รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Olympus 35 DC ปี 1971

Olympus 35 DC ปี 1971 - 1974
Olympus 35 DC ปี 1971 – 1974

ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้นๆเป็นเตาอบ จนเหมือนตื่นจากฝันว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้อยู่สวิสเซอร์แลนด์ ตอนนี้ได้ตื่นมาอยู่เมืองไทยของจริงซะที แถมการที่อากาศร้อน แดดแรงๆนี่ ถ่ายรูปกลางวันๆก็สวยยากอีก ท้องฟ้าจ้าจนไม่มีสีฟ้ากันเลย วัดแสงปรับอะไรกันที เหล่ากล้องฟิล์มนี่ปวดตับมาก

พอดีกับช่วงนี้ หยิบกล้อง Rangefinder ทั้งหลายมาลองบ่อย ถือเป็นการวัดขีดความสามารถกันว่า เลนส์ที่ติดกล้องระดับพกพาตัวไหนที่จะถ่ายแดดประเทศไทยหน้าร้อน (โดยที่ไม่ใช่วิวทะเล) ได้สวยกว่ากัน

เดิมทีมีความตั้งใจจะเขียนรีวิวกล้องพวก SLR อย่าง Olympus OM-1 และ Canon AE-1 เอาไว้ เพราะเป็นกล้องที่ไปเทสมาระยะนึงแล้ว กลัวจะลืมว่าจะเขียนเล่าอะไรบ้าง แต่ต้องยอมตัดหน้าทุกตัว เพื่อมาเขียนถึงเจ้า Olympus 35 DC กล้อง Ramgefinder กระทัดรัดตัวนี้ซะก่อนเลย เพราะค่อนข้างประทับใจจนอดใจไม่ไหว

เราได้เจ้า Olympus 35 DC จากร้านที่ญี่ปุ่น สภาพค่อนข้างดีเลยล่ะ เราให้เกรด B+ เลนส์ใส ช่องมองภาพใส ตัวภาพซ้อนเพื่อเล็งโฟกัสชัดเจน บอดี้กล้องไม่มีรอย มีฝาหน้าแท้อยู่ด้วย วัดแสงทำงานเต็มร้อย

เจ้า Olympus 35 DC เกิดเมื่อปี 1971 ถึงปี 1974 ถือเป็นกล้องในซีรี่ย์ Olympus 35 ที่มีชื่อโคตรน่าปวดหัว พี่แกเล่นต่ออักษรหลังเลข 35 ได้ใกล้และเยอะมาก ไล่มาตั้งแต่ ED , RD , RC , EC ยันมา DC ไอ้ตัวอื่นนี่ขอข้ามไปก่อน ( แต่สรุปสั้นๆว่า DC เป็นตัวถูกลงของ RD ซึ่งถือเป็นตัวแรงของซี่รี่ย์ ) จริงๆแล้วเป็นซีรี่ย์กล้อง Full Frame ขนาดพกพาที่มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันชัดเจนดี ถึงแม้ว่าหน้าตาจะคล้ายกันบ้างในบางตัว แต่จุดเด่นต่างกัน อย่างเจ้า 35 DC นี่ถือว่าจุดเด่นอยู่ที่เล็กและเลนส์สุดยอดไว คือ F1.7 กว้างพอจะถ่ายในที่แสงน้อย

Olympus 35 DC ตัวที่เราใช้เทสครั้งนี้
Olympus 35 DC ตัวที่เราใช้เทสครั้งนี้

สเปคหลักๆของ Olympus 35 DC คือมันมีเลนส์ F.Zuiko F=40 mm 1:1.7 ซึ่งระยะเลนส์ 40mm ก็เป็นมาตรฐานของกล้องประเภทนี้ ถ่ายระยะสายตาแอบ Wide หน่อยๆ ข้อดีอย่างที่บอกว่ามันกว้างพอจะถ่ายที่มืดสบาย การทำงานมันคือัตโนมัติหมด คือไม่ต้องเลือกรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เองเลย Point & Shoot แท้ๆ กล้องจัดการให้หมด ซึ่งรูรับแสง F 1.7 – 16 และความเร็วชัตเตอร์ 1/15 – 1/500 sec.  เพียงพอสำหรับถ่ายทั่วไป (แต่ไม่มี Shutter B ที่สามารถกดค้างได้นานเท่าที่ต้องการ)

ด้วยขนาดนี่ก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างนึง น้ำหนัก 490 กรัม  ทำให้พกสบายมาก เราเดินถือ ใส่กระเป๋าสะพายไว้อยู่หลายวัน สะวกมาก ยกขึ้น Snap สบาย เช่นในห้าง ก็ยกปุ๊ปเล็งโฟกัส กดเลย เรื่องการพกพาและน้ำหนักนี่เราซีเรียสมาก เพราะเป็นคนชอบพกไปทุกที่ เจอบางรุ่นนี่เรายอมแพ้เลย ถึงจะถ่ายดียังไงก็เถอะ เพราะฉะนั้เรื่องการพกนี่ 35 DC เราให้ผ่าน!!

