รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Voigtlander Bessa R ก็อยากไฮโซกับเค้าบ้าง..

Processed with VSCOcam with f2 preset
กล้อง Bessa R ปี 2000 พร้อมเลนส์ LTM ที่เรามีๆอยู่

 

ช่วงนี้งดรีวิวกล้องไปนานแสนนาน เพราะไม่มีเวลาเลย มีอะไรอีกหลายอย่างมากที่อยากจะเขียนรีวิวนะ เช่น ฟิล์มที่หายากๆที่ครั้งก่อนเขียนไป ก็อยากจะเขียนต่อ กล้องนี่ก็อยากรีวิวเรื่อยๆ กิจกรรมเยอะมากเป็นเมืองไทยสไมล์คลับเลย

วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี มารีวิวกล้องเกือบไฮโซกันบ้าง ไอ้ที่ว่าเกือบไฮโซนี่เพราะ มันเป็นกล้องสำหรับคนที่อยากใช้ Leica แต่งบไปไม่ถึง ก็เรียกว่าได้อารมณ์ใกล้เคียงในราคาพอถูไถ

สืบเนื่องจากเรามีเลนส์เก่ายุค ’50-60s อยู่ประมาณนึง ตั้งแต่สมัยเล่นกล้อง Mirrorless ก็ชอบสะสมเลนส์ของกล้อง Rangefinder ยุคนั้นมาก อย่างพวกเลนส์ของรัสเซียนะ Jupiter 8 เป็นเลนส์ราคาถูกแต่คุณภาพไม่ธรรมดา หรืออย่าง Canon ในยุค ’60s ที่สร้างกล้องที่มีลักษณะคล้ายกับ Leicaในยุคๆนั้น เป็นยุคที่ญี่ปุ่นพยายามสร้างนวัตกรรมที่สู้กับโลกตะวันตกให้ได้

กล้อง Rangefinder ในยุค ’50-60s เลยมีเลนส์คุณภาพดี ราคาไม่แพงหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ จะว่าไปกล้อง Rangefinder ที่เรารีวิวผ่านๆมา จะเป็นกล้องแบบเลนส์ Fix หรือเลนส์ติดกับกล้อง เปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งนิยมมากๆในยุค ’70s เพราะพกพาสะดวกกว่า ซ่อมง่าย ดูแลง่าย ในขณะที่ Rangefinder แบบเปลี่ยนเลนส์ มักเป็นกล้องราคาสูง และดูแลรักษายุ่งยากกว่า

กล้อง Rangefinder คืออะไร? เคยเขียนไว้แล้วในบทความ ลองคลิกย้อนไปอ่านดู   แต่ย้อนให้จิ๊ดนึงว่า มันคือกล้องที่มีตัวช่วยกะระยะให้เราว่า ระหว่างกล้องและวัตถุที่เราจะถ่าย มันห่างกันอยู่เท่าไหร่ เพื่อจะได้โฟกัสได้ชัดๆ วิธีการมันก็คือมีภาพซ้อนอยู่ในช่องมองภาพ เราก็ปรับโฟกัสไป เมื่อไหร่ที่ภาพสองภาพมาซ้อนกันพอดีเด๊ะ ก็แปลว่าจุดนั้นจะชัดพอดี

เกริ่นมาอย่างยาวนาน กล้องที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือ Voigtlander  รุ่น Bessa R เล่าคร่าวๆเล็กน้อย ไอ้เจ้ายี่ห้อ Voigtlander นี่เป็นบริษัทกล้องเก่าแก่มาเป็นร้อยๆปีแล้วนะ เป็นของประเทศเยอรมัน แต่ต่อมาเจ๊งไง ญี่ปุ่นก็มาซื้อกิจการไป หลังๆก็เลยกลายเป็นบริษัทญี่ปุ่นนี่แหล่ะที่ผลิต

 

ลองใส่กับเลนส์ Canon 135mm F3.5 ปี 1964 ต้องเสริมด้วย Viewfinder ที่มากับเลนส์เอง
ลองใส่กับเลนส์ Canon 135mm F3.5 ปี 1964 ต้องเสริมด้วย Viewfinder ที่มากับเลนส์เอง

 

เจ้ารุ่น Bessa R พิสดารยังไง? คือเจ้ากล้องรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 โดยใช้ขั้วต่อเลนส์แบบที่เรียกว่า Mount LTM ชื่อทางการๆหน่อยเรียกว่า Leica Screw Mount เป็นรูปแบบของเลนส์ Leicaในยุค ’50-60s เลิกผลิตไปตั้งแต่ประมาณปี 1970 โน่น!! มันแปลกมั๊ยเนี่ย อยู่ๆก็ปลุกผีกล้องที่เลิกผลิตกันไปแล้วกว่า 30 ปี ถ้านับถึงป่านนี้ก็ 40 กว่าปีแล้ว

กล้องที่ใช้ขั้วต่อเลนส์แบบนี้ครั้งสุดท้ายก็คือ Canon 7s ซึ่งเลิกผลิตไปเมื่อปี 1975 ถือเป็นกล้องที่เจ๋งมากตัวนึงเลยนะ เราชอบ ส่วนเจ้า Bessa R เนี่ย… อย่างที่บอกว่า อยู่ๆก็ขุดกล้องแบบนั้นขึ้นมาผลิตซะงั้น

เจ้า Bessa R ไม่ใช่รุ่นแรกซะทีเดียว ที่ Voigtlander ได้ผลิตโดยใช้ Mount LTM ก่อนหน้านั้นจะมี Bessa L ออกมาก่อนในปี 1999 แต่เป็นกล้องที่ค่อนข้างพิกลพิการเล็กน้อย คือมันไม่มี Viewfinder ในตัว ต้องเสียบแยก ดูลำบากลำบนไปหน่อย

ปี 2000 Voigtlander ก็เลยผลิตเจ้าตัว Bessa R ขึ้น มี Viewfinder หรือช่องมองภาพ ที่สามารถเปลี่ยนไปตามเลนส์ที่เปลี่ยนได้หลากหลาย ทั้งขนาด 35mm , 50mm , 75mm และ 90mm ก็ถือว่าครบ

 

พร้อมรบกับฟิล์มชุดใหญ่
พร้อมรบกับฟิล์มชุดใหญ่ จากร้าน www.husbandandwifeshop.com (โฆษณาแฝง)

 

จุดเด่นๆของเจ้านี่ก็คือ

– มันเป็นระบบกลไก ใช้ถ่านสำหรับระบบวัดแสง ถ้าไม่มีถ่านก็ถ่ายได้หมด

– ระบบวัดแสงนี่ก็เป็นสัญญาณไฟเหมือนที่ใช้ใน Leica M6 ไฮโซและใช้งานง่ายมาก เที่ยงตรงมาก

– ช่องมองภาพกว้างมาก และสว่างมาก ปกติกล้อง Rangefinder ที่ไม่ใช่ Leica นี่ค่อนข้างจะมืดมนทีเดียว แต่เจ้านี่สว่างกว่า Leica ในหลายๆรุ่นซะอีก

– น้ำหนักเบาโคตรๆ เพราะมันไม่ใช่เหล็ก แต่ใช้วัสดุคล้ายๆกล้องดิจิตอลปัจจุบันนี่แหล่ะ

– ใช้ Leica Screw Mount ทำให้มีเลนส์ให้เปลี่ยนเยอะทีเดียว ทั้งเลนส์ Leica ในยุคนึง , ทั้งเลนส์ Canon LTM , เลนส์ Nikon LTM เลนส์รัสเซียอีกหลายรุ่น และตัว Voightlander เองก็ผลิตเลนส์ขึ้นมาใหม่ ดีๆอีกหลายตัว

– ความเร็วชัตเตอร์มีให้เลือก ตั้งแต่ B , 1 , 1/2 , 1/4 ,1/8 ,1/15 , 1/30 , 1/60 , 1/125 , 1/250 , 1/500 , 1/1000 , 1/2000 ครบเครื่องเลย แถมซิ้ง Flash ที่ความเร็ว 1/125 ด้วย

 

การที่เป็นกล้องกลางเก่ากลางใหม่ คือเหมือนกล้องโบราณแต่เอาระบบสมัยใหม่เข้ามาช่วยปรับปรุงในบางจุด ทำให้เป็นกล้องที่น่าสนใจมาก แต่.. มันก็มีข้อด้อยของมันอยู่เหมือนกัน

– วัสดุที่ใช้ Polycarbonate แม้ว่าจะทำให้กล้องเบา แต่ก็ทำให้กล้องดูปัญญาอ่อนในที ดูป๊อกแป๊กในระดับนึง

– ถึงเลนส์ที่ติดมากับกล้องคือ Voigtlander Skopar 35mm F2.5 จะสามารถหมุนโฟกัสไปถึง 0.7m แต่..กล้องดันปรับ Rangefinder ไปได้แค่ 0.9m โคตรแปลก.. กว่า Voigtlander จะพัฒนาให้ปรับไปถึง 0.7m ก็ต้องมาถึงรุ่น Bessa R2M , R2A ขึ้นไปแล้ว

– ม่านชัตเตอร์ค่อนข้างรุนแรงกว่า Leica พอสมควร เพราะเป็นเหล็กๆ สั่นสะเทือนดีทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร ยังนุ่มพอจะเป็นกล้องไฮเอนอยู่

 

เอาล่ะ.. เมื่อแนะนำกันไปประมาณนึงแล้ว มาถึงการใช้งานจริงกันบ้าง

ช่วงแรกๆ เราทดสอบถ่ายเรื่อยๆเปื่อยๆ เพื่อดูการโฟกัสว่าสะดวกรวดเร็วขนาดไหน เราพบว่าการที่ช่องมองภาพกว้าง นี่มันสบายตามากทีเดียว ได้ฟิวใกล้ๆ Leica M6 ไม่น้อย แต่.. ภาพซ้อนของ Rangefinder ก็ยังค่อนข้างบางอยู่บ้าง ซึ่งจะเจอปัญหาในบางมุมที่ควานหาภาพซ้อนจนตาเหล่ เป็นปัญหาในกล้อง Rangefinder โดยทั่วไป ( ตัวที่เราใช้แล้วสบายตาที่สุดคือ Olympus 35 SP เลยเป็นตัวโปรดเสมอๆ ) แต่ก็เรียกว่าชัดแล้วล่ะ เมื่อเทียบกับกล้อง Rangefinder อีกหลายๆตัว

เฟรมในช่องมองภาพ อันนี้ปรับเป็นขนาดสำหรับเลนส์ 35mm ด้านล่างจะเป็นไฟบอกวัดแสง
เฟรมในช่องมองภาพ อันนี้ปรับเป็นขนาดสำหรับเลนส์ 35mm ด้านล่างจะเป็นไฟบอกวัดแสงแบบ 3 ตำแหน่ง ถ้าแสงพอดีคืออยู่จุดตรงกลาง

 

การปรับเฟรมตามขนาดเลนส์ 35mm , 50mm อะไรแบบนี้ก็สะดวกเหมือน Leica  นั่นแหล่ะ  ดูไฮโซดีทีเดียว

 

รูปนี้ใช้เลนส์ Canon 50mm F1.4 LTM ด้วยฟิล์ม CineStill 800T
รูปนี้ใช้เลนส์ Canon 50mm F1.4 LTM ด้วยฟิล์ม CineStill 800T

 

ต้องพูดถึงเลนส์ Skopar 35mm F2.5 หน่อย เจ้าตัวนี้ถือเป็นเลนส์ติดกล้องรุ่นนี้มาแต่ดั้งเดิม หน้าตาดี ขนาดเล็ก (เค้าเคลมว่าเป็น Pancake หมายถึงเลนส์มันเล็กมาก เราว่าไม่ขนาดนั้น น่าจะประมาณ อั้ม พัชราภา ไม่ได้เล็กขนาด Pancake) เป็นเลนส์แบบที่มีก้านช่วยการโฟกัส ซึ่งเราชอบมาก มันสะดวก

ภาพที่ได้จากเลนส์ตัวนี้ ถือว่าเยี่ยมเลยนะ เมื่อเทียบกับราคา (ของมือสองสภาพดีๆ ประมาณหมื่นต้นๆ) อาจจะไม่มีเสน่ห์ไปหน่อย คือมันคมๆสีจัดจ้านดีมาก แต่เสน่ห์หมายถึง เอกลักษณ์ของภาพเนี่ย มันไม่ได้มีโทนอะไรเด่นชัดนัก แต่ก็พอใจแล้วอ่ะ เพราะเลนส์ 35mm ของ Rangefinder ปกติราคาโหดร้ายมาก

ตอนที่เราล้างรูปออกมาทีแรก ค่อนข้างประทับใจกับภาพที่ได้นะ (ส่วนใหญ่ก็ต้องยกผลประโยชน์ไปที่เลนส์แหล่ะ) กล้องก็ถือว่าวัดแสงได้เป๊ะดีมาก เค้าว่ากันว่ามันวัดแสงแบบค่าเฉลี่ยกลาง หมายถึงรวมๆแสงในภาพที่เราจะถ่ายน่ะ อาจจะมีมืดมีสว่าง มันก็เฉลี่ยให้ แต่เค้าว่ากันว่า (ใครไม่รู้) มันจะเน้นที่บริเวณตั้งแต่กลางภาพไปถึงล่างภาพมากกว่า (ซึ่งถือเป็นการวัดแสงที่เที่ยงตรงนะ เพราะแสงจะสะท้อนจากล่างขึ้นมา)

 

รูปนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Skopar 35mm F2.5 เลนส์ติดกล้องที่เจ๋งมาก
รูปนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Skopar 35mm F2.5 เลนส์ติดกล้องที่เจ๋งมาก

 

ปัญหาที่เจอชัดๆคือ.. Parallax Error แม้ว่าเค้า (ใครก็ไม่รู้อีกแล้ว) จะบอกว่ามันค่อนข้างแม่นยำเรื่องการแก้ปัญหานี้ อ่อ.. ปัญหา Parallax Error เกิดจากไอ้กล้อง Rangefinder เนี่ยนะ ช่องมองภาพมันอยู่ด้านนึงใช่ป่ะ แต่เลนส์มันอยู่เยื้องๆกัน สองส่วนนี้ไม่เกี่ยวพันกันเลย ไม่เหมือนกล้อง SLR หรือกล้องสมัยนี้ ที่เห็นยังไง ภาพก็มายังนั้น ทำให้เวลาเราเล็งไป แต่ภาพออกมา มุมจะเพี้ยนไปจากที่เราเห็น

เจ้านี่มีปัญหาอยู่ เราพยายามจับจุดให้ชิน แต่ก็ไม่ชินสักที มีหลายๆภาพที่ภาพจะเบี้ยวไป แสดงว่าจะมีระยะนึงที่จะ Error พอสมควร เมื่อเทียบกับกล้องที่เราใช้ประจำๆอย่าง Olympus 35 SP แน่นอนล่ะ.. กล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้มักจะมีปัญหาเยอะกว่าเลนส์ Fix เป็นธรรมดา

น้ำหนักกล้องถือเป็นจุดแข็งนึงที่เราชอบ ยิ่งมันรวมกับเลนส์เบาๆอย่าง Jupiter 8 อะไรแบบนี้นะ.. เบามากกกก เทียบกับ Leica นะ ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่ชอบอย่างแรง คือมันหนักอ่ะ.. เราชอบเบาๆ แต่ก็เป็นจุดที่ปวดใจเช่นกันเพราะวัสดุต๊ะติ๊งโหน่งของมันนี่แหล่ะ

ในรุ่นถัดมา Bessa R2 / R2M / R2A เค้าก็ปรับปรุงเจ้าวัสดุตัวนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยน้ำหนักที่ใกล้เคียงเดิม แต่ดูดีขึ้น

อีกปัญหาที่เจอก็คือ Rangefinder คลาดเคลื่อน ซึ่งมักเป็นปัญหาของกล้อง Rangefinder ที่เปลี่ยนเลนส์ได้ ตัวกล้องพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีที่สำหรับจูนได้ (ซึ่งตอนท้ายเราจะอธิบายวิธีการจูนด้วยตัวเองสำหรับคนที่ใช้ Bessa R อยู่) ช่วงแรกที่เราใช้กล้องนี่ ค่อนข้างเจอมันเลื่อนบ่อย จนต้องจูนเองนี่แหล่ะ แต่ก็มีวิธีนะ จูนแล้วล็อคแม่มเลย รับรองอยู่หมัด!

อื่นๆของกล้องนะ ไม่ว่าจะเป็นการโหลดฟิล์มที่สะดวกดีมาก ห้องฟิล์มที่เก็บแสงได้ดีเยี่ยม มีตั้งเวลาถ่าย โน่นนั่นนี่ มีข้อดีกระจุกกระจิกที่ถือว่าเป็นกล้องที่ดีเยี่ยมตัวนึงเลย

 

รูปนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Skopar 35mm F2.5 พกพากล้องปีนเขาก็สะดวก เพราะมันเบานี่แหล่ะ
รูปนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Skopar 35mm F2.5 พกพากล้องปีนเขาก็สะดวก เพราะมันเบานี่แหล่ะ

 

สรุปการใช้งาน

เราว่ามันเป็นกล้องที่ดีสำหรับคนที่อยากได้ฟิวกล้อง Rangefinder แบบเปลี่ยนเลนส์ ไม่น้อยหน้า Leica หรอก หน้าตาก็ดี น้ำหนักก็ดี ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่า Leica นะ เพราะ Leica นี่หนักจริงจัง เราไม่อยากซื้อก็เพราะงี้แหล่ะ (จริงๆไม่มีตังค์)

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจซีรี่ย์ Bessa R นะ เจ้า Bessa R นี่เลิกผลิตไปชาติกว่าแล้ว ต่อมาเค้าอัพเกรดเป็น Bessa R2 ซึ่งหลักๆก็คือเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ให้แข็งแรงขึ้น เปลี่ยนจากการใช้ Leica Screw Mount ไปเป็น Leica M ซึ่งเป็น Format ปัจจุบันที่กล้องและเลนส์ Leica ใช้อยู่ (ก็งงว่าทำไมมันไม่ใช้ Format นี้ตั้งแต่แรกนะ )

 

ต่อมาซึ่งปัจจุบันนี้ยังผลิตขายกันอยู่ได้แก่

 

Bessa R2M ( เครดิตภาพจาก http://www.voigtlander.de )

Bessa R2M เป็นกล้องมีแต่ระบบ Manual แต่ปรับปรุงเรื่องโฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 35mm/50mm/75mm/90mm

 

Bessa R3M (เครดิตภาพจาก http://www.cameraquest.com )

Bessa R3M เป็นกล้องมีแต่ระบบ Manual แต่ปรับปรุงเรื่องโฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 40mm/50mm/75mm/90mm

 

Bessa R4M (เครดิตภาพจาก http://www.voigtlander.de)

Bessa R4M เป็นกล้องมีแต่ระบบ Manual แต่ปรับปรุงเรื่องโฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 21mm/25mm/28mm/35mm

 

Bessa R2A (เครดิตภาพจาก http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9256546)
Bessa R2A (เครดิตภาพจาก http://photo.net/photodb/photo?photo_id=9256546)

Bessa R2A เป็นกล้องเพิ่มระบบ Aperture Priority หรือปรับรูรับแสงแล้วกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ (เป็นชัตเตอร์ไฟฟ้า) โฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 35mm/50mm/75mm/90mm

 

Bessa R3A (เครดิตภาพจาก http://www.troeszter.net)

Bessa R3A เป็นกล้องเพิ่มระบบ Aperture Priority โฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 40mm/50mm/75mm/90mm

 

Bessa R4A (เครดิตภาพจาก thepicturedesk.blogspot.com)

Bessa R4A เป็นกล้องเพิ่มระบบ Aperture Priority โฟกัสที่ได้ถึง 0.7m แล้ว มี Viewfinder สำหรับ 21mm/25mm/28mm/35mm

 

จริงๆรายละเอียดมีเยอะกว่านี้นะ เช่นสี บางรุ่นมีหลายสีด้วย แบบ Limited อะไรแบบนี้ แต่เล่าคร่าวๆเผื่อใครสนใจ ส่วนเรา คิดว่าเหมาะกับ Bessa R มากกว่า แค่นี้พอใจแล้วล่ะนะ

ราคาของ Bessa R มือสองปัจจุบันอยู่ราวๆ  10,000 บ. (เฉพาะตัวกล้อง ไม่รวมเลนส์)

ส่วนราคา Bessa ในซีรีย์ R ปัจจุบันที่ผลิตกันอยู่ ราคาประมาณ 20,000 กว่าๆนะ (เฉพาะตัวกล้อง ไม่รวมเลนส์) มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอยู่

จะเห็นว่าราคารวมๆเนี่ย ถ้าเป็น Leica ก็ต้องมี 4-5 หมื่นสำหรับมือสอง ส่วนมือ 1 ก็… ไม่ต้องพูดถึง ตามนั้น เรามันคน Medium – So ก็พอแล้ว

 

หมวดเพิ่มเติม สำหรับคนที่ใช้ Bessa R ทุกรุ่น

การ Tuning ตัว Rangefinder

ช่วงแรกที่เราได้กล้อง Bessa R ปวดหัวมากกก เพราะปัญหาที่เจ้าของเก่าไม่ได้ทำนุบำรุงกันไว้ ทำให้กล้องมีปัญหาจุกจิกอยู่หลายที่ จุดนึงที่เจอก็คือ Rangefinder เบี้ยว คลาดเคลื่อน อาการก็คือแม้ว่าเราจะปรับภาพซ้อนมาซ้อนกันแล้ว แต่ถ่ายออกมา ดันไปชัดที่อื่น เช่นโฟกัสหน้าแมว ดันไปชัดหูแมว ก็เพราะว่ามันไม่ตรงนั่นแหล่ะ วิธีการเช็คก็คือ หมุนเลนส์ไปที่ Infinity แล้วส่องอะไรที่ไกลโพ้นมากๆ ดูว่ามันซ้อนกันพอดีหรือเปล่า ถ้าไม่… นั่นล่ะ ชัดเลย

วิธีการก็ไม่ยาก

1. จุดที่จูนอยู่ที่ Hot Shoe ของกล้อง อยู่ที่เดียวกันทุกรุ่นเลยล่ะ สิ่งที่ต้องเตรียมนะ เอาชุดไขควงเล็กๆมาเตรียมไว้เลย ได้ใช้แน่ๆ ทั้งสี่แฉก สองแฉก

2. ด่านแรกคือ Plate ที่ปิดไว้บน Hot Shoe ค่อยๆเอาสองแฉกยกๆมันนะ ไม่ยากๆ อธิบายเป็นตัวหนังสือไม่ได้ ทำดูแล้วจะรู้ ระวังเป็นรอยหน่อยละกัน

IMG_0001

3. พอเอาออกเราจะเห็นน็อตอยู่ 3-4 ตัว ก็เอาสี่แฉกไขซะ เพื่อเอาขั้ว Hot Shoe ออก

IMG_0002

4. ภายใน Hot Shoe เราจะเห็น น็อตอยู่ลึกเข้าไปในรูอยู่ 3 ตัว (ตามภาพ)

วงสีแดง หมายถึง จูน Rangefinder ตัวที่เป็นแกนตั้ง (จูนขึ้น-ลง)

วงสีเหลือง (ส่วนใหญ่ก็จะเบี้ยวอันนี้กันแหล่ะ) หมายถึง จูน Rangefinder ตัวที่เป็นแกนนอน (จูนซ้าน-ขวา)

วงสีฟ้า หมายถึง ความชัดของ Rangefinder คืออาจจะเบลอได้ ก็จูนอันนี้มันจะคมขึ้น

IMG_0004

 

*** ในกรณีของกล้อง Bessa R รุ่นอื่นๆ เช่น Bessa R2 อะไรแบบนี้ การเรียงตัวของน็อต 3 ตัวนี้ จะแตกต่างไปหน่อย คือมันจะเรียงกันในแนวนอน แต่ให้จำว่ามันเหมือนกัน คือ ซ้ายก็จะวงสีแดง ตรงกลางก็คือวงสีเหลือง ขวาสุดก็คือวงสีฟ้าแบบนี้แหล่ะ

 

5. วิธีจูนเนี่ย สำคัญมากคือ ให้หมุนโฟกัสไปที่ Infinity เสมอ!! เพราะเป็นจุดที่จะตรงที่สุด พอบิดไปที่ Infinity แล้วเราก็หาจุดไกลๆ ไกลมากๆอย่างตึกเงี้ยนะ ดูว่ามันซ้อนกันยัง ถ้ายังก็จูนจนตึกมันชัด ก็เป็นอันเรียบร้อย

6. เช็คดูซะหน่อยก็ได้ ลองกะวัตถุระยะอื่น เช่นสัก 1 เมตร แล้วโฟกัสดู

7. เมื่อเช็คเรียบร้อยเป๊ะแล้ว กรรมวิธีสุดท้ายคือ หยอดด้วยกาวล็อคเกลียว แนะนำว่าให้ใช้กาวล็อคเกลียวแบบแรงยึดกลางๆ ไม่ต้องฮาร์ดคอร์มากก็ได้ เผื่อให้มันแก้ไขกันได้หน่อย ซึ่งกาวนี้มีหลากหลายยี่ห้อ หาซื้อได้ตาม โฮมโปร

8. ทิ้งกาวไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงนะ เราก็ประกอบกับไป กาวมันจะแน่นสุดๆก็หลักจากสัก 6 ชม.ไปแล้ว แนะนำว่าอย่าเอากล้องไปฟาดกับอะไรก่อนกาวจะแห้ง ไม่งั้นได้แงะกันใหม่

 

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการ Tuning เจ้า Rangefinder ของ Bessa R ด้วยตัวเอง ไม่ยากเลย ไม่ต้องเปลืองตัง แต่ระวังหน่อย ไม่งั้นอาจจะซวยเจ๊งทั้งกล้อง ไม่รับรู้ด้วยนะ

 

รีวิวโดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s