รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Olympus 35 ECR กล้อง RF เทพจิ๋วที่ถูกลืม

กล้อง Olympus 35 ECR ปี 1972 Rangefinder ขนาดเล็ก
กล้อง Olympus 35 ECR ปี 1972 Rangefinder ขนาดเล็ก

 

รูปแนว Street เป็นแนวนึงที่คนชอบถ่ายรูปในบ้านเราค่อนข้างฮิต ส่วนใหญ่ก็ผู้ชายๆนะ เราก็ไม่ค่อยเห็นผู้หญิงเค้าชอบถ่ายแนว Street กันเท่าไหร่ ไอ้ประเภท ถ่ายคนใช้ชีวิตบนท้องถนนนี่มันไม่ฟรุ้งฟริ้ง วุ้งวิ้งไง แถมปัญหาของคนที่ชอบถ่ายรูป Street นี่นะ ก็คือการที่เราใช้กล้องที่เป็นจุดสนใจเกินไปแล้ว อาจจะโดนอากงอาม่าเอาอะไรฟาดหัวก็ได้ อันนี้จริงจังนะ.. คือเห็นหลายคนโดนมาแล้วจริงๆ

ณ จุดนี้ คนที่ชอบถ่าย Street หลายๆคน เลยต้องมองหากล้องพกพาขนาดเล็กที่ไว้ใจได้ คือทั้งเนียนแบบคนไม่สังเกต และไว้ใจได้ด้วยคุณภาพ ในโลกของกล้องฟิล์มก็มีเป็นร้อยๆแหล่ะนะ แต่สำคัญคือมันจะเข้ามือกับใคร บางคนชอบเล็กมาก บางคนว่าเล็กไป บางคนชอบให้อะไรได้เยอะ บางคนชอบให้ถ่ายได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ชิ่งได้ทัน

ส่วนตัวเรานะ ปกติเลยก็จะชอบกล้องขนาดเล็กๆอยู่แล้ว เพราะชอบพก แต่ก็เคยอยากได้กล้องเล็กที่มันปรับนุ่นนี่ได้เยอะๆ ปรากฏว่า.. พอถึงคราวจำเป็น กว่าจะควักออกมา กว่าจะปรับ กว่าจะโฟกัส โน่น… อากงเดินไปโน่นแล้ว หมดกัน.. เราเลยมองหากล้องที่โฟกัสแล้วถ่ายได้เลยมากกว่า อาจจะปรับได้หน่อยเช่น รูรับแสง อะไรแบบนี้ แต่ไม่ซีเรียสแล้วล่ะ

วันนี้เลยจะมานำเสนอกล้อง Rangefinder ตัวนึงในประวัติศาสตร์กล้อง ที่ไม่ได้โด่งดังเหมือนใครเค้าเท่าไหร่ แถมยุคนี้ที่เด็กๆหันมาฮิตกล้องฟิล์มกัน ก็ดันถูกมองข้ามกันไป นั่นคือ Olympus 35 ECR

Olympus 35 ECR นี่นะ เป็นกล้อง Rangefinder แบบ AE ( Automatic Exposure) คืออัตโนมัติหมด กล้องวัดแสงแล้วปรับทั้งรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้เสร็จสรรพ คนถ่ายมีหน้าที่โฟกัส แล้วกดถ่ายได้เลย

เดิมทีเนี่ย Olympus 35 ECR มันไม่ได้เป็นกล้อง Rangefinder หรอก ต้องเล่าย้อนกลับไปที่ต้นตระกูลมัน นั่นคือ Olympus 35 EC ซึ่งเป็นกล้องโฟกัสแบบกะระยะเอง ( Zone Focus) เมื่อปี 1969 ใช้เลนส์ Zuiko 42mm F2.8 เลนส์ 5 ชิ้น ถือว่าคมกริบไม่ธรรมดา