สำหรับใครที่ต้องการใช้ Flash เจ้านี่ก็มี Hot Shoe มาให้ต่อได้ พร้อมกับมีปุ่มให้ตั้งเป็นไกด์ว่า ระยะที่ถ่ายกี่เมตร ควรใช้แฟลชยังไง

 มาถึงการใช้งานจริง เราเทสเจ้านี่ด้วยฟิล์ม Kodak Color Plus 200 ซึ่งถือว่ากลางๆ ใช้บ่อยจะได้เทียบกับตัวอื่นๆได้

ถ่ายธรรมชาติกรุ๊กกริ๊ก ก็ดี
ถ่ายธรรมชาติกรุ๊กกริ๊ก ก็ดี

เรื่องแรกคือเรื่องช่องมองภาพก่อนเลย จริงๆครั้งแรกที่เราจับและลองส่อง เราค่อนข้างไม่ชอบมุมมองนะ คือมันเหมือนเราไม่ถนัด การ Compose ภาพตามในจอภาพนี้ ดูแล้วไม่มั่นใจว่าถ่ายออกมาแล้วจะสวยมั๊ยวะ? อะไรแบบนั้น อันนี้เป็นเรื่องรสนิยมล้วนๆ แต่ถ้าว่าวิวมันกว้าง มันดูสบายตา มันสว่าง มันชัด นี่ไม่มีปัญหาเลย ดีมาก

ในช่องมองภาพมันก็จะบอกการวัดแสงว่า กดชัตเตอร์ไปครึ่งนึง แสง ณ จุดที่เราจะถ่าย กล้องตั้งรูรับแสงอะไรให้เรา ความเร็วชัตเตอร์เป็นเท่าไหร่ ( มันจะทำงานไม่อิสระจากกันนะ คือตายตัวเลยว่า F16 จะมาคู่กับความเร็วชัตเตอร์ 1/500 sec แบบนี้เป็นต้น ถึงจะไม่ยืดหยุ่นไปหน่อย แต่ก็ทำงานได้ดีเลยล่ะ ) ซึ่งเราไม่มีโอกาสเลือกอะไรเองทั้งนั้น คนที่ชอบ Manual นี่จะมาบอกไม่ดีไม่ได้นะ ลักษณะงานมันต่างกัน ถ้าพูดถึงเน้นง่าย มันก็เกิดมาเพื่อง่ายจริงๆ ดูแค่ว่าแสงนี้น้อยหรือมากเกินประสิทธิภาพที่กล้องจะทำงานได้หรือเปล่าแค่นั้นเลย

เรื่องภาพซ้อนสำหรับโฟกัส หรือ Rangefinder ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ พวก Rangefinder ตัวเล็กๆทั้งหลาย ส่วนใหญ่คนตาไม่ดีนี่ควรทำใจ เพราะมันก็เล็กตามกล้องนั่นแหล่ะ ปัญหาที่เราเจอตอนใช้เจ้านี่คือ เวลาเล็งอะไรที่รายละเอียดเยอะๆ เช่นพุ่มไม้ทั้งจองี้ หาภาพซ้อนแทบไม่เจอว่ามันซ้อนหรือยัง หรือเวลาย้อนแสงมากๆ ก็หาภาพซ้อนยากจริงๆ ก็ต้องทำใจหน่อย เป็นธรรมดาที่ต้องแลกกับความเล็ก แต่ถ้าแสงธรรมดาทั่วไปนี่สบายมาก แต่ด้วยความที่เลนส์ตัวนี้คมมากก.. ประกอบกับระบบการจัดการอัตโนมัติรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์มา การโฟกัสผิดนี่น้อยจริงๆ ดูได้จากภาพที่เราถ่ายมา

