รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ พรีเมี่ยมคอนแพคที่คุ้มตังที่สุด Fujifilm Klasse S

ช่วงนี้ งานรัดตัวจัดมาก คือเราพกกล้องติดตัวไปตลอดเวลานะ ถ่ายได้หมด ขี้หมูขี้หมาแม้ว่าจะยุ่งก็ตาม แต่ปัญหาก็คือ ฟิล์มที่ถ่ายเสร็จแล้วมันจะกองท่วมห้องเพราะไม่มีเวลาล้าง ไม่มีเวลาสแกนเลย รวมไปถึงการเขียนรีวิวกล้องที่ค้างอยู่เป็นสิบตัวแล้วเนี่ย.. เวลากลับไปย้อนดูรีวิวกล้องตัวเอง มันมักจะมีประโยคว่า “ไม่ได้รีวิวมานาน” ประมาณนี้ คืออันนี้พอจะขึ้นด้วยประโยคนี้เลยนึกขึ้นได้ อืม.. ก็ไม่ได้รีวิวนานจริง อย่าง Minolta Hi-matic 7sII นี่ก็อยากเขียนถึงมาก แต่ก็ฟิล์มยังค้างกล้องอยู่เลย ฮาๆ

เอาเป็นว่าขอลัดคิวเขียนถึงเจ้าตัวนี้ก่อน เพราะว่าช่วงนี้เราใช้ติดตัวตลอด ด้วยความที่ไม่มีเวลาในการถ่ายแบบพิถีพิถัน เดินไปทำธุระที่ไหน เห็นอะไรก็หยิบมากดให้มันหายอยาก ด้วยความที่เราติดกล้องมาก เราก็เลยเริ่มหันมามองหากล้อง Compact ดีๆมาใช้เพราะเป็นคนชอบถ่าย Snap ( เดินๆเจออะไรก็ถ่ายเลยแบบไม่พิถีพิถันนัก ) ซึ่งบางครั้งกล้องอย่าง Rangefinder บางตัวมันก็ไม่ทันกิน แม้ว่าจะชอบถ่ายด้วยกล้อง Rangefinder ที่สุดก็ตาม รวมถึงเราชอบใช้แฟลชบางจังหวะอีกต่างหาก มันเลยต้องหาเรื่องซื้อมาใช้

กล้อง Compact นี่มีมาตั้งแต่ยุคปลาย 70s ต้น 80s แล้วล่ะ ด้วยความง่าย ภาพที่ได้ไม่พิถีพิถันนัก เลยกลายเป็นสไตล์การถ่ายรูปอีกแบบในยุคนั้น (จนถึงปัจจุบัน) ศิลปินที่ถือว่าเป็น icon ของแนวนี้ในยุคแรกๆเลย คงหนีไม่พ้น Andy worhol ซึ่งมักจะพกกล้อง Compact ง่าวๆติดตัวไปด้วยตลอดเวลา

Andy Worhol กับกล้อง Olympus AF-1 กล้องคอมแพคยุคแรกๆ
Andy Worhol กับกล้อง Olympus AF-1 กล้องคอมแพคยุคแรกๆ

กล้อง Compact ในยุคแรก (เรานับจากการกำเนิด Auto Focus นะ) เป็นกล้อง Auto Focus แบบกะระยะ คือไม่ใช่เลนส์ล็อคเป้าไฮเทคๆแบบสมัยนี้ แต่คือกล้องกะระยะโฟกัส (Zone System) ที่มีระบบอิเลคโทรนิคช่วยคำนวณให้ ไอ้จะเป๊ะๆเลยคงไม่ขนาดนั้น มันจะเน้นรูรับแสงแคบๆเพื่อให้ชัดแน่นอน และมักมีแฟลชในตัวเพื่อช่วยในจุดที่แสงน้อย

ลักษณะการทำงานที่ว่านี่แหล่ะ เลยเกิดเป็นสไตล์ ภาพที่ชัดถูกจุดบ้างไปชัดที่อื่นบ้าง สาดแฟลชกันเข้าไปแบบไม่ปรานี หลายๆคนก็สะสมและใช้อย่างจริงจัง