ด้านหลัง Olympus 35 EC2 กล้องโฟกัสแบบกะระยะ ก่อนจะถูกปรับปรุงเป็นกล้องเป็น Rangefinder ในรุ่น Olympus 35 ECR
ด้านหลัง Olympus 35 EC2 กล้องโฟกัสแบบกะระยะ ก่อนจะถูกปรับปรุงเป็นกล้องเป็น Rangefinder ในรุ่น Olympus 35 ECR ตัวด้านหน้า

 

จุดเด่นเริ่มแรกของเจ้า Olympus 35 EC (อันนี้เล่าถึงต้นตระกูลอยู่นะ อย่างงชื่อ ยี่ห้อนี้เค้าขึ้นชื่อเรื่องการตั้งชื่อให้งงอยู่แล้ว) คือมันเล็ก และเบา สำหรับกล้องในยุคนั้น ถ้าให้เทียบแล้ว มันอาจจะใหญ่และหนากว่า Olympus 35 RC ที่เล็กสุดของยุคใกล้ๆกัน แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนตัวเราว่ามันให้ความรู้สึกที่บางๆเหมาะมือกว่า

เจ้า Olympus 35 EC ได้รับความนิยมพอประมาณ จนกระทั่งได้ออกมาเป็นรุ่นที่ 2 นั่นคือ Olympus 35 EC2 ซึ่งปรับปรุงอีกนิดหน่อย หลักๆก็คือมีปุ่มเช็คแบตตามรุ่นอื่นๆ

ต่อมาอีกปีนึง Olympus 35 ECR ก็ถือกำเนิดขึ้น ในปี 1972 โดยปรับปรุงส่วนสำคัญ นั่นคือเอา Rangefinder เข้ามาในกล้อง ทำให้มันกลายเป็นกล้อง Rangefinder แท้ๆที่มีประสิทธิภาพไม่ธรรมดา! ด้วยเหตุผลที่เราเดานะ.. ปีนั้นเป็นปีที่ Minolta Hi-matic F ออกมาพอดี ซึ่งก็เป็นกล้องที่ลดสเปคมาจาก Hi-matic E เพื่อให้เป็นกล้อง Rangefinder แบบพกพา ใช้ง่ายๆเหมือนกัน Olympus ก็เลยเข็นเจ้าตัวนี้ออกมาสู้ ซึ่งสเปคนี่ก็สูสีกันมาก ทั้งขนาดก็ด้วย จุดเด่นคร่าวๆของเจ้านี่คือ

1. มันเป็นกล้องที่เล็ก ถึงจะไม่เล็กที่สุดแต่ก็เล็กพอจะใส่กระเป๋ากางเกงได้ ด้วยขนาด   111 x 67 x 52mm   และน้ำหนัก 415 g

2. มันเป็นกล้องที่เลนส์คมกริบ Zuiko 42mm F2.8 เลนส์ 5 ชิ้น จัดวาง 4 กลุ่ม เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน Olympus 35 RC

3. ช่อง Viewfinder กว้างและสว่างสดใสมากกก เป็นข้อดีมากสำหรับเรา คือสบายและดีกว่า Olympus 35 RC และ Olympus XA ที่ถือว่าโดนเอามาเปรียบเทียบแน่นอน สำหรับการเป็นกล้องเล็กพกพา

4.ถ่ายง่าย การคำนวณที่ไว้วางใจได้ ปกติแล้ว กล้องที่เป็น AE ทั้งหลาย สิ่งที่สำคัญคือมันต้องคำนวณให้เราแม่นๆ ถ่ายไปออกมาแล้วได้อย่างที่ใจต้องการ เพราะเราต้องการความเร็วในจังหวะนั้นๆ เจ้านี่ถือว่าสอบผ่านมาก

 

ด้านบน ให้เห็นฟังค์ชั่นต่างๆของกล้อง
ด้านบน ให้เห็นฟังค์ชั่นต่างๆของกล้อง

 

ห้องฟิล์มของกล้อง กลับหัวกลับหางกับชาวบ้านชาวช่องเค้า
ห้องฟิล์มของกล้อง กลับหัวกลับหางกับชาวบ้านชาวช่องเค้า