จุดเด่นอีกอย่างที่เราลองเป็นรูปแรกๆเลย คือ BLC (Black Light Control) เป็นการเพิ่ม Stop +1.5EV เพื่อชดเชยแสงให้มันสว่างขึ้นกว่าที่วัดแสงได้ เราจะใช้ฟังค์ชั่นนี้บ่อยๆก็คือถ่ายย้อนแสง เช่นภาพนี้ที่เราถ่ายดอกไม้ให้ย้อนแสง ก็กดปุ่ม BLC ค้างไว้ แล้วกดชัตเตอร์ (คือจริงๆแอบกดยากนะ เหมือนตอนเด็กๆกดปุ่มสูตรเกมท่าไม้ตายอะไรแบบนั้น) แต่ผลที่ได้ ค่อนข้างน่าพอใจนะ เป็นประโยชน์มากเลย มันยังไปดัดแปลงใช้กับเวลาที่เราอยากถ่ายแสงโอเวอร์ๆ เพราะกล้องมันอัตโนมัติใช่มั๊ย เราก็แอบโกงด้วยวิธีนี้ได้

รูปนี้ใช้ปุ่ม BLC ถ่ายย้อนแสงดู
รูปนี้ใช้ปุ่ม BLC ถ่ายย้อนแสงดู

เรื่องชัตเตอร์ เป็นอีกเรื่องที่พูดถึงสักหน่อย ชัตเตอร์กดไม่ยาก ไม่ลึกมาก เทียบกะ Yashica Electro 35 นี่อย่างลึก.. แต่เจ้านี่ปกตินะ แต่เสียงชัตเตอร์นี่สิ.. มันเหมือนไขลานอะไรสักอย่างบอกไม่ถูก กดแล้วน้ำหนักกับเสียงไม่ค่อยไปด้วยกัน ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับคุณภาพนะ เรื่องมากเอง…

มาถึงการถ่ายพวกมิติต่างๆ เราลองถ่ายอะไรที่มีใกล้ มีกลาง มีไกลในภาพเดียว ก็ถือว่าใช้ได้ แต่ก็กำหนดอะไรยากมาก เพราะระบบกล้องถูกตั้งมาให้อัตโนมัติแบบนี้ ถ้าอยากถ่ายให้เป็นมิติ มีตื้นมีลึก ก็ยากหน่อย เพราะพี่แกคมหมด คมตลอด ส่วนเรื่องสีสันนี่ เยี่ยมเลย เลนส์มันสีจัดดีจริงๆ ชอบมากๆ โคตรประทับใจเลย ขอบอก ดูอย่างรูปเป็ดหน้าบ้านเรานี่ เทสมันมาทุกกล้องนะ อันนี้เห็นรายละเอียดดีมาก สีดีมาก

เป็ดหน้าบ้านที่ถ่ายบ่อยมาก ใช้เทสกล้องแทบทุกตัว
เป็ดหน้าบ้านที่ถ่ายบ่อยมาก ใช้เทสกล้องแทบทุกตัว
ถ่ายเทสให้ในภาพมีหลายๆระยะ ดูมีมิติแค่ไหน
ถ่ายเทสให้ในภาพมีหลายๆระยะ ดูมีมิติแค่ไหน

สุดท้ายนี่เลย จะไม่ลองไม่ได้เด็ดขาด คือการถ่ายในที่แสงน้อย การถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี อย่างแรกคือเลนส์ต้องกว้างพอ อีกข้อคือเลนส์เอง Contrast ต้องดีด้วย ถึงออกมาสวย (แต่ภายใต้ข้อจำกัดของมันคือ ล็อครูรับแสงไว้ที่ 1.7 กับความเร็วชัตเตอร์ 1/15 sec ทำให้มือก็ต้องนิ่งมากๆนะ ไม่งั้นภาพไหวแน่นอน) รับรองว่า ออกมาแสงดี สีดีได้เหมือนมืออาชีพ อเมซซิ่งมาก รักเลย

ลองถ่ายในที่แสงน้อย ด้วยฟิล์ม ISO 200 ธรรมดา
ลองถ่ายในที่แสงน้อย ด้วยฟิล์ม ISO 200 ธรรมดา

มาถึงเรื่องความสวยงามของตัวกล้องนี่ ส่วนตัวเราเป็นคนชอบวินเทจญี่ปุ่น โดยเฉพาะยุค 60 -70s อยู่แล้ว การออกแบบ Olympus ยุคนั้นค่อนข้างเรียบ ดูดี กิ๊บเก๋อยู่แล้ว ประกอบกับน้ำหนักที่ถือ เรานี่หลงรักเลย มันสะดวกและอเนกอนันต์มาก