ทีนี้มาถึงกล้องที่เราเลือกมาใช้บ้าง ไอ้ยุค 90s เนี่ย เทคโนโลยีกล้องฟิล์มมันก็พัฒนามาถึงจุดสูงสุดเลยก็ว่าได้ ความต้องการของช่างภาพก็หลากหลายมากขึ้น กล้อง Compact มันก็พัฒนาจนเรียกว่าอยากได้แบบไหนมันก็ทำได้ มันก็เลยเกิดกล้อง Compact ระดับ Premium เพื่อตอบโจทย์ช่างภาพจริงจังที่ไอ้เล็กๆเบาๆพกสะดวก Auto Focus ฉลาดๆ ก็อยากได้ แต่อยากให้มันมีเลนส์คุณภาพโปรๆ และปรับอะไรได้ Manual มากขึ้นด้วย

กล้อง Premium Compact ในตลาดที่ดังๆมีไม่เยอะมากนะ เพราะระยะที่มันเกิดมาก็ราวๆสิบปีจนไปถึงยุคดิจิตอลมาแทนที่ สั้นมาก แถมโดนบดบังจากความตื่นเต้นของดิจิตอลตลอด แต่มันก็ยังได้รับความนิยมพอสมควร อย่างเช่น Ricoh GR1 ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกล้อง Premium Compact ไปเลย

จุดเด่นของกล้อง Premium Compact ส่วนใหญ่คือ

  1. ขนาดเล็ก เบา พกได้ทุกที่
  2. เลนส์คุณภาพสูง
  3. ปรับรูรับแสงได้เอง ทำให้ได้ภาพชัดตื้นชัดลึกตามต้องการ
  4. Auto Focus แสนฉลาด

เอาล่ะ ทีนี้มาพูดถึงเจ้ากล้องที่เราจะรีวิววันนี้สักที Fujifilm Klasse S เจ้ากล้องตัวนี้จริงๆเป็น Gen ที่ 2 ของรุ่น Gen แรก คือ Klasse เฉยๆ ฝรั่งเรียก Klasse Original ออกวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2001 และยังผลิตให้กับ Rollei ในหน้าตาเดียวกันเด๊ะ แต่เปลี่ยนชื่อว่า Rollei AFM35 

Fujifilm Klasse Original ปี 2001
Fujifilm Klasse Original ปี 2001

ความแตกต่างระหว่าง Gen แรก กับ Gen 2 มีนิดหน่อย เอาไว้จะสรุปตอนท้ายให้ฟัง แต่หลักๆแล้วก็คล้ายกันมาก เพียงแต่ Gen 2 มีออกมา 2 รุ่น คือ Klasse S และ Klasse  W

impressed_01-1 impressed_01

ทำไมเราถึงเลือกเจ้านี่? เอาจากความต้องการเราก่อนนะ

  1. ขอกล้องที่พกได้ เล็กๆใส่กระเป๋าสะดวกๆ
  2. ระยะเลนส์สัก 40mm. ไม่เอา Wide และ Close Focus ได้สัก 45 cm.
  3. ปรับรูรับแสงเองได้
  4. Auto Focus เร็วและแม่นพอ

ถ้าวัดจากของ 2 คือระยะเลนส์ประมาณ 40mm. ก็จะมีไม่กี่รุ่นเลย เพราะส่วนใหญ่จะ 28mm. หรือ 35mm. แต่เจ้า Klasse S เป็นระยะ 38mm. ถือว่าใกล้เคียงที่สุดแล้ว ( Klasse W ใช้ระยะ 28mm. )

ที่สำคัญ.. ราคาของ Klasse S ถือว่าดีที่สุด คือไม่แพงเกินไป ในขณะที่บางรุ่นล่อไปเฉียด 3 หมื่นยังมี

กล้อง Fujifilm Klasse S วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2007 เฉพาะในญี่ปุ่น ปัจจุบันยังมีของมือหนึ่งวางขายอยู่ในราคาราวๆ 2 หมื่นกว่าบาท ซึ่งเค้าออกมาพร้อมกันสองรุ่น Klasse S เป็นเป็นเลนส์ 38mm. (สีดำ) และ Klasse W เป็นเลนส์ 28mm. (สีดำและสีเงิน) แต่เมื่อปีที่แล้ว Fujifilm ประกาศยกเลิกการผลิต Klasse W ไปแล้ว

Klasse S ถูกผลิตออกมาราว 8,000 ตัว ในยุคที่เรียกว่าไม่มีใครมองกล้องฟิล์มกันเลย แต่สำหรับคนญี่ปุ่น เป็นประเทศที่โคตรแปลก แม้จะเป็นเจ้าตลาดที่ผลิตกล้องดิจิตอล แต่คนในประเทศกลับยังมีคนใช้กล้องฟิล์มจำนวนมาก จนเรียกว่ามีฟิล์มขายตามร้านสะดวกซื้อทุกร้าน ทำให้ Klasse S และ W วางขายเฉพาะในประเทศ และไม่ได้นิยมในประเทศอื่นๆ

มาดูสเปคกันนิดนึง

1. ใช้เลนส์ Super EBC Fujinon  ตัว Klasse S ใช้ 38mm F2.8 ส่วน Klasse W ใช้ 28mm F2.8

2. ระยะ Close Focus สำหรับ Klasse S = 45 cm. สำหรับ Klasse W = 35 cm.

