ชีวิตจะเป็นยังไง? ถ้าไปเที่ยวน้ำหนาว พกแค่กล้องฟิล์ม ไม่ใช้แม้แต่ไอโฟน

หลายๆคนได้อ่านเรื่อง “เอาล่ะวัยรุ่นทั้งหลาย!.. มาเลือกกล้องฟิล์มที่เหมาะกับตัวเองกันเถอะ” ที่เราเขียนแนะนำการเลือกซื้อกล้องฟิล์มไป รวมถึงล่าสุดที่เขียนแนะนำ “มาเลือกถ่ายฟิล์มสีให้โดนๆกับ 12 ฟิล์มสีที่หาง่ายๆในตลาด” รวมถึง!! ทุกรีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านที่เขียนไปในบล็อคนี้ก็มีฟีดแบคที่ดีมากนะ หลายๆคนพอจะเลือกกล้องในแบบของตัวได้ แต่หลายๆคนก็อาจจะงงๆอยู่บ้าง ไม่เป็นไร.. แอดมา facebook.com/artyt หรือในบล็อกนี้ หรือแม้แต่ Instagram art3t ก็ถามกันได้นะ เราชื่อ”ซัน”นะ เผื่อใครยังทักไม่ถูก เพราะงงกับชื่อบล็อกเนี่ย

พอได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับน้องๆเพื่อนๆพี่ๆหลายๆคนเรื่องการเลือกซื้อกล้องฟิล์ม การถ่ายรูปกล้องฟิล์มแล้ว เลยอยากแชร์ประสบการณ์การเลือกกล้องคู่ใจ ว่าเราเลือกยังไง? เลือกแบบไหน? เลยคิดว่า ถ้าจะแชร์แค่ว่าเลือกกล้องฟิล์มที่ชอบยังไงเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เลยคิดว่าต้องมีตัวอย่างประสบการณ์จริงการออกรอบกันสักหน่อย ว่าถ้าสถานการณ์จริงที่เราใช้งาน เราจะถนัดแบบไหน เอาแบบกล้องฟิล์มล้วนๆเลยนะ ไม่ใช้กล้องดิจิตอล หรือ iPhone , iPad เลย ผลออกมา จะเป็นยังไง?..  และสุดท้ายเลย เราจะถ่ายและล้างฟิล์มเองจนจบขั้นตอน เพราะเคยโดนถามว่า ในเมื่อเราไม่ได้ล้างฟิล์มเอง แล้วมันจะเป็นผลงานเรา 100% ได้ยังไง?

พอดีมีช่วงที่เราไปงานแต่งงานเพื่อนที่ลพบุรี ก็แพลนกับคุณภรรยาว่าจะไปเที่ยวกันต่อ วางแผนจองที่พักกันที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (ซึ่งไม่คาดหวังความหนาว เพราะนี่ก็หน้าร้อนเต็มๆ) เลยเตรียมฟิล์มไว้ล็อตนึงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมด้วยกล้องคู่ใจ 2 ตัวของเราเอง และ อีกตัวของคุณภรรยาเอง 1 ตัว และ…  บวกด้วยกล้องที่ต้องเอาไปเทสเพื่อรีวิวและขายอีก 1 สะพายกันเหมือนคนบ้ากันเลยทีเดียว 4 ตัว แน่นอน… การทดสอบครั้งนี้ เราวางกล้องดิจิตอลทิ้งไว้ที่บ้าน

ต้องบอกให้หลายๆคนเข้าใจก่อนว่า ณ ปี 2014 ไม่มีอะไรที่กล้องดิจิตอลจะทำไม่ได้อย่างกล้องฟิล์ม มีโปรแกรมมากมาย ทำสีให้เหมือนฟิล์มเด๊ะ บางคนถึงพูดว่า ไม่มีเหตุผลอะไร ที่เราต้องใช้กล้องฟิล์มอีกต่อไป แต่อย่างน้อยใช้กล้องฟิล์มก็ไม่ต้องชาร์ตแบตนะ ฮาๆ

เคยมีน้องๆที่มาถามเรื่องกล้องฟิล์มนี่ล่ะ ถามแบบไม่รู้ว่ากล้องฟิล์มคืออะไรเลยนะ เราก็อธิบายไปๆ จนสุดท้ายน้องถามว่า “แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงต้องถ่ายกล้องฟิล์มล่ะพี่?” เออ.. เป็นคำถามที่น่าสนใจ เหตุผลเดียวของเรา ที่จะหยิบกล้องฟิล์มไปเที่ยวโดยไม่มีกล้องดิจิตอล แม้แต่ iPhone เลยคือ “ความสุขที่ได้จากการถ่ายรูปแบบที่สมัยเด็กๆเคยถ่ายน่ะ”

 

กลับมาเริ่มที่กล้องกัน ในบรรดากล้องฟิล์มทั้งมวล ส่วนตัวเราชอบกล้องของ Olympus มาก เพราะประวัติศาสตร์ของมันที่น่าสนใจ ฟังก์ชั่น และหน้าตาของมัน ค่อนข้างโดนใจแทบทุกตัว ซึ่งเราก็มีโอกาสทดลองหลากหลายรุ่น (จริงๆยี่ห้ออื่นก็ลองนะ จนมั่นใจว่าชอบหรือไม่ชอบตัวไหน)

เราจะพกกล้องอยู่ 2 ตัวเป็นประจำ ตัวหลักคือ

1.Olympus Pen F รุ่นแรก ปี 1963 (ย้อนกลับไปอ่านรีวิวแบบบ้านๆ Olympus Pen F) เป็นกล้อง SLR (ภาพสะท้อนกระจกผ่านเลนส์มาที่ตาเราโดยตรง เห็นยังไงได้อย่างนั้น) แบบ Half Frame ถ่ายได้ 72 ภาพต่อม้วน ซึ่งไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง อย่างที่เคยรีวิวไว้ ตัวนี้เราติดตัววัดแสงดั้งเดิมไว้ด้วย เพราะลำพังตัวมันจะวัดแสงไม่ได้ รวมถึงเลนส์ติดตัวมันคือ F.Zuiko 38mm F1.8 ก็ถือเป็นเลนส์ Kit ในยุคที่มันเกิดมา แต่ในคลังอาวุธตัวเอง ยังมีเลนส์ G.Zuiko 20mm F3.5 เป็นเลนส์ Wide ไว้ถ่ายวิวกว้างๆเวลาไปเที่ยว กับ EZuiko 100mm F3.5 เอาไว้ถ่ายดึงภาพระยะไกลหน่อยมา (แต่คราวนี้ไม่ได้พกไป เนื่องจากส่งล้างเลนส์อยู่)

 

Olympus Pen F ปี 1963 กล้องที่ชินมือที่สุดของเรา
Olympus Pen F ปี 1963 กล้องที่ชินมือที่สุดของเรา

 

2. Olympus Pen D ปี 1962 ที่เรียกว่าอยู่ใกล้ตัวกัน 24 ชั่วโมงเลย เป็นกล้องขนาดเล็กจิ๋ว Half Frame ถ่ายได้ 72 ภาพต่อม้วนเหมือนกัน โฟกัสแบบกะระยะเอง ใช้เลนส์ F.Zuiko 3.2cm F1.9 ซึ่งถือว่าเลนส์แจ๋วมากๆ ที่เด็ดคือเป็นเมนวลหมด ปรับ F -Stop และความเร็วชัตเตอร์เองแบบอิสระ มีระบบวัดแสงแบบเซเลเนี่ยม ไม่ตัองอาศัยถ่านเลย ถือเป็นกล้องในฝันเราตัวนึง

 

Olympus Pen D ปี 1962 กล้องพกติดกระเป๋าตลอดเวลา
Olympus Pen D ปี 1962 กล้องพกติดกระเป๋าตลอดเวลา

 

เจ้า Pen D เราเคยทดสอบฟิล์มสีไปครั้งเดียว เป็นกล้องที่คมดี สีจัดมาก แต่ในเมื่อส่วนใหญ่เราใช้ Pen F ถ่ายสีอยู่แล้ว เราจึงเอาเจ้า Pen D ใส่ฟิล์มขาวดำติดตัวไว้ และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ข้อเสียของเจ้า Half Frame เนี่ย บอกเอาไว้ก่อนเลย คือในทางทฤษฏีมันจะทำให้คุณภาพต่ำกว่า Full Frame ปกติราวๆ 25% ภาพรวมก็คือ มิติของภาพ ความคมชัด ถ้าเปรียบเทียบนะ ก็เหมือนสมัยนี้เราฮิตกล้องพวก Mirrorless กันนั่นแหล่ะ มันก็ให้คุณภาพเมื่อเทียบกับ Full Frame ก็ด้อยกว่ากัน เพียงแต่ว่าเราดูไม่ค่อยออกกันหรอก เพราะสิ่งที่เราได้ มันก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว

เจ้า Pen F และ Pen D ก็เช่นกัน มันก็อาจจะสู้กล้อง Full Frame ไม่ได้ซะทีเดียว แต่ก็เรียกว่าใช่ย่อยเลยนะ ถ้าเราถ่ายรู้ใจมันแล้ว Half Frame ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันเหมือนกัน

 

สรุปรวมกล้องฟิล์มที่มีในทริป

  • Olympus Pen F ปี 1963 พร้อมเลนส์ 38mm F1.8 กับ 20mm F3.5 เราใช้ถ่ายฟิล์มสี
  • Olympus Pen D ปี 1962 เราใช้ถ่ายฟิล์มขาวดำ
  • Olympus Pen EE ปี 1961 ของคุณภรรยา ใช้ถ่ายฟิล์มสี
  • Yashica Electro 35 ปี 1966 กล้องที่เอามาเทสเพื่อขายต่อไป ถ่ายทั้งขาวดำและสีเลย

 

ฟิล์มที่เราเตรียมไปทั้งหมด

ฟิล์มสี

Agfa 200 Expired = ม้วนครึ่ง ( ถ่ายอย่างอื่นไปบ้าง )

Kodak Ektar 100 = 2 ม้วน ( เป็นฟิล์มแห่งความหวังที่จะลองดึงศักยภาพของ Pen F แบบเต็มที่ดู ว่าจะสวยขนาดไหน )

Solution VX200 หมดอายุ 2011 = 1 ม้วน (สำรอง)

 

ฟิล์มขาวดำ

Kodak Tri-X 400 = 1 ม้วน

ILFORD HP5 = 2 ม้วน

 

ช่วงวันแรกที่ไปงานแต่งงานเพื่อนที่ลพบุรี อำเภอชัยบาดาล ถือเป็นการวอร์มอัพก่อน เราแบกกล้องพะรุงพะรังมาก ไม่รู้จะถ่ายตัวไหนดี เลยต้องยอมสละ เหลือไว้แค่เจ้า Olympus Pen F และ Yashica Elctro 35 ไว้ ไม่งั้นกลายเป็นคนบ้าแน่ๆ ม้วนแรกของ Yashica เราใส่ฟิล์ม Kodak Tri-X ไว้ ซึ่งถ่ายออกมาเป็นที่น่าพอใจจริงๆ

 

ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยที่รีสอร์ท เป็นการวอร์มอัพ ถ่ายด้วยกล้อง Yasihca Electro 35 ฟิล์ม Kodak Tri-X
ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยที่รีสอร์ท เป็นการวอร์มอัพ ถ่ายด้วยกล้อง Yasihca Electro 35 ฟิล์ม Kodak Tri-X

 

ส่วนเจ้า Olympus Pen F เราลองใส่ AGFA Vista 200 เอาไว้ ถ้าดูจากภาพแล้ว AGFA Vista 200 เหมาะกับการถ่ายรูป Street มากกว่าธรรมชาตินะ ลองเทียบดูจากรูปที่เราถ่ายไปก่อนหน้าจะไปเที่ยว และภาพที่ได้ไปเที่ยวแล้ว จริงๆฟิล์มนี้สีสวยเลยล่ะ แต่พอไปถ่ายเป็นธรรมชาติ ดูค่อนข้างไม่ค่อยจะเข้ากันได้ Pen F เท่าไหร่

 

ตอนมาถึงรีสอร์ทที่ลพบุรี ใช้ฟิล์ม AGFA Vista 200 คู่กับกล้อง Olympus Pen F
ตอนมาถึงรีสอร์ทที่ลพบุรี ใช้ฟิล์ม AGFA Vista 200 คู่กับกล้อง Olympus Pen F

 

เมื่อวันแรกผ่านไป วันที่สองเราหยิบเอา Kodak Ektar 100 มาถ่ายในงานแต่งดู เราค่อนข้างคาดหวังกับ Ektar 100 ที่ใช้กับ Pen F มาก เพราะว่าเราเจอปัญหาว่า ฟิล์ม  ISO 200 หลายๆตัว พอถ่ายด้วยกล้อง Half frame แล้ว ภาพ Gain มันไม่สวย เลยจะลอง ISO 100 ที่ให้ Gain ละเอียดกว่า (ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยการถ่ายที่ร่มๆหรือมืดๆยาก) ปัญหาที่เจอคือ เมื่อถึงตอนเรากลับบ้านมาล้างฟิล์มกลับเจอเซอร์ไพรส์กว่า…  ไว้เดี๋ยวจะย้อนเล่าให้ฟังนะ ดูรูปกันไปก่อน

Kodak Ektar 100 ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F
Kodak Ektar 100
ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F

มุ่งสู่ทริปน้ำหนาว

หลังจากวอร์มอัพที่งานแต่งเพื่อนแล้ว เราเดินทางออกจาก อำเภอชัยบาดาล มุ่งตรงขึ้นเพชรบูรณ์ ก่อนออกไปทางน้ำหนาว ระยะทางประมาณ 330 กิโลฯ ถ้าไปจากกรุงเทพตรงๆคาดว่าอ้วกอยู่เหมือนกัน ระหว่างทางเราก็เริ่มแวะถ่ายรูปบ้าง โดยก็แพลนเอาไว้แล้วว่าจะเหลือฟิล์มอะไรไว้ถ่ายเวลาไหน ตรงไหน พูดถึงการเลือกฟิล์มนี่ ก็เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนและวางแผนสำหรับคนใช้กล้องฟิล์มเอามากๆ ว่าวันนี้จะไปไหน ถ่ายอะไร เวลาไหน ถึงจะเหมาะ เรียกว่าต้องใช้สมองกันหน่อย เดี๋ยวจะฝ่อซะหมด

ระหว่างทางจากลพบุรีไปเพชรบูรณ์ ถ่ายด้วยกล้อง Yashica Electro 35 ปี 1966 / ฟิล์ม Solution VX200
ระหว่างทางจากลพบุรีไปเพชรบูรณ์ ถ่ายด้วยกล้อง Yashica Electro 35 ปี 1966 / ฟิล์ม Solution VX200

 

ช่วงขึ้นเขาไปน้ำหนาว ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ด้วยฟิล์ม ILFORD HP5
ช่วงขึ้นเขาไปน้ำหนาว ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ด้วยฟิล์ม ILFORD HP5

 

ก่อนจะขึ้นไปที่น้ำหนาว เจ้าหน้าที่บอกว่า อุณหภูมิ 16 องศา เราคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ในเมื่อข้างล่างปกติอุณหภูมิอยู่ที่ 36 องศา! ร้อนตับแล่บมาสองวันแล้ว การขับขึ้นไป 330 กิโลไม่น่าได้ขนาดนั้น ระหว่างทางเราคอยมองจอรถที่วัดอุณหภูมิตลอดทาง ซึ่งมันก็ลดลงๆทีละ 1 องศา ยิ่งขึ้นเขาไปเรื่อยๆ มันก็ลดลงๆ พร้อมกับข้างทางที่แม้ว่าจะเป็นฤดูแล้ง แต่ก็เห็นความสวยงาม

เมื่อใกล้ถึงน้ำหนาว เข้าเขตอุทยาน สายตาเรายังคงจับตาดูอุณหภูมิที่ลดลงๆ 32 … 31… 30… 29… เฮ้ย ลดไปขนาดนี้เลยวุ๊ย ทั้งๆที่เป็นเวลาบ่าย 2 บ่าย 3 อยู่เลย ระยะทางเหลืออีก 20 กิโล.. 19 กิโล… 18กิโล.. เมื่อถึงหน้าทางเข้าอุทยาน เหลือบไปดูที่วัดอุณหภูมิ ปรากฏ… 26 องศา โธ่… ลุ้นแทบตาย -_- แต่ก็ยังดีนะ อากาศไม่ร้อนเหมือนข้างล่าง กำลังสบาย

ที่หน้าทางเข้า พี่ทหารพูดว่า “ที่พักเต็มครับ!” เราก็ยื่นใบที่โอนค่าที่พักไว้แล้วให้ดู 2 คืน เพียง 1,400 บาท เราเสียค่าผ่านทางสำหรับ 3 วันนี้เป็นเงิน 110 บาท (ค่ารถ 100 บาท ค่าคน คนละ 5 บาท) แล้วขับรถไปที่พัก ถนนภายในที่พักสวยอย่างกับอยู่เมืองนอกเลย เงียบสงบดีมาก พอเราขับไปถึงที่ศูนย์บริการภายใน เราไม่เห็นรถสักคน.. ที่พักเต็มคืออะไร?.. เราเดินไปคุยกับคุณป้าและคุณน้าที่ได้จัดเตรียมที่พักไว้ให้เราเรียบร้อย พร้อมคำแนะนำต่างๆอย่างสุภาพ พร้อมสายตาเราเหลือบไปเห็นป้ายเขียนว่า “รางวัลบริการที่พักอุทยานอันดับ 1 จ.เพชรบูรณ์ จ.พิษณุโลก ” ไม่แปลกใจเลย ป้าๆน้าๆบริการดีกว่า front โรงแรมแพงๆหลายๆที่อีก

 

บ้านพักที่ไปพัก เงียบสงบดีมาก ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200
บ้านพักที่ไปพัก เงียบสงบดีมาก ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200

 