ข้อเสียของเจ้านี่ เราสรุปรวมๆเลยละกัน เพราะมีไม่กี่เรื่องหรอก ต้องขุดข้อเสียมาพูดหน่อย เดี๋ยวจะดูลำเอียงกันเกินไป อย่างแรกคือว่าไม่ชอบวิวที่เล็งแล้วไม่มั่นใจ (ซึ่งก็แล้วแต่คนมากๆเลยข้อนี้) ต่อมา เราอยากให้มันอะลุ่มอะล่วยให้ Manual ได้บ้าง แบบ Yashica Electro 35 ที่เค้าให้ปรับรูรับแสงเอง แต่อย่างว่า มันเหมาะกับเอาเร็วๆ เลยต้องออโต้หมด ขออีกสักข้อ.. เราว่า Rangefinder มันเล็กไปหน่อย มองยากไปหน่อย สายตาเราสั้นด้วย เลยเล็งยาก ( สรุปแทบทุกข้อนี่ ผิดที่ตัวเองนี่แหล่ะ ฮาๆ )

นอกนั้นแล้ว เราว่ามันเยี่ยมมาก คือกล้องนะ แค่มันพอเหมาะกะมือเรา เลนส์เยี่ยม ฟังค์ชั่นถูกโฉลก มันก็จบเลย เจ้านี่เรานอกสายตามากนะตอนแรก พอเทสจบ ล้างออกมา สแกนออกมา .. โอ้โห… เทพเลย เราว่ามันถ่ายสีได้ดีมากเลย คมสวย

สรุปปิดท้ายหน่อย ใครที่อยากได้กล้องเล็กๆ ถ่ายง่ายๆ เล็งแล้วถ่าย ไม่ต้องคิดเยอะ ขอแนะนำเลยนะ เจ้านี่มีคู่แข่งระดับดาราที่วัยรุ่นรู้จักดี คือ Minolta Hi-Matic F ที่สเปคใกล้เคียงกันทีเดียว แต่ก็มีข้อดีข้อเสียคนละหมัด เอาไว้ถ้าเขียนรีวิวเจ้า Minolta Hi-Matic F เมื่อไหร่ จะเอามาเทียบคู่มวยกันสักหน่อย ท่าทางจะสนุกดี

เอาเป็นจบการรีวิวแบบบ้านๆ Olympus 35 DC แต่เพียงเท่านี้ ส่วนเจ้าตัวที่เทส ก็ได้จากลาเราไปสู่เจ้าของใหม่แล้ว คงสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของใหม่ต่อไป

ป.ล. สำหรับคนที่มองหา Olympus 35 DC มันจะมีอยู่ 2 Gen นะ คือทำออกมา 2 รุ่น หน้าตาเหมือนกัน ต่างกันนิดเดียวคือ Gen แรก ปุ่มชัตเตอร์เป็นเหล็ก และไม่มีปุ่มเช็คแบตฯอยู่หลังกล้อง กับ Gen หลัง ที่ปุ่มชัตเตอร์เป็นพลาสติก และมีปุ่มเช็คแบตฯอยู่หลังกล้อง 

 

** เพิ่มเติม 25 Mar 14 **

ให้คะแนนสักหน่อย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★☆
(ขนาดกระทัดรัด ไม่หนักไปเมื่อเทียบกับการได้เลนส์ F1.7 )

วัสดุ // ★★★★☆
(ไม่ต้องห่วงวัสดุยุคต้น ‘70s จะมีก็ DC รุ่นหลังที่เริ่มเปลี่ยนชัตเตอร์กับปุ่ม BLCเป็นพลาสติกแทนเหล็ก)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★★
(เราค่อนข้างประทับใจกับคุณภาพความชัดและสีสันมากนะ ไม่น่าเชื่ออ่ะ )

ฟังก์ชั่น // ★★★★☆
( จริงๆอยากให้สัก 3 เพราะมันโคตรออโต้เลย แต่เพิ่มให้ดาวนึงสำหรับ BLC สุดยอดไปเลย)

คุ้มค่า? // ★★★★☆
(ราคายังไม่โดดมาก เทียบราคากับ Minolta Hi-Matic F แล้ว ไอ้นี่ถูกกว่าหน่อย อาจจะใหญ่ก็นิด แต่ได้เลนส์ 1.7 มี BLC เฮ้ย คุ้มนะ)

 

เทียบขนาดกับตัวควายๆของตัวเอง กล้องดูจิ๋วไปเลย
เทียบขนาดกับตัวควายๆของตัวเอง กล้องดูจิ๋วไปเลย

 

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

Advertisements

2 Comments Add yours

  1. aun says:

    อยากสอบถามระหว่างminolta hi-matic E กับ olympus 35DC เชียตัวไหนดีคะ😭😭😭

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s