3. รูรับแสง 2.8 – 16 และความเร็วชัตเตอร์ 1 sec – 1/1,000 sec ควบคุมด้วยระบบ Aperture Priority หรือ AE Program

4.ใช้ถ่าน CR 2 ก้อนเดียว / มีตั้งวันที่ได้ / มีไฟที่จอด้านบน

5. นำ้หนัก 265 กรัม

 

DSC_0290

 

ต้องบอกว่าเราตัดสินใจรวดเร็วกับ Klasse S มาก เพราะความลงตัวของมัน พอได้จับของจริงแล้วยิ่งชอบ เพราะวัสดุ การประกอบ มันเนี๊ยบมากสมกับของญี่ปุ่นที่ผลิตใช้ในประเทศ วัสดุไม่ป๊อกแป๊กเลย (แม้ในรูปจะดูเฉยๆนะ แต่ตัวจริงดีกว่าเยอะ) ดู Premium จริงๆ การประกอบก็เนี๊ยบมาก ทุกอย่างดูเหมาะมือดี

เราเทสฟิล์มอยู่หลายม้วนมาก เพราะความไม่ชินการใช้ Auto Focus เท่าไหร่ กว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางก็หมดไปหลายม้วน ฮาๆๆ แต่ได้ผลงานที่น่าพอใจทีเดียว มาดูการใช้งานจริงกันเลยดีกว่า

การโหลดฟิล์ม

เจ้า Klasse S ใช้การโหลดฟิล์มอัตโนมัติแบบกล้องสมัยใหม่ทั่วไป จิ้มไป ปิดฝาก็ใช้ได้ ด้วยการคำนวณการขึ้นฟิล์มอัตโนมัตินี้ ทำให้ถ่ายได้ จากฟิล์มม้วนละ 36 ภาพ จะได้ 38 ภาพ เสียหัวม้วนไปนิดนึง ตอนกรอฟิล์มกลับ กล้องจะเหลือติ่งหัวฟิล์มไว้ให้ เหมาะกับคนล้างฟิล์มเอง ไม่ต้องมาแงะฟิล์มออก แต่จะอาจจะทำให้งงได้ว่าม้วนไหนใช้แล้ว หรือยังไม่ใช้วะ ฮาๆๆ

ข้อดีของ Klasse S คือการมีระบบ Override DX code ซึ่งจะมีใช้ในกล้องฟิล์มรุ่นท็อปๆหน่อย จุดนี้เป็นจุดต่างระหว่าง Klasse รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ คือกล้องฟิล์มยุคหลังส่วนใหญ่จะใช้อ่านค่า ISO ของฟิล์มจาก DX code ที่กลักฟิล์ม แล้วล็อคค่า ISO เลย เราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ ถ้าไปใช้ฟิล์มที่ไม่มี DX code กล้องมักจะเซ็ตเป็น ISO 100 ทั้งหมด ซึ่งถ้าฟิล์มมันเป็น ISO อื่นๆก็ซวยเลย

DSC_0291

แต่ Klasse S ใช้ Override DX Code ทำให้จะปรับ Auto ก็ได้ หรือเลือก ISO เป็นอะไรก็ได้ จะใช้ฟิล์ม ISO 100 แต่ปรับเป็น ISO 200 แล้วไป Push เอาตอนล้างก็ได้ ยืดหยุ่นสบายๆ ( แต่ Klasse Gen แรก ไม่มีโหมดนี้ )

มาเริ่มถ่ายกัน

สิ่งนึงที่เราต้องการมากล้อง Compact พกไปด้วยคือการที่กล้องพวกนี้ สามารถถ่าย Close Focus ได้ง่ายกว่ากล้อง Rangefinder และเล็กกว่ากล้อง SLR เจ้า Klasse S สามารถ Close Focus ได้ 45 cm. ประมาณกล้อง SLR หนักๆใหญ่ๆทั้งหลายได้เลย จะถ่ายอะไรง่ายๆบนโต๊ะ อย่างเค้กฟรุ้งฟริ้งๆก็ทำได้กะเค้าบ้าง แถมถ้าอยากให้หลังละลาย ก็ปรับรูรับแสงให้กว้างๆไป

