะใช้ได้

      3. aun says:

        แล้วE กับ ปัส35dcละคะพี่

  10. ขอบคุณมากคะ สำหรับข้อมูลดีๆ แต่หนูไม่เคยถ่ายกล้องฟิล์มเลย สามารถฟีกเล่นเองได้ใช่มั๊ยคะ คือส่วนตัวหนูชอบ minolta H-matic F หนูจะหาซื้อได้จากที่ไหนคะ ช่วยตอบหนูหน่อยนะคะ

  11. milk says:

    ถ้าเป็น canon eos88 มันอยู่ในประเภทไหนคะ ใช่ประเภทสุดท้ายรึเปล่า
    ถ่ายไปสองม้วน ตั้งออโต้อย่างเดียวเลย 55555

    1. eos เป็นกล้อง SLR ครับ ก็มีหมดตั้งแต่ Manual , Auto ครบล่ะครับ 🙂

  12. Nattapon Subsiri says:

    ผมพึ่งถอย nikon FM2 ที่ผมซื้อมาไม่มีฝาเครื่องมันเป็นเรื่องปกติใช่มั้ยครับ

    1. หมายถึงฝาปิดบอดี้เหรอครับ ถ้าใช่ คือถ้าเจ้าของเดิมเก็บไว้มันก็มีอยู่ครับ แต่ไม่มีแล้วก็ไม่เป็นไรครับ

  13. Tim says:

    วันนี้เพิ่งได้กล้อง Minolta XG-M ที่เคยใช้สมัยเรียนการถ่ายภาพเบื้องต้นตอนเรียนปีหนึ่งแถวสามย่านเมื่อสามสิบเอ็ดปีมาแล้วค่ะ
    เมื่อก่อนแค่เลนส์ห้าสิบติดกล้องตัวเดียวก็ปลื้มสุดๆ แบบว่าไม่มีตังค์ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม

    เซ็ตที่ได้มาวันนี้
    กล้อง Minolta XG-M+เลนส์ MD Zoom 35-70 f3.5 กับเลนส์ Sigma 70-210 f4.5 แล้วก็แฟลชอีกหนึ่ง
    ซื้อแบตฯ มาใส่แล้วทำงานปกติ ฟิล์มซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ใส่ จะทำความสะอาดอีกหน่อย
    สภาพโอเคค่ะ ไม่มีรา แต่มีฝุ่นนิดหน่อย เพราะคนขายไม่รู้เรื่องกล้องเลย ได้มรดกจากแม่สามีมาก็ทิ้งไว้ในห้องเก็บของ

    สัปดาห์หน้าก็จะได้อีกเซ็ต ยี่ห้อเดียวกันแต่เลนส์เป็น Tamron สองตัว แฟลช แล้วก็สายลั่นชัตเตอร์
    แบบว่าบิดไปสองเจ้า ดันได้ทั้งสองซะนี่
    อ้อ บิดมาได้จากตลาดออนไลน์ของเก่าที่ฮอลแลนด์ค่ะ

    เลนส์ซูมทั้งหลายที่ได้มา จะใช้กับกล้องดิจิตอล DSLR รุ่นไหนได้บ้างไหมคะ
    เผื่อว่าจะหาบิดบอดี้มาสักตัว (หรือสองตัว)
    แบบว่าชักติดใจ เผื่อฟลุ๊คได้อีก

    1. กล้องที่ใช้กะเลนส์มือหมุนต้องมี adapter ครับ ต้องดูว่าใช้กล้องยี่ห้ออะไรเช่น Nikon ก็จะมี adapter Mount MD to Nikon แต่แนะนำว่าเลนส์มือหมุนใช้ได้ดีกับกล้อง Mirrorless ครับ เพราะส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชั่นรองรับโดยเฉพาะ ก็ใช้ Adapter เช่นกัน เช่นถ้ากล้อง Fuji ก็จะเป็น MD to Fuji X mount เป็นต้นครับ