ก่อนจะเข้าพักเราได้รับคำแนะนำว่า เนื่องจากบ้านพักของเรา ช่วงนี้มีช้างป่าป้วนเปี้ยน ไม่ควรจอดรถบริเวณนั้น ให้มาจอดในบริเวณรั้วไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่ช้างออกหากิน เราสองคนฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นทันที โอ้..เจ๋งว่ะ

บ้านพักของเรามี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ซึ่งแม้ว่าจะดูบ้านๆ ชวนให้นึกถึงบ้านสมัยเด็กๆ แต่ก็สะอาดมาก ทุกอย่างจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย เวรี่ไทยสุดๆ ทั้งเตียง ผ้าปู ผ้าเช็ดตัว ห้องน้ำ และบ้านพักไม่มีแอร์ฯ แต่อากาศเย็นเหมือนมีแอร์เลย โปร่งสบาย ไม่มีท่าทีของอากาศร้อน

เราจัดของเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ออกไปคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อถามข้อมูลการท่องเที่ยวว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ มันเป็นช่วงหน้าแล้ง และกำลังมีไฟป่า ทำให้หลายๆที่ที่ควรจะสวย ก็ถูกไฟป่าบ้าง น้ำตกน้ำก็แห้งบ้าง แทบไม่เหลืออะไรให้ทำ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการท่องเที่ยวจริงๆ หุๆ

เหลือเพียง 3 สิ่งที่เราสามารถทำได้ ก็คือ เดินป่า , ขึ้นผาชมพระอาทิตย์ตก , ขึ้นไปอีกผาชมพระอาทิตย์ขึ้น แค่นั้นแหล่ะ.. แต่ถึงแม้จะแค่นี้ ก็เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยว 2 วัน 2 คืนแล้วล่ะ ..  ที่สำคัญกว่าคือร้านอาหารร้านเดียวของที่นี่คือ ร้านป้าแดง แกไม่อยู่ด้วยน่ะสิ เจ้าหน้าที่บอกแค่ว่า แกจะกลับมาช่วงเย็นๆ ช่วงนี้ไม่มีคนมาพักเลย ทำให้ไม่ได้เปิดร้าน .. ปากท้องฝากไว้กับป้าแกได้คนเดียวจริงๆ

เราเลยจัดแจงออกเดินสำรวจปากทางเส้นทางเดินป่าเล็กน้อย ว่าพรุ่งนี้จะไปทางไหนยังไง แล้วก็เดินทางไปชมพระอาทิตย์ตกที่ถ้ำผาหงษ์กัน เราเดินสำรวจปากทางราวๆครึ่งชม. เดินถ่ายรูปเล่นไป ส่วนใหญ่จะใช้กล้อง Olympus Pen D เป็นหลัก เพราะเริ่มครึ้มๆ ป่าค่อนข้างทึบ เลยเน้นถ่ายแสงเงาไม้เป็นขาว-ดำ ด้วยฟิล์ม ILFORD HP5 ซึ่งเป็น ISO 400

 

เดินสำรวจป่าคร่าวๆดูก่อนจะเดินจริงอีกวัน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
เดินสำรวจป่าคร่าวๆดูก่อนจะเดินจริงอีกวัน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

เจ้า Olympus Pen D มีข้อดีในการถ่ายอยู่  2-3 ข้อที่เป็นเอกลักษณ์ คือ อย่างแรก ชัตเตอร์มันเบามากกก!! Leaf Shutter ทำให้มันเงียบและเบา ทำให้เวลาถ่ายในที่แสงน้อยหรือมืดที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำมากๆ ภาพจะมีโอกาสไหวได้น้อย ตัวมันเองก็มีขนาดเบาด้วย

อย่างที่สองคือมัน Manual ได้เองหมด การวัดแสงด้วยการดูค่า EV แล้วเราก็ปรับเจ้ารูรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์ตาม มันสะดวกมากก เป็นวิธีที่เราชอบ มันก็เลยยืดหยุ่นในการถ่ายพอสมควร

ข้อเสียของ Pen D รุ่นแรกคือ วัดแสงเป็น Selenium คือไม่ต้องใช้ถ่าน แต่มันวัดค่าแสงได้ไม่ต่ำพอ เวลามืดมากหน่อย มันจะวัดไม่ได้ ทำให้ต้องกะเอง พี่แกให้เลนส์มากว้าง 1.9 ความเร็วชัตเตอร์ 1/8 sec แต่วัดแสงไปไม่ถึง…. งงจริงๆ  แต่ปัญหาได้ถูกแก้ใน Pen D รุ่น 2 และ รุ่น 3 มันถูกเปลี่ยนไปใช้แบบถ่าน วัดแสงได้ต่ำลงไปมากพอ ทำให้ราคา D2 และ D3 ในตลาดสูงขึ้นไปมาก โดยเฉพาะ D3 ที่เปลี่ยนไปใช้เลนส์ 1.7 เลย โหดมาก..

หลังจากสำรวจเส้นทางคร่าวๆแล้ว เราก็ออกเดินทางไปถ้ำผาหงษ์เพื่อดูพระอาทิตย์ตกกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากจากที่พักอุทยานฯ ขับรถออกไปประมาณ 15 นาที แน่นอนว่า ไม่มีมนุษย์คนใดจะมาดูพระอาทิตย์ตกกับเราสองคนแน่นอน ทางขึ้นผาจะมีลานจอดรถแบบหยาบๆไว้ข้างทาง ซึ่งพอดูใกล้มืดและมันก็ดูจะไม่มีใครมาเที่ยวแน่ๆ เราเลยต้องล็อครถแน่นหนากว่าปกติ (ซึ่งไม่ได้ใช้ไอ้ที่ล็อคเกียร์มาหลายปีแล้ว)

 

ทางเดินเข้าสู่ผาหงษ์ เป็นป่าไผ่เหมือนในหนังจีน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200
ทางเดินเข้าสู่ผาหงษ์ เป็นป่าไผ่เหมือนในหนังจีน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200

 

ผลัดกันถ่ายไปมา เพราะมีกันแค่ 2 คน และมันไม่ออโต้โฟกัส กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
ผลัดกันถ่ายไปมา เพราะมีกันแค่ 2 คน และมันไม่ออโต้โฟกัส กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

คุณภรรยาถ่ายให้ก่อนเดินขึ้น ที่มีเอฟเฟคนี่น่าจะแสงรั่วตอนไหนสักตอน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200
คุณภรรยาถ่ายให้ก่อนเดินขึ้น ที่มีเอฟเฟคนี่น่าจะแสงรั่วตอนไหนสักตอน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200

 

ทางเดินขึ้นผา เป็นป่าไผ่ และเป็นจังหวะที่ลมพัดแรง เหมือนฝนจะมา บรรยากาศนั้นเหมือนหนังจีนกำลังภายในอย่างยิ่ง เราหยิบกล้องยกขึ้นถ่ายอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้ภาพใบไผ่ปลิวกระจายอย่างสวยงาม

เดินไปสักพักก็ถึงทางขึ้น ที่เขียนไว้ว่าสูง 259 ขั้น โอ้ย..เด็กๆ สบายมาก เราเดินกันขึ้นไป เริ่มเห็นวิวสวยงามท่ามกลางความเงียบที่มีแต่ลมและเสียงใบไม้ ระหว่างทางมีการสลักตำนานความรักของผู้ที่มาเที่ยวบนต้นไผ่เป็นระยะๆ บันได 259 ขั้นนั้น ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เตี้ยเท่าไหร่เช่นกัน ต้องพักกันเป็นระยะๆ

เมื่อขึ้นไปถึง จะมีพื้นที่เป็นลานให้ชมพระอาทิตย์ตกพร้อมข้อมูล เช่น ช่วงฤดูร้อน พระอาทิตย์จะตกเวลา 18:30 น.เป็นต้น ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจะ 17:30 น. ก็นั่งรอกันไปอีกชั่วโมง ข้างบนนี้ช่างเงียบเหงา เรารอแล้วรอเล่า ดูจากสภาพท้องฟ้าแล้ว พระอาทิตย์ถูกบดบังด้วยเมฆอยู่นาน โผล่มาแว่บนึงให้ดีใจแล้วก็จากไป..  เราลองมาถ่ายรูปคู่เก็บไว้เป็นที่ระลึกกันสักหน่อย ..เอิ่ม กล้องเดียวที่จะสามารถช่วยเราได้ นั่นก็คือ Yashica Electro 35 ปี 1966 ก็แค่เฉียด 50 ปีที่แล้ว เป็นกล้องตัวเดียวที่มีฟังก์ชั่นที่เราไม่คิดว่ามันจะพิเศษได้ เมื่อคุณพกกล้องฟิล์มอายุรุ่นพ่อมา 3 ตัว แต่มัน “ตั้งเวลาถ่าย” ได้เพียงตัวเดียว