รูรับแสง Klasse S กว้างสุดคือ 2.8 แคบสุดคือ 16 (ในขณะที่ Klasse รุ่นเก่า ใช้รูรับแสงประหลาดนิดนึง คือ 2.6) ซึ่งเพียงพอนะ บางคนบอกว่า 2.8 กว้างน้อยไป เดี๋ยวหลังจะไม่ละลาย สำหรับเรา เราว่าโอเคนะ แค่นี้ก็ละลายพอสมควรได้ อาจจะไม่ละลายขนาดกล้อง SLR ใช้เลนส์พวก F1.4 อะไรแบบนั้น แต่อย่าลืมว่าขนาดกล้องเล็กๆแบบนี้ สะดวกกว่าเยอะ

02_10_14 (12)_edit
ใช้โหมด Aperture Priority ปรับรูรับแสง F2.8 ( ฟิล์ม AGFA Vista 200 )

โหมด P ของกล้องคือ AE Program กล้องปรับทั้งรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้เสร็จสรรพ กล้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1 sec – 1/1,000 sec แต่!! ต้องเข้าใจหลักการมันด้วย เช่น การใช้ความเร็วชัตเตอร์ 1/1,000 sec จะสัมพันธ์กับรูรับแสงไปด้วย อย่างถ้าใช้ฟิล์ม ISO 400 แล้วเราไปถ่ายแสงสว่างมากๆ เราใช้รูรับแสง 2.8 งี้ กล้องจะใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงสุดแค่ 1/750 sec ซึ่งทำให้มันโอเว่อร์ไป เป็นการบังคับให้เราเลือกรูรับแสงที่แคบขึ้น ถ้าเราใช้รูรับแสง 16 กล้องก็จะยอมให้ไปถึง 1/1,000 sec เป็นต้น

อีกจุดที่เวิร์คมากคือการมีปรับ EV ที่หน้ากล้องเลย ซึ่ง Klasse รุ่นเดิมที่ตำแหน่งนี้ จะเป็นที่ปรับโฟกัสแบบ Manual ซึ่งพอถูกเปลี่ยนมาเป็น EV เราว่ามันเวิร์คมากเลย การที่มี EV เท่ากับกล้องนี้แทบจะเป็น Manual ทั้งหมดก็ว่าได้ เพราะการทดค่า EV เท่ากับการไปลด หรือเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่กล้องวัดแสงได้ อันนี้เรากลายเป็นใช้บ่อยมากๆในกล้องตัวนี้ ซึ่ง Klasse S สามารถปรับ EV ได้ +2 , -2 Stop เลย

01_09_14KS (17)
โหมด AE program ทำงานค่อนข้างแม่นยำ ( ฟิล์ม Kodak Gold 200 )

ระบบโฟกัส

มาถึงระบบโฟกัสของกล้อง เค้ามีมาให้สองระบบคือ Auto Focus ซึ่งก็เหมือนทั่วไป จะเอาตรงไหนชัดก็เอาจุดกลางไปเล็งแล้วกดชัตเตอร์ครึ่งนึงให้ล็อค ในช่องมองภาพจะมีไฟบอกว่าล็อคแล้ว แล้วถ้าจะจัดองค์ประกอบภาพใหม่ก็เลื่อนกล้องเพื่อจัดแล้วกดถ่าย ซึ่งถือว่า Auto Focus ฉลาดและแม่นใช้ได้ เทียบกับรุ่นเก่าๆอื่นๆนี่หลายตัวเราว่าใช้ยาก

ไอ้เจ้า Auto Focus ถ้าจุดที่จะถ่ายเป็นจุดเล็ก เช่นดอกไม้เล็กๆ อันนี้ยากหน่อย เราใช้วิธีเอามือไปวางข้างๆเพื่อให้มันล็อคมืดเราแทน ที่จอด้านบนของกล้องจะบอกว่าระยะที่ล็อคเป็นเท่าไหร่ เช่น 0.5 m. แบบนี้ เราก็ต้องพิจารณาเองว่าถูกมั๊ย อันนี้เป็นจุดที่เราไม่ชอบ เพราะข้อมูลระยะนี่ จะดีมากถ้าอยู่ในช่องมองภาพ เราจะได้กะได้เลย  แต่พอไปอยู่บนจอด้านบนกล้อง เงยไปเงยมา..เละ!! การถ่ายอะไรพวกนี้ต้องเล็งดีๆล่ะ อันนี้เป็