  14. cat says:

    ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆค่ะ ตอนนี้หาความรู้เกี่ยวกับกล้องฟิล์มอยู่เพราะอยากฝึกถ่ายรูปค่ะ รู้สึกว่าฟิล์มให้ความรู้สึกโรแมนติกอย่างที่กล้องดิจิตอลปัจจุบันไม่สามารถทำได้ 🙂

  15. aun says:

    พี่คะ ปัส35dc กับminola E เชียอันไหนดีกว่ากันคะ

  16. Stamp says:

    พี่ครับ ผมได้กล้องricoh35efl แต่ไม่มีให้ปรับความเร็วชัตเตอร์จะใช้ยังไงครับ

  17. NIM says:

    อ่านไปอ่านมา ก็เข้าใจอยุนะคะ แต่อันนั้นก็ดีอันนี้ก็โดน เลือกไม่ถูกเลยค่ะ ทำไงดี

    1. ต้องลองไปดูของจริง ลองจับ ลองใช้ดูด้วยครับ

  18. TARARUT says:

    พี่ค่ะที่บ้านมี Nikon em อยู่ค่ะ ไม่รู้ว่าคุณสมบัติมันเป็นยังไงพี่ช่วยอธิบายให้หน่อยได้ไหมค่ะ

    1. ก็เป็นกล้อง SLR ขนาดเล็ก เบา ระบบ Aperture Priority ปรับรูรับแสงเองแต่กล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้อัตโนมัติ ดูคู่มือจากนี้ได้ครับ http://www.butkus.org/chinon/nikon/nikon_em/nikon_em.htm

  19. ขอบคุณมากๆครับพี่ เป็นประโยชน์มากก…. กำลังเก็บเงินซื้อเลย มาเจอคำอธิบายของพี่คือ กระจ่างเลยยย !! ^^

  20. Minnie says:

    ขอถามโง่ๆเลย Smena นี่เป็นแบบไหนคะ พอดีซื้อมาจาก eBay สมัยยังเรียนต่างประเทศ เขาส่งมาจากยูเครนโน่นแน่ะ ราคามันถูกดี ไม่ถึงพันสามรวมค่าส่งถ้าจำไม่ผิด แต่ซื้อมาก็ยังไม่ได้โอกาสใช้หรือลองอะไรเลย ไม่ได้ลองว่าใช้ได้ดีทุกฟังก์ชั่นมั้ยด้วย แต่ยังถ่ายได้แน่เท่าที่จับๆเล่นดูอะค่ะ หรือพอจะแนะนำกล้องอื่นที่ใกล้เคียงได้มั้ยคะ เน้นถ่ายสตรีท พกไปไหนมาไหน นึกอยากควักมาถ่ายก็ควัก ถ่ายทั้งคนสัตว์สิ่งของค่ะ ชอบชัดตื้นเยอะด้วย จริงๆพอดูเป็นจากตัวเลขสเป็คต่างๆว่าอันไหนน่าจะเข้าข่ายที่ต้องการ แต่ปัญหาคือไม่รู้ว่ารุ่นไหนมีสเป็คยังไงบ้างน่ะสิคะ

    1. เป็นกล้องขนาด 35mm. ทั่วไปที่แทบจะเป็นกล้อง Toy เลยครับ หมายถึงเน้นถ่ายเล่นๆ คุณภาพไม่ดีนัก แต่ก็มีคนชอบมันกลุ่มนึง เพราะมีคาแรคเตอร์ภาพที่ไม่เหมือนใคร คล้ายๆพวกกล้อง Lomo อะไรแบบนั้น ลอง search ใน flickr.com ดูได้ครับ จะเห็นลักษณะภาพที่ได้จากกล้องตัวนี้

  21. Faii says:

    แฟลชตัวไหนเหมาะกับ k1000 คะ แล้ว vivitar 3200a ใช้กับk1000 ได้รึป่าวคั

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s