เราจัดแจ้งหาโขดหินที่ดูจะเรียบพอ ซึ่งก็ไม่ค่อยเรียบ ออกแนวลาดมากกว่า ตั้งหมุนไปหมุนมาอยู่นาน แล้วเราก็ทำสำเร็จ… กลายเป็นรูปนี้ครับ… ซึ่ง.. เมื่อล้างออกมาแล้วมันมืด.. มารู้ทีหลังว่า ไอ้เจ้าถ่านที่เรายัดมันลงไป มันเป็นถ่านดัดแปลงขนาดเล็กน้อย เพราะถ่านดั้งเดิมนั้นเลิกผลิตไปนานชาติ การที่เรายัดมันไว้ไม่ดี ทำให้จังหวะที่ถ่ายนั้น ถ่านหลุดและระบบไฟไม่ทำงาน การวัดแสงจึงผิดพลาด เจ้า Yashica นี่ก็อุตส่าห์เป็นกล้องที่ดีมากครับ พอระบบไฟไม่ทำงาน มันก็ยังทำงานได้ โดยจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/500 sec อย่างเดียว ก็เลยเป็นสาเหตุที่ได้ภาพมืดนี้มา แต่เป็นการพิสูจน์ว่า กล้อง Yashica Electro 35 ใช้ได้ทุกสถานการณ์จริงๆครับ… แฮ่

ถ่านหลวมไปหน่อย กล้องวัดแสงผิด.. ถ่ายซะมืดเลย กล้อง Yashica Electro 35
ถ่านหลวมไปหน่อย กล้องวัดแสงผิด.. ถ่ายซะมืดเลย กล้อง Yashica Electro 35

 

เล่าเรื่องกล้องตัวนี้สักหน่อย Yashica Electro 35 มีรุ่นเยอะมากนะ ผลิตกันตั้งแต่ปี 1966 (ก็คือตัวที่เราเทสเนี่ยแหล่ะ) ต่อท้ายกันด้วย G , GT , GS , GSN , GTN ข้อแตกต่างแต่ละรุ่นมันมีเล็กๆน้อยๆ เช่น ไฟที่กดเช็คแบต , ที่เปิดฝาหลัง , ไฟที่บอกแสงมากแสงน้อย , ถ้าเอาจุดใหญ่จริงๆก็คือ การปรับ ISO ที่ใช้กับฟิล์ม ISO สูงๆได้มากขึ้น อย่างพวก 800 ขึ้นไป อีกจุดก็คือ Hot Shoe ไว้ใส่ Flash รุ่นใหม่ๆได้ เป็นต้น

รุ่นสุดท้ายที่เค้าผลิตคือ Yashica Electro 35 GTN ซึ่งตัวนี้เป็นสีดำอย่างเดียว ไม่มีสีเงิน ไอ้สีดำนี่ Yashica แทบทุกตัวในยุคนั้นคือทำจากทองเหลืองนะ เวลาลอกๆจะเห็นเป็นทองๆด้วย ไอ้เรื่องประสิทธิภาพรวมๆของกล้องนี่ไม่ต่างกัน

กล้อง Yashica Electro 35 รุ่นแรก ปี 1966
กล้อง Yashica Electro 35 รุ่นแรก ปี 1966

 

ระบบหลักๆของ Yashica Electro 35 คือมันเป็น Aperture Priority เราปรับรูรับแสงเอง แล้วกล้องมันจะคำนวณความเร็วชัตเตอร์ให้เอง โดยก็จะวัดแสงให้ ถ้ามืดไปจะมีไฟแดงขึ้นทั้งบนตัวกล้องและในวิว (เตือนว่าความเร็วชัตเตอร์อยู่ที่ 1/500 sec ขึ้นไปนะ) ถ้าสว่างไปก็จะมีไฟเหลืองๆส้มๆขึ้น (เตือนว่าความเร็วชัตเตอร์อยู่ที่ 1/30 sec ลงไปนะ) อะไรแบบนี้ ใช้ง่ายมาก ถ้าถ่านหมด.. ก็แบบที่เราเจอน่ะ กล้องจะทำงานแค่ความเร็วชัตเตอร์ 1/500 sec เท่านั้น

ปรับโฟกัสก็เป็น Rangefinder นะ เอาภาพมาซ้อนกัน ซ้อนตรงไหนชัดตรงนั้น เราว่าวิวมันกว้างดีดูสบายตา ก็บอดี้แกเล่นตัวเบ้อเริ่มเลยนะ คนที่ชอบกล้องตัวเล็กๆน่ารักแบบ Minolta Hi-Matic F ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะใหญ่กว่าเยอะ น้ำหนักล่อไป 750 กรัม ไม่ใช่น้อยนะ

เลนส์นี่ไม่ต้องพูดถึง เอ๊ะ..หรือควรพูดถึง งง เออ.. คือมันคมมากจนไม่ต้องห่วงเลย Yashinon 1:1.7 f=45mm ระยะค่อยข้างใกล้เคียงสายตา ภาษากล้องเค้าเรียก Normal Lens อย่างที่คนกล่าวขานถึงความคม มันคมแสรดจริงๆ ต้องยอมรับเลย

พูดเรื่องชัตเตอร์นิดนึง เจ้านี่ใช้ Leaf Shutter ทำให้เสียงชัตเตอร์เบาเหมือนที่ Pen D เป็นนั่นแหล่ะ แต่.. น้ำหนักการกดเนี่ย ลึก.. คือกว่าจะแชะ..เนี่ย ลึก.. คิดว่าเพราะมันเกี่ยวกับกลไกวัดแสงนะ กดลงไปต้องวัดแสงก่อน ทีนี้เราว่ามันลึกไปอ่ะ กว่าจะแชะ.. เกิดอาการ Lag กว่าภาพที่เห็นได้ อันนี้ส่วนตัวไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

 

.. กลับไปเรื่องเที่ยวต่อ

เวลา 18:15 น. ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว คาดว่าคงจะไม่เห็นพระอาทิตย์ตกเป็นแน่ จึงพากันเดินลงผากันอย่างสงบ ไล่หลังมาด้วยเสียงครืนๆเหมือนฝนจะตกอีกต่างหาก จากนั้นก็ขับรถกลับที่พักกันไป เรามักจะคาดหวังอะไรจากธรรมชาติไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา

กลับมาถึงที่พัก ป้าแดงแกก็กลับมาจริงๆ เมื่อเราสองคนเดินไปถาม ก็ได้คำตอบว่า ไม่มีอะไรพิสดารนอกจาก ข้าวจานเดียวอะไรที่เป็นหมูกับไก่ แน่นอนว่ามันคงไม่พ้น ข้าวไข่เจียวหมูสับ ข้าวผัดกระเพรา ข้าวหมูทอดกระเทียม ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรจะกินนะ คือไม่รู้ว่าในระยะกี่กิโลก็ไม่รู้ เราจะหาร้านอะไรกินได้ เนื่องจากไอ้ที่ขับมาตั้งนาน ก็ไม่เห็นร้านอะไรเลย นอกจากป่าๆ

แม้จะมีอยู่แค่เราสองคน ป้าแกก็ใช้เวลาพักใหญ่ในการทำข้าวหมูกระเทียม และข้าวไข่เจียวออกมา แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะจานป้าแกใหญ่มาก คิดว่าคงอิ่มไปอีก 24 ชม.สบายๆ

บทสนทนาที่น่าสนใจ ยังไม่พ้นการเตือนจากป้าแดงและคุณสามีว่า คืนนี้ช้างป่าคงออกมาอีกแน่ๆ วันก่อนก็มารื้อหลังร้านป้าแกหมดเลย คือถ้าเปลี่ยนคำว่าช้างป่าเป็นหมา ก็คงดูเป็นเรื่องธรรมดาดีเหมือนกัน แต่ช้างป่านี่เจ้าหน้าที่แกบอกว่า ไปไล่มันก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ 6-7 คนเคยไล่มัน มันก็พุ่งเข้าชนเป็น Red Bull เลยทีเดียว แถมจอดรถไม่ดี ก็โดนช้างมาเบียดรถพังอีก

“พักบ้านหลังไหนล่ะ” ป้าแดงแกถาม

“201 ครับ” เราตอบ

“โอ้ย หลังนั้น มันไปทุกคืน” ป้าแกว่างั้น

ก็น่าสนุกดีนะ เหมือนสวนสัตว์เปิดเขาเขียว แบบ Night Safari น่าจะซื้อกล้วยซื้ออ้อยไปเก็บไว้เลี้ยงมันด้วยเลย

เราเดินกลับที่พักกัน ท้องฟ้ามืดแล้ว อากาศเย็นเลยทีเดียว ทั้งๆที่กรุงเทพตอนมายังร้อนตับแล่บทั้งวันทั้งคืน เรียกว่าต้องอาบน้ำอุ่นๆหน่อย ไม่งั้นก็เย็นยะเยือก เราเอาเบียร์มานั่งกินกันที่ระเบียง กินไปคุณภรรยาก็เริ่มระแวงไป เวลามีเสียงลมพัด หรือเงาตะคุ่มๆ คือบรรยากาศมันมืดมาก มีแค่ไฟหน้าบ้านดวงเดียว มองไปรอบๆก็คือมืดเหมือนหลับตา ถ้าคนกลัวผีก็คงช็อคนะ แต่เราไม่กลัวผี และภรรยาก็ไม่ได้กลัวผี แต่ชั่วโมงนี้ระแวงช้างมากกว่า..