 

4 ข้อเด่นๆที่ทำให้เจ้า Olympus 35 ECR กลายเป็นกล้องที่ไม่ธรรมดาเลยล่ะ ทีนี้มารู้จักสเปคคร่าวๆกันอีกสักหน่อย

– เลนส์  Zuiko 42mm F2.8 เลนส์ 5 ชิ้น จัดวาง 4 กลุ่ม

– F Stop 2.8 ถึง 16

– ความเร็วชัตเตอร์ ตั้งแต่ 4 ถึง 1/800 sec เหลือเฟือเลย

– ระยะโฟกัส 0.9m – infinity

 

มาเริ่มใช้งานกันเลยดีกว่า

เราทดสอบเจ้า Olympus 35 ECR ด้วยฟิล์มเบสิคๆอีกเช่นเคย Kodak Color Plus 200 เจ้านี่ปกติก็อ่านฟิล์ม ISO ได้ตั้งแต่ 25 – 800 เพียงพอสำหรับทั่วๆไปแล้วล่ะ ความประหลาดเริ่มต้นเล็กน้อยที่การใส่ฟิล์มทุกอย่างของกล้อง จะกลับด้านกับกล้องส่วนใหญ่ (ซึ่งถ้ากล้องโบราณๆก็มีเยอะอยู่ที่ใส่กลับด้านแบบนี้) การใส่ฟิล์ม หมุนฟิล์มจะกลับหัวกลับหางให้งงสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา

 

เริ่มต้นเดิน Snap ไปเรื่อยๆ
เริ่มต้นเดิน Snap ไปเรื่อยๆ

 

Olympus 35 ECR ไม่มีอะไรซับซ้อน หลักการทำงานคือ ขึ้นฟิล์มแล้วก็กดชัตเตอร์ได้เลย โดยทุกครั้งที่กดปุ่มชัตเตอร์ จะมีไฟสีส้มขึ้นพร้อมๆกับการกดของเรา เมื่อไฟดับไปแปลว่าการทำงานของชัตเตอร์สิ้นสุดแล้ว งงมั๊ย.. เอาใหม่.. หมายถึงว่าไอ้ไฟนี้ มันจะซิ้งค์ไปกับความเร็วชัตเตอร์ที่มันคำนวณให้ เช่น 1/60 sec ไฟมันก็จะขึ้นและดับไปด้วยความเร็ว 1/60 sec เพื่อให้เรารู้ว่า เออ.. ชัตเตอร์ลั่นจบแล้วนะ

ลองถ่ายภาพ wide หน่อย ให้เห็นความคมชัด
ลองถ่ายภาพ wide หน่อย ให้เห็นความคมชัด

วิธีนี้จะแตกต่างจากกล้องพวกเดียวกันตัวอื่นๆ เปรียบเทียบกับ Minolta Hi-Matic F ละกัน เพราะถือว่าสเปคใกล้กันมากๆ โดยที่เจ้า Hi-Matic F จะมีไฟก็ต่อเมื่อความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่า 1/30 sec ถ้าไม่มีไฟ แสดงว่าแสงปกติ ซึ่งถ้าแสงน้อย ไฟจะทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน คือต้องกดชัตเตอร์ค้างไว้ จนกว่าไฟจะดับไป

แอบเทียบสเปคกันให้ดูเล็กน้อย เผื่อใครสนใจระหว่างสองตัวนี้นะ

Olympus 35 ECR = เลนส์ Zuiko 42mm F2.8

Minolta Hi-matic F = เลนส์ Rokkor 38mm F2.7

 

Olympus 35 ECR = ความเร็วชัตเตอร์ ตั้งแต่ 4 ถึง 1/800 sec

Minolta Hi-matic F = ความเร็วชัตเตอร์ ตั้งแต่ 4 ถึง 1/724 sec

 

Olympus 35 ECR = ระยะโฟกัส 0.9m – infinity

Minolta Hi-matic F = ระยะโฟกัส 0.8m – infinity

 

Olympus 35 ECR = ขนาด   111 x 67 x 52mm   และน้ำหนัก 415 g

Minolta Hi-matic F = ขนาด   113x 73 x 54mm   และน้ำหนัก 350 g

 

จะเห็นว่า ใกล้กันมากๆ ขนาดนี่ Olympus จะเล็กกว่านิดนึง แต่หนักกว่า ส่วนตัวนะ คิดว่า Olympus วัสดุดีกว่าพอสมควรเลย

 

 

Snap !!
Snap !! คมเป๊ะ

 

ด้วยขนาดที่พอเหมาะนี่ เราเลยทดสอบด้วยการเดินถ่าย Street สักหนึ่งวัน เอาแบบเจออะไรก็สอยเลย  (อากาศวันนั้นค่อนข้างอึมครึมไปหน่อยนะ ไม่มีแดดเลย) จากการทดสอบพบกว่า ขนาดมันดีมาก แม้ว่าจะรู้สึกหนักนิดนึง แต่ก็เป็นความหนักที่ดีกับการถือ คือชอบกว่าการถือ Minolta  นะ มันไม่ก๊องแก๊งเลย แล้วก็กระชับมือกว่า ที่สำคัญ การถ่าย Street เนี่ย ถ้าช่อง Viewfinder จะกว้างและสว่างขนาดนี้ มันทำให้การถ่ายของเราเร็วขึ้นเยอะ แทบไม่เจอปัญหาที่เจอกับกล้อง Ramgefinder บ่อยๆคือ เล็งกันตาเข

ชัตเตอร์ เป็น Leaf Shutter แต่น้ำหนักการกดค่อนข้างประหลาด เป็นลักษณะการกดแล้วจังหวะปล่อยชัตเตอร์จะเหมือนถูกกล้องดูดไว้ เราเจอแบบนี้อยู่หลายรุ่นนะ น้ำหนักการกดค่อนข้างลึกอยู่ พอๆกับของกล้อง Yashica Electro 35 ซึ่งมีโอกาส Lag พอสมควร (ภาพที่เห็นแล้วกดชัตเตอร์ได้ไม่ทันจังหวะที่เห็น) และอาจจะทำให้มือไม่นิ่งได้ แต่ก็หักลบกับน้ำหนักกล้องที่ค่อนข้างสมดุลดี ถือว่ายังพอควบคุมได้

การถ่ายกลางวัน ไม่ค่อยมีปัญหาเลย เราเดินถ่ายในเส้นทางเดียวกับที่เคยถ่ายเทส Olympus 35 RC ซึ่งตอนนั้นเจอปัญหาของกล้องที่ทำความเร็วชัตเตอร์ได้แค่ 1/15 sec และเลนส์เป็นตัวเดียวกันนี่แหล่ะ F2.8 ทำให้เวลาใช้ฟิล์ม ISO 200 จะถ่ายพื้นที่ที่ มืดหน่อยไม่ได้ ลองนึกถึงร้านที่อยู่ที่ทึมๆอะไรเงี้ย แล้วกล้องมันก็จะล็อคชัตเตอร์ซะอีก เสียจังหวะมาก… ในขณะที่ Olympus 35 ECR ไม่เสียจังหวะเลย เราสามารถกดยิงได้หมด ขึ้นอยู่กับเราจะพยุงมือไม่ให้สั่นได้ดีแค่ไหน

 

ถ้ากลางวันล่ะก็.. ลุงจะขี่จักรยานอยู่ กล้องก็ถ่ายทันสบายๆ
ถ้ากลางวันล่ะก็.. ลุงจะขี่จักรยานอยู่ กล้องก็ถ่ายทันสบายๆ

 