อากาศเย็นและเงียบ เราก็เข้านอนกันแต่หัวค่ำท่ามกลางเสียงป่า ใบไม้ จิ้งหรีด เงียบสงบมากๆ ทั้งอุทยานมีเพียงเราสองคนและเจ้าหน้าที่สัก 3-4 คน เราหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ล่ะนะ แต่ชั่วขณะที่หลับนั้น เราก็ได้ยินเสียงเหมือนกอหญ้าเสียดสีกัน ได้ยินเสียงกอไผ่ดังแปร๊ะๆๆ เหมือนหักเป็นกอใหญ่ๆ เราลืมตาขึ้นมาแล้วก็หันไปหาคุณภรรยา ซึ่งก็พบว่าคุณภรรยาก็ลืมตาและยกหัวขึ้นจากหมอน

 

“มันมาแล้วใช่มั๊ย” เราถามคุณภรรยาไป โดยที่เห็นแค่เงาๆของคุณภรรยาตะคุ่มๆ เพราะมันมืดเหลือเกิน

เราเอามือควาน iPhone ที่อยู่ข้างตัว กดดูเวลาบอกว่า ตี 4 ครึ่ง แล้วก็หันแสงสว่างลงพื้น ไม่ให้มันสว่างจนเกินไป แล้วเดินไปที่หน้าต่างบ้าน เสียงกอหญ้า กอไผ่แปร๊ะๆๆมันดังมากแบบว่า คงเป็นไอ้กอทั้งหลายที่อยู่ข้างหน้าต่างบ้านพักแน่นอน ที่หน้าต่างบ้านเป็นบานเกร็ดที่ปิดเอาไว้ เพราะตั้งแต่หัวค่ำ อากาศค่อนข้างเย็น ขืนเปิดไว้หมดต้องหนาวแน่ๆ เราเลยค่อยๆไขบานเกร็ดช้าๆ ทีละนิดๆ แล้วมองออกไป แต่…. เรามองอะไรไม่เห็นเลย เพราะมันโคตรจะมืด มืดแบบว่าไม่ต่างจากหลับตา

แต่ทันใดนั้น ….  “พรื๊ดดดด” เสียงเหมือนหมาถอนหายใจ แต่คูณเดซิเบลไปสัก 20 เท่า และมันก็เหมือนดูหนัง Hi-Def 3D เพราะเสียงมันมาจากตรงหน้าเราที่มองไม่เห็นอีกต่างหาก เราและคุณภรรยานอนหงายไปบนเตียงที่ติดหน้าต่างนั้นทันทีแบบไม่ได้นัดกัน

 

“มันอยู่ตรงหน้าเราใช่ป่ะ มองไม่เห็นเลย” เราหันไปมองเงาตะคุ่มๆของคุณภรรยา  คือมันอยู่ตรงนั้นแหล่ะ คุณภรรยาเห็นมันเป็นขาวๆตะคุ่มๆขนาดใหญ่มาก คือปกติถ้าไม่มืดสนิท เราก็คงเห็นเป็นเงาสีดำตะคุ่มๆ แต่นี่มันคือสีขาวตำคุ่มๆ เพราะไอ้รอบข้างมันมืดกว่า

เราลุกขึ้นไปที่หน้าต่างใหม่ แล้วก็ไขบานเกร็ดมากขึ้น แล้วก็เพ่งๆๆเหมือนดูภาพสามมิติสมัยเด็ก เราก็เห็นเป็นรูปร่างขาวๆ ใหญ่มาก ยืนอยู่ตรงหน้า บังหน้าต่างอยู่ เคลื่อนไหวๆ เราหยิบกล้อง Olympus Pen D ที่จะถ่ายติดอะไรได้วะ.. แต่ก็ลองตั้งรูรับแสงให้กว้างที่สุดคือ F1.9 และเปิดชัตเตอร์ B แล้วลองกดค้างยาวๆ (ซึ่งคิดดูก็ปัญญาอ่อนมากครับ มันจะถ่ายติดอะไรวะงง แต่อยากถ่ายว่างั้น) ออกมาก็คือ…ฟิล์มเปล่านั่นเอง

เรานั่งดูช้างกันอยู่พักนึง ใจก็อยากเปิดออกไป แต่เจ้าหน้าที่บอกเอาไว้ว่าอย่าออกไปนอกตัวบ้านเด็ดขาด มันอันตราย ก็เลยได้แต่นั่งมองช้างตะคุ่มๆอย่างนั้นไป จะเปิดไฟก็ไม่กล้า กลัวแม่งวิ่งพังกำแพงแบบในหนัง Jumanji เอา แต่นั่งไปนั่งมาก็คิดว่าไปนอนดีกว่า เพราะจะนั่งฟังเสียงช้างไปเรื่อยๆก็คงเท่านั้น

เราสองคนกลับไปนอนพร้อมกับคุณภรรยาบอกว่า ก่อนจะตื่น ด้วยความที่กังวลว่าช้างจะมาไม่มา ก็เลยฝันว่าลูกช้างมายืนจ้องที่หัวเตียง … เราว่าไอ้ช้างที่เจอเนี่ย ไม่ได้น่ากลัวนะ แต่ไอ้ฝันเนี่ย น่ากลัวกว่าเยอะ

อีกชั่วโมงนึงต่อมา เราสองคนก็ตื่นเพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน เลยต้องล้างหน้าล้างตา แต่ฟ้าก็ยังไม่สว่างนะ มืดเหมือนไอ้ตอนดูช้างนั่นแหล่ะ แต่ช้างมันคงไปแล้วแหล่ะ เพราะเงียบเลย และก่อนที่เราจะหลับไปอีกรอบ ก็ได้ยินเสียง “แปร๊นน!!” อย่างดังอยู่ในระยะห่างออกไปสัก 2-3 ร้อยเมตร ป่านนี้ก็คงกลับป่าไปเรียบร้อย

 

ใบไม้สีสวยดี ขึ้นอยู่ข้างบ้านพัก อันนี้อยู่ไอ้ตรงที่ช้างๆเดินมากัน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F ฟิล์ม AGFA Vista 200
ใบไม้สีสวยดี ขึ้นอยู่ข้างบ้านพัก อันนี้อยู่ไอ้ตรงที่ช้างๆเดินมากัน ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F ฟิล์ม AGFA Vista 200

 

เราเดินกันออกไปด้วยอุณหภูมิ 16 องศา เรียกว่าเย็นยะเยือกใช้ได้ จนเราต้องใส่เสื้อสองชั้น กางเกงก็สวมฮีตเทคที่พกมาเผื่อไว้ แม้ว่าสองข้างทางที่เดินไปที่รถจะมืดมาก และก็ยังระแวงเรื่องช้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร เดินส่องไฟฉายกันไป

เราขับรถไปสัก 5 กิโลได้ จากปากทางอุทยานนะ ใกล้มากๆ คล้ายๆตอนไปดูพระอาทิตย์ตกนั่นแหล่ะ สถานที่คล้ายๆกัน แต่มันไม่ต้องเดินเยอะ และก็ไม่ต้องมีขั้นบันได 259 ขั้นด้วย เดินไปแค่ 100 เมตร ก็จะมีม้านั่งยาวให้นั่งชมพระอาทิตย์ขึ้น แต่ไอ้ตอนเดินไปก็ยังมืดๆอยู่ เอาไฟฉายส่องๆกันไป และแน่นอน.. มันมีแค่เราสองคนนี่แหล่ะ..

ระหว่างนั่นรอให้ฟ้าสว่างขึ้นหน่อย ณ จุดนั้น มีหอคอยเอาไว้ส่องสัตว์ เอาไว้ส่องไฟป่าด้วย หน้าตาอินดี้ แต่เห็นลางๆว่า สร้างโดย Canon ประมาณนั้น เราลองปีนขึ้นไปทั้งมืดๆนั่นแหล่ะ ขึ้นไปได้ชั้นเดียวก็ไม่ไหวล่ะ.. เสียวมาก มันเป็นโครงเหล็กที่ติดของผาเลย ต้องถอยกรูดลงมา

หอคอยส่องสัตว์ ส่องไฟป่า ถ่ายตอนแสงพอจะมีหน่อย เปิดรูรับแสงสุดๆ กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
หอคอยส่องสัตว์ ส่องไฟป่า ถ่ายตอนแสงพอจะมีหน่อย เปิดรูรับแสงสุดๆ กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

การถ่ายรูปในที่มืดนั้น ปัญหาของ Olympus Pen D รุ่นแรกคือ ที่วัดแสงเป็นเซเรเนี่ยม คือใช้แสงอาทิตย์ล้วนๆ ไม่ต้องใช้ถ่าน ถึงแม้ว่าเลนส์ของมันจะกว้าง F1.9 มีปรับความเร็วชัตเตอร์ละเอียด ลงไปถึง 1/8 sec และมีชัตเตอร์ B สามารถถ่ายที่แสงน้อยๆได้ แต่ที่วัดแสงก็วัดลงไปไม่ถึงอย่างที่เล่าไปแล้ว ทีนี้… ไอ้เจ้ารุ่นแรกเนี่ย ก็ใช้วิธีกะเอาเอง ถ้าแสงน้อยกว่าที่วัดแสง หรือ.. มี iPhone ก็โหลด App วัดแสงแบบนี้มาใช้ได้ … ( วัดแสง แต่ไม่กดถ่ายนะ ผิดกฎครั้งนี้ ฮาๆๆ )

ในขณะที่แสงพระอาทิตย์ดูเหมือนจะสว่างขึ้น และเรากำลังพยายามถ่ายรูปวิวอยู่ คุณภรรยาก็ทำเสียงกระซิบดังๆมาจากด้านหลังว่า “มีคนอยู่ๆๆ”  เราหันหลังไปดู… ผ่างง.. มีชายพเนจร พร้อมเครื่องนอนครบ ทั้งร่ม เสื่อ กาน้ำร้อน ลุกขึ้นเก็บที่นอนอย่างไม่สนใจพวกเรา เราได้แต่ยืนนิ่งๆ …  สักพัก พี่แกก็เดินแบกสัมภาระ ลงจากผาไปนิ่งๆซะงั้น…  แอบ Snap ไว้ด้วย Pen D แชะนึง… อ้าว.. กะระยะผิด เวรกรรม…

 

รูป Snap ชายพเนจรอย่างรวดเร็ว แต่..ดันลืมปรับระยะ เวรกรรม.. กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
รูป Snap ชายพเนจรอย่างรวดเร็ว แต่..ดันลืมปรับระยะ เวรกรรม.. กล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

การถ่ายแบบกะระยะเนี่ย จริงๆสะดวกมากเลยนะ เร็วมาก จากประสบการณ์ (ที่ไม่ใช่ถ่ายพี่พเนจรคนนี้นะ T T) มักจะไม่พลาด ยิ่งถ่ายบ่อยๆก็จะรู้ใจกล้องมากขึ้น ไม่ต้องการนั่งเล็งๆให้ภาพซ้อนไปมาแบบ Rangefinder มันชัดได้เลย เหมาะกับการถ่ายแนว Street ที่ต้องการการตัดสินใจทันทีทันใด

เวลาผ่านไป 6:30 น. ฟ้าสว่าง แต่.. พระอาทิตย์โดนเมฆบัง เฮ้ย.. มีปัญหาอะไรวะเนี่ย… T T ตกก็ไม่ได้ดู ขึ้นก็ไม่ได้ดู… โอเค… กลับ

 

แสงเช้า ที่ไม่มีพระอาทิตย์ มารอกันเก้อ... กล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200
แสงเช้า ที่ไม่มีพระอาทิตย์ มารอกันเก้อ… กล้อง Olympus Pen EE ฟิล์ม Solution VX200

 

แพลนต่อไปของพวกเราก็คือ ก็เดินป่า เราตั้งใจกันไว้ว่า ควรเดินเช้าๆหน่อย เพราะอาจจะใช้เวลานาน และอากาศก็อาจจะร้อนได้ เราขับกลับถึงที่อุทยาน กะว่าคุณป้าแดงจะเปิดร้านแล้ว จะได้มีข้าวกินกัน ปรากฎว่า.. ป้าแกก็ยังไม่เปิดร้าน เราก็เลยต้องหาอะไรกินกันเอง โชคดีที่มี “ไวไว” กันอยู่แพคนึง เอาใส่ถ้วยกาแฟ ใส่น้ำร้อน โคตรแนวเลย กินรองท้องกันไป

อากาศตอนเช้า ยังเย็นมาก เจอคุณเจ้าหน้าที่อุทยาน แกถามว่า เจอช้างมั๊ย เราก็บอกไปว่าเจอข้างบ้าน เค้าก็บอกว่า เออ.. เนี่ยมันมารื้อถังขยะตรงนี้เละเลย พรางชี้มือไปให้ดู อ่าวเฮ้ย.. แม่งใกล้รถกูเลย ห่างไป 10 เมตร  อะไรคือจอดตรงนี้แล้วปลอดภัย…

เราเริ่มออกเดินป่า ทางเดินเข้าจะมีป้ายแนะนำว่า มีเส้นทางระยะสั้น ระยะยาว แล้วแต่เราจะเลือก แน่นอนว่า ผิดหวังกันมาเยอะ ก็ต้องเลือกเส้นทางระยะยาว ให้มันคุ้มหน่อย ระยะยาวเส้นทางนี้ รวมๆประมาณเกือบ 6 กิโล ซึ่งป้าที่ศูนย์ฯเมื่อวานก็บอกว่าใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ป่าช่วงแรก เป็นป่าครื้มๆ ต้นไม้สูงใหญ่ ด้านข้างเป็นลำธารตลอดทาง อากาศเย็น มีเสียงนกร้องตลอดทาง สงบร่มเย็นมาก แรกๆก็มีป้ายบอกชื่อต้นไม้บ้าง หลังๆก็เริ่มหายไป ….

ช่วงต้นๆทางเข้าป่า ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
ช่วงต้นๆทางเข้าป่า ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

เราใช้กล้อง Olympus Pen F เป็นตัวหลักในการเดินถ่ายรูป โดยใช้ฟิล์ม Kodak Ektar 100 กะว่าต้องออกมาสวยเต็มที่.. อันนี้ต้องเฉลยซะแล้ว ที่บอกไว้แต่ตอนต้น คือเราตั้งใจไว้ว่าจะใช้ฟิล์มตัวนี้เพื่อดูว่ามันจะดึงประสิทธิภาพของ Pen F มาออกได้สุดจริงหรือเปล่า?  ปรากฏว่า เมื่อเราเอากลับบ้านไปล้าง.. ปกติเราจะล้างฟิล์มด้วยน้ำยา Tetenal C-41 ซึ่งก็ออกมาสวยงาม เป็นความสนุกของเรามาก ที่ได้ปรับปรุงการถ่ายและการล้างคู่กันตลอด เหมือนทดลองวิทยาศาสตร์ ด้วยความคาดหวังเต็มที่ เจ้าน้ำยาที่เราใช้ล้างฟิล์ม ดั๊น…ล้างผิดสูตรไปหน่อย พาลทำให้ฟิล์ม Ektar 100 สองม้วนที่ออกมา ไม่สมบูรณ์เต็มๆ ม้วนนึง กลายเป็นรูปเจอเอฟเฟคเพียบไปซะงั้นเลย.. ส่วนอีกม้วน พอจะมีรูปรอดมาได้บ้าง

 

1 1 m a r 1 4
ถึงจะพลาด แต่ก็ได้อะไรที่แปลกใหม่กลับมา กล้อง Olympus Pen F ฟิล์ม Kodak Ektar 100

 

นี่ก็เป็นอีกบทของคนที่ใช้ฟิล์ม ว่าในเมื่อเราคาดการณ์อะไรไม่ได้ ผลที่ตามมา ย่อมมีอะไรไม่คาดฝันอีกเยอะ ทั้งดีและไม่ดี แต่ก็นั่นแหล่ะ..คือความสนุกและเสน่ห์ของการถ่ายรูปด้วยฟิล์ม

ถึงแม้ว่ารูปม้วนนั้นจะเสียแทบทั้งหมด แต่เราไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะ เพราะข้อดีของการถ่ายรูปด้วยฟิล์มอย่างนึงสำหรับเราก็คือ จังหวะที่เราหยิบกล้องมาถ่าย มันโคตรซึมซับบรรยากาศเลย แล้วเมื่อเรากดชัตเตอร์ไปแล้ว มันก็จบไป จิตใจเรา ตาเราก็กลับมามองที่บรรยากาศนั้นอีก ไม่ต้องพะวงกับภาพที่มากดดูจอว่าดีหรือไม่ดีอะไร ทำให้ทุกภาพที่ถึงมันจะถ่ายไม่สวย ถ่ายไม่ติด เราก็จำมันได้ทุกภาพในหัวเราเลย

เหตุผลที่เรารักใน Olympus Pen F ซึ่งเคยรีวิวไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเราชอบหน้าตามัน อันนี้ยึดติดหน้าตาเต็มๆ และการโฟกัสแบบ SLR เนี่ยก็สะดวกมาก เปลี่ยนเลนส์ได้ ถ่ายระยะใกล้มากๆได้ อะไรๆมันก็ดูคล่องตัว เสียที่ว่ามันเป็น Half Frame ซึ่งต้องทำใจในคุณภาพมันที่ต้องแลกกับการได้ภาพมากกว่าปกติเท่าตัว คือ 72 รูป ถ้ารูปชีวิตประจำวัน ถ่ายเอาสนุก ถ่ายแล้วล้างเอาไปโพส Facebook เราว่ามันก็เพียงพอ

(ซึ่งเท่าที่เทสมา ขอบอกอีกครั้งว่า Kodak Portra 160 เหมาะกับกล้อง Half Frame มาก ช่วยให้ดูดีขึ้นเยอะมาก)

 

กล้อง Olympus Pen F ได้ข้อดีของการเป็นกล้อง SLR ถ่ายระยะใกล้ได้มากกว่ากล้องแบบอื่นๆในยุคเดียวกัน
กล้อง Olympus Pen F ได้ข้อดีของการเป็นกล้อง SLR ถ่ายระยะใกล้ได้มากกว่ากล้องแบบอื่นๆในยุคเดียวกัน

 

การเดินป่าในช่วงแรก ยังเดินกันแบบสบายๆ อากาศเย็นสบาย เมื่อเราเดินกันไปพักนึง เราเริ่มเจอต้นไม้ล้ม กอไผ่กระจุย เจอขี้ช้าง พร้อมกับป้าย.. “ระวังช้าง” ก็คงคาดว่าเป็นร่องรอยของช้างเมื่อคืนนี้เดินลุยไปมาแถวนี้สดๆเลย เราเดินกันไปจนเจอต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางเดิน เจ้าต้นที่ 1 นี้เราก็ยังพอถางๆกันออกไปได้ ปีนนิดปีนหน่อย พอเดินกันไปสักพัก ต้นที่ 2 ..โอ้โห.. ใหญ่มากกก และทับแบบ กูจะข้ามไปยังไงวะ จะเดินกลับก็ค่อนข้างไกลมาก เอาวะ.. ลองปีนขึ้นไปถางๆหักๆดู

ความกว้างของต้นไม้ที่หัก น่าจะราวๆ 3 เมตรได้ เราต้องปีนย้อนขึ้นไปบนต้นมัน เหยียบข้ามไป ใช้เวลาอยู่พักนึงเลย พร้อมกับแผลเล็กๆน้อยๆให้พอเป็น Adventure ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันเล็กน้อย

 

1 1 m a r 1 4
ช่วยกันข้ามต้นไม้ใหญ่ ที่น่าจะเพิ่งล้มทับทางเมื่อคืนนี้ ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F ฟิล์ม Kodak Ektar 100

 

ยิ่งเข้าป่าไปเรื่อยๆ ทางจะพาเราเริ่มขึ้นเขา จากป่าครื้มๆ ก็เริ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ใช้พลังงานในการขึ้นเขาอย่างไม่รู้ตัว เริ่มเป็นป่าไผ่ๆ กว่าจะถึงด้านบนเขา เรียกว่าหอบแฮ่กเลย ใช้เวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ แถบข้างบนนี่ก็ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที แดดร้อนดีทีเดียว ถึงจะไม่มีวิวอะไรเท่าไหร่ เราก็นั่งพักกันสักแป๊ป พร้อมกับใช้เจ้ากล้อง Yashica Electro 35 เจ้าเดิม ตั้งเวลาถ่าย คราวนี้ไม่ผิดพลาด เนื่องจากแดดแรง ยังไงความเร็วชัตเตอร์ต่อให้ถ่านหมดก็ทำงานได้กับแสงแดดแบบนี้

 

เดินมา 2 ชั่วโมงจนถึงบนเขา จากอากาศเย็นเจี๊ยบ กลายเป็นร้อนเปรี้ยงๆ กล้อง Yashica Electro 35 ฟิล์ม Solution VX200
เดินมา 2 ชั่วโมงจนถึงบนเขา จากอากาศเย็นเจี๊ยบ กลายเป็นร้อนเปรี้ยงๆ กล้อง Yashica Electro 35 ฟิล์ม Solution VX200

 

หลังจากเราพักกันแล้ว ก็เดินทางกันต่อ ทางเดินยังคงมีลงๆขึ้นๆอีกหน่อย และค่อนข้างแห้งแล้ง อากาศร้อน อากาศแบบนี้ ป่าหลายๆจุดถึงเป็นไฟไหม้ เราเดินกันไปเรื่อยๆ จากป่าครื้มๆ ก็เริ่มกลายเป็นป่าสน นี่ถ้าอากาศไม่ร้อน และเราไม่เหนื่อยกัน ก็คงมองว่ามันสวยเลยล่ะนะ

เราเดินกันไปอีกสักครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเขตป่าสน ที่พื้นจะเป็นหญ้าๆและเป็นโล่งๆ มีต้นสนสูงขึ้นเป็นระยะ สวยมาก ดูฝรั่งทีเดียว คุณภรรยาค่อนข้างไม่มีอารมณ์ร่วมในความสวยงามนี้แล้ว เราก็ยังเก็บตก ถ่ายไปเรื่อยๆ ซึ่งพอกลับมาดูรูปแล้ว คุณภรรยาก็บอกว่า “สวยเนอะ” ทั้งๆที่ตอนนั้น หน้าเป็นตูดไปเรียบร้อย

 

1 1 m a r 1 4
พักเหนื่อยกลางป่าสน ถ่ายด้วยกล้อง Yashica Electro 35 ฟิล์ม Solution VX200

 

กว่าจะถึงที่พักกัน เราว่าที่เค้าบอกเกือบ 6 กิโลนั้น จริงๆแล้วน่าจะเกิน 6 กิโล เพราะมีป้ายบอกว่า อีก 500 เมตรถึงเนี่ย ประมาณ 5 ป้ายได้ ไม่ถึงสักทีไอ้ 500 เมตรเนี่ย พอมาถึงปุ๊ป เราก็เดินไปสั่งข้าวป้าแดงแกก่อนเลย ซึ่งเมนูก็ไม่ต่างจากเมื่อวาน แค่เราสองคนสลับกัน เราหันไปกินข้าวกระเพราแทน

ความเหนื่อยและความหิว ทำให้ข้าวกระเพราะจานใหญ่ของป้าแดง โคตรอร่อยเลย รู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ การเดินป่ากับสังขารวัยนี้ที่ไม่ค่อยได้ใช้แรงเท่าไหร่นี่มันนรกจริงๆ

แพลนต่อไปของเรา หลังจากดูเวลาแล้ว ก็ยังว่างอยู่ ตั้งใจว่าจะลองขับรถเล่นดูเส้นทางรอบๆ และกลับไปแก้มือพระอาทิตย์ตกดินอีกครั้ง  เราขับรถเล่นกันไปจนเย็น ดูจากลาดเลาท้องฟ้าแล้ว เย็นนี้เราน่าจะได้ดูพระอาทิตย์ตกดินแน่ๆ จึงขับมุ่งตรงไปที่เดิม จอดรถที่เดิม เดินไปเส้นทางเดิม และปีนผา 259 ขั้นที่เดิมอย่างคล่องแคล่ว และวันนี้ก็ไม่พลาด เราได้ดูพระอาทิตย์ตกที่นี่สักที แม้ว่าหน้าร้อน มันจะตกไม่ค่อยสวย แต่ก็ฟินแล้วกับการขึ้นมาบนนี้ซ้ำ

1 1 m a r 1 4
การแก้มือ ขึ้นมาถ่ายพระอาทิตย์ตกอีกครั้ง ถ่ายด้วยกล้อง Yashica Electro 35 ฟิล์ม Solution VX200
มุมกว้าง จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
มุมกว้าง จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

เรากลับที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย กินอาหารเห็นป้าแดงด้วยกับข้าวที่ครีเอทมากขึ้นนิดนึงด้วยความสงสารของป้าแดง เราจึงได้กิน “ต้มยำไก่” เพิ่มอีกอย่าง และเข้านอนอย่างรวดเร็วด้วยความเพลีย

เราตื่นเช้ากันขึ้นมาและเก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับ ตั้งใจว่าจะขับรถอ้อมอุทยานไปอำเภอน้ำหนาว แล้วค่อยวนกลับเพชรบูรณ์ เลยต้องออกเช้าหน่อย แต่เจ้ากรรมนายเวรที่ติดตามพวกเรา เราคาดว่าจะทำ Filter กล้องราคาแพงตกไว้บนไอ้ผาเมื่อเย็น!! คุณภรรยาก็แสนดี บิ๊วให้กลับไปดูบนผานั้นอีก.. เฮ้ย 259 ขั้นครั้งที่ 3!!

ณ เวลา 06:30 น. ผาหงษ์ เราเดินขึ้น 259 ขั้น หน้าผาที่เค้าเอาไว้ดูพระอาทิตย์ตก แต่เรากำลังเดินขึ้นในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และขึ้นไปเป็นครั้งที่ 3 เมื่อเราขึ้นไปถึง ก็เดินไปดูบริเวณที่คาดว่าจะทำ Filter ตกไว้ แน่นอนว่า.. มันไม่มี…  เหอๆๆ กลับบ้าน… คุณภรรยาปลอบใจว่า เดี๋ยวจะซื้อให้ใหม่

เราขับรถกลับ ผ่านอำเภอน้ำหนาว เราว่าที่นี่น่ารักมากๆ ทุกอย่างดูชาวบ้าน ความเจริญยังมีไม่มาก 7-11 เพิ่งจะมาเปิด ซึ่งก็เป็นลางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ความเจริญจะเริ่มเข้ามาที่นี่ ระหว่างทางจะเป็นทางคดเคี้ยว ขึ้นเขาลงเขาตลอดทาง วิวข้างทางสวย แม้ว่ามันจะแล้งๆ ถ้าหน้าหนาวมันคงสวยและอากาศดีมากๆ เพราะนี่ขนาดหน้าร้อน ตอนเช้าๆนี่เราเห็นเด็กนักเรียนใส่เสื้อหนาวเดินไปโรงเรียนกัน น่ารักดี

 

1 2 m a r 1 4
วิวระหว่างทางขากลับ ถ่ายด้วยกล้อง Yashica Electro 35 ฟิล์ม Solution VX200
ถึงจะเป็นหน้าแล้ง แต่วิวก็ยังสวยนะ ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5
ถึงจะเป็นหน้าแล้ง แต่วิวก็ยังสวยนะ ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen D ฟิล์ม ILFORD HP5

 

เมื่อผ่านอำเภอน้ำหนาวไป ก็จะเป็นชาวบ้านทำไร่ ปลูกผัก เราเจอคุณลุงกำลังต้อนควายเข้าป่าไผ่ เลยจอดรถลงไปขอถ่ายรูป ลุงแกใจดี ยิ้มแย้ม พร้อมกับชี้ให้ดูหมาต้อนควาย ให้ดูควายพ่อพันธุ์ เราชอบอารมณ์ที่ได้เจอชาวบ้านที่อยู่ไกลๆความเจริญนะ การแสดงออกถึงความเป็นมิตรสูงกว่าคนที่อยู่ใกล้ความเจริญเยอะเลย

 

1 2 m a r 1 4
ลุงและเหล่าความ ถ่ายด้วยกล้อง Olympus Pen F ฟิล์ม Kodak Ektar 100

 

แม้ว่าสายๆ อากาศจะเริ่มร้อน แต่วิวระหว่างทางก็ยังสวยพอให้เราจอดรถถ่ายไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งขับออกมาเพชรบูรณ์ ก็เป็นอันจบทริป เราขับรถกลับบ้านด้วยความคิดว่า หน้าหนาวปีนี้ จะแพลนมาเที่ยวแถวนี้อีกแน่นอน ถึงแม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ตัวว่า ฟิล์มเสียไปม้วนสำคัญ ฮาๆๆ

เมื่อกลับถึงบ้าน และเราล้างฟิล์มสีของตัวเองหมด เหลือแค่ฟิล์มขาวดำ ซึ่งปกติจะส่งให้เพื่อนที่เป็นช่างถ่ายรูปล้างให้ เพราะเราไม่ถนัดเรื่องรูปขาวดำ แต่พอดีเพื่อนไม่อยู่ ก็เลยไม่ได้ล้างอยู่เป็นอาทิตย์ๆ กว่าจะได้ดูรูป ซึ่ง…ไม่รู้นะ เรารู้สึกดีที่ช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวมันผ่านไปเวลานึง แล้วเราเพิ่งได้รูปเนี่ย มันช่วยให้ความรู้สึกดีๆตรงนั้นกลับมาอีก และเราเองก็จำบรรยากาศการถ่ายรูปใบนั้นได้แทบทุกอัน

 

 

บทสรุป

สรุปรวมจากการไปทริปครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีผิดพลาดไปบ้าง (หลายบ้างเลยล่ะ) แต่เราก็ยังคิดว่ามันก็คุ้มค่าที่เราจะใช้กล้องฟิล์มถ่ายรูป ครั้งต่อๆไปก็จะถ่ายรูปด้วยฟิล์มทั้งทริปดูอีก หลายๆครั้งที่เราไปเที่ยวพร้อมกล้องดิจิตอล เรามักจะถ่ายรูปเยอะมากจนไม่ได้ดู ดูแค่บางรูป และไอ้รูปส่วนที่เสียๆก็ดูไร้ค่ามาก ผิดกับการถ่ายฟิล์มที่ทุกรูป แม้บางรูปจะกากๆบ้าง แต่เต็มไปด้วยความทรงจำในทุกครั้งที่เราได้กดชัตเตอร์ลงไป

เรายังคงพอใจในกล้อง Olympus Pen F มันยังคงเป็นกล้องที่เราชอบที่สุดเสมอ (แต่ที่ชอบรองๆมา มีอีกเพียบ มักมากสุดๆ ฮาๆ) เพราะเราถ่ายจนรู้ใจแล้ว ด้วยขนาดกล้องที่เล็กพอๆกับ Rangefinder แต่ได้มุมมองแบบ SLR และการได้รูป 72 ใบต่อม้วน ถือว่าคุ้มค่า แม้ว่าทริปนี้ จะไม่ได้โชว์รูปเอาซะเลย ..

 Olympus Pen D ก็ยังเป็นกล้องสุดรักอีกตัวของเรา การถ่ายแบบกะระยะ ถ้าได้ใช้กันจนคล่องจะรู้ว่า มันเร็วกว่าการหมุนหาโฟกัสในทุกแบบ ถ้าเป็นไปได้ เราจะตามหา Pen D2 หรือ D3 มาครอบครองเช่นกัน

เจ้า Olympus Pen EE ของคุณภรรยา ถือว่าเป็นกล้องช่วยชีวิตเอาไว้ได้ หลายๆรูปที่คุณภรรยาถ่ายไว้ไม่กี่รูป แต่ก็เป็นรูปที่น่ารัก เราได้เก็บเอามาเขียนบล็อกนี้ เป็นกล้อง Snap ที่สะดวกมากๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย แม้แต่ปรับโฟกัส ที่ทำเพียงกดชัตเตอร์ คาดหวังได้ 80% เหมาะกับสาวๆอย่างมาก  (อ่านรีวิวแบบบ้านๆ Olympus Pen EE )

ส่วนเจ้า Yashica Electro 35 เป็นกล้องที่ช่วยชีวิตในการถ่ายรูปคู่ เพราะทั้งป่ามีแค่เราสองคน การใช้ฟังก์ชั่นตั้งเวลาเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ว่าจะพลาดไปบ้าง (สองบ้างแล้ว) เพราะเราใส่ถ่านไม่ดีเอง ก็ถือเป็นเสน่ห์ของการถ่าย ต้องยอมรับอย่างที่หลายๆคนเคยพูดไว้ว่า มันคือ “หนึ่งในกล้อง Leica คนจน” นั้น มันจริง เพราะภาพที่ได้มา คมมากกก Contrast สวย อาจจะเทอะทะไปหน่อย แต่บอกเลยว่าของเค้าดีจริง หลายๆรูปที่กล้องนี้ถ่าย ตอนเราล้างออกมาถึงกับว้าวเลย เลนส์มันคมสวย มีมิติมาก ได้ฟิล์ม Solution VX200 หมดอายุไป เจ้าฟิล์มตัวนี้ขึ้นชื่อเรื่องสีสดฉูดฉาดเหมือนโลโม่ด้วยล่ะนะ

 

เอาล่ะ.. หวังว่าจะมีใครอ่านจนจบนะ ฮาๆ จบการรีวิวครั้งยาวนี้ ยาวมากก.. แต่เนื้อหานิดเดียว คงจะได้อะไรจากการอ่านนี้กันบ้าง  ครั้งหน้า เราจะรีวิวกล้องตัวอื่นๆกันอีก หรือใครอยากให้รีวิวตัวไหน แจ้งกันมาได้นะ ตอนนี้มีแพลนว่าจะรีวิวฟิล์มแปลกๆเพิ่มเติมด้วยล่ะ น่าสนุกดี สนใจอะไรบอกมาได้ จะได้ควานหามาทดสอบกันหน่อย ขอบคุณที่ติดตามครับ

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

6 Comments Add yours

  1. por132mpn says:

    อ่านจบแล้วก็มานั่งนึกว่า ไอ้ฟิล์มม้วนแรกที่เพิ่งส่งล้างไป คงจะเละมากแน่ๆ เลย
    ผมใช้ Himatic-F แต่ไม่รู้ว่าวัดแสงยังไง เล็งแล้วกดตลอด
    มีไฟเตือนขึ้นบางครั้ง แต่ยังงงๆ อยู่ดี 555

    ขอบคุณที่มารีวิวให้ชม เห็นแล้วอยากไปชิลๆที่น้ำหนาวบ้าง

    1. Hi-Matic F วัดแสงอัตโนมัติครับ โฟกัสแล้วถ่ายได้เลย แสงที่เตือนคือแสงน้อย กล้องตั้งความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/30 sec หรือต่ำกว่านั้นครับ ถ้าเรายืนยันกดถ่ายอยู่ ลองกดชัตเตอร์ค้างจนกว่าไฟจะหายไปครับ กล้องจะ relate ให้ความเร็วชัตเตอร์สัมพันธ์กับรูรับแสงครับ ระวังอย่าให้มือสั่นเท่านั้นครับผม 🙂

  2. ไกรเพชร ชัยศรีจันทร์ says:

    อ่านแล้วชอบมากเลยครับ

  3. unclepiak says:

    ชอบอ่านครับ เขียนสนุกดีมาก ๆ

  4. Jean says:

    ชอบมากค่ะ อยากสอบถามเรื่องรูปคู่ค่ะ ไม่ทราบว่ารูปคู่สุดท้ายที่ถ่ายกลางวัน นี่ตั้งโฟกัสเป็นอินฟินิตี้รึเปล่าคะแล้วตั้งค่า F เท่าไหร่หรอคะ 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s