ระยะเลนส์ 42mm ส่วนตัวชอบระยะนี้มากกว่า 38mm ของ Hi-matic F อยู่แล้ว เพราะมันก้ำกึ่งระหว่าง Normal กับ Wide เราไม่ชอบ Wide เกินไป ในการถ่าย Street เนี่ย บางทีไกลไป เราเองก็แอบ Snap ไง มันก็กลายเป็นวัตถุ หรือ คนยิ่งทิ้งห่างไปอีก ไอ้ระยะ 42mm นี่กำลังดีมากเลย เห็นคนใกล้พอดีๆ เป็นเหตุผลนึงที่เราชอบ Rangefinder ของ Olympus เลยล่ะ เพราะมักจะใช้ระยะเท่านี้เป็นหลัก

 

เทสถ่ายในที่มี Contrast หน่อย
เทสถ่ายในที่มี Contrast หน่อย

สรุปจากการถ่าย Street นะ เราว่ามัน Perfect สำหรับเราเลย จากที่เคยใช้กล้องเล็กๆทั้ง Olympus 35 RC , DC , XA หรือ Minolta Hi-matic F เราชอบ Olympus 35 ECR ที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่ามา

 

มาดูคุณภาพภาพกันสักหน่อย

 

ถ่ายในแสงอึมครึมช่วงเย็นๆแล้ว กล้องก็ทำงานได้ดี
ถ่ายในแสงอึมครึมช่วงเย็นๆแล้ว กล้องก็ทำงานได้ดี

 

ความคมของภาพที่ไม่ต้องห่วงเลย เราล้างฟิล์มออกมาสแกนดู นี่ไม่ต่างจาก Olympus 35 RC ที่เราปลื้มปร่ิมมาก ความผิดพลาดของ Parallax ใกล้เคียงกับ Olympus 35 SP ที่เราใช้จนชิน เพราะฉะนั้นมันก็เลยแทบไม่มีปัญหาเลย มีติดเรื่องวัดแสงไปนิด เหตุผลก็ง่ายๆคือ กล้องจริงๆแล้วต้องการไฟ 1.35 V แต่เราใช้ LR44 ซึ่งไฟ 1.5 V แทน ปัญหาเดียวกับ Minolta Hi-matic F เพราะฉะนั้นอาจจะต้องปรับ ISO หลอกสักครึ่ง Stop ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

 

Snap แมว ได้แต่ตูดมัน
Snap แมว ได้แต่ตูดมัน

 

บทสรุปนะ

เราว่า Olympus 35 ECR เป็นกล้องที่เราคงจะหาไว้ใช้เองสักตัว มันสะดวกมากจริงๆ และคุณภาพไว้ใจได้ ถ้าใครหา Minolta Hi-matic F แล้วรู้สึกราคาสูงไป เจ้านี่ราคาต่ำกว่านะ (แต่ไม่ค่อยเห็นคนเอามาขาย) เจ้าตัวที่เราเทสนี่ก็เตรียมส่งเจ้าของใหม่ไปเรียบร้อย คิดว่าในอนาคตจะพยายามหามาอีก

ราคาในตลาด = 3,000 – 3,500 บ. แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์ที่มาด้วย เช่น เคส , ฝาหน้า เป็นต้น

** เค้าว่ากันว่ามีสีดำด้วย แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ไม่สามารถระบุราคาได้ **

 

ให้คะแนนสักหน่อย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★☆
(ขนาดกระทัดรัด หน้าตาดี เท่เนี๊ยบ )

วัสดุ // ★★★★★
(ชนะเลิศ เหล็กทั้งนั้น แข็งแรงแต่ยังขนาดเล็ก)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★★
(เทียบเท่า Olympus 35 RC ที่ปลื้มปริ่ม)

ฟังก์ชั่น // ★★★☆☆
( ไม่มีอะไรให้ปรับเลย ไม่มี Self Timer เรียบง่ายจริงๆ)

คุ้มค่า? // ★★★★☆
(สเปคเดียวกับ Hi-matic F แต่วัสดุดีกว่ามากนัก ช่องมองสบายตา ราคาประหยัดกว่า)

 

 

รีวิว โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

One Comment Add yours

  1. Pusit says:

    กล้องตัวนี้ผมกำลังจะเริ่มใช้ ได้ข้อมูลเบื้องต้นจากบทความนี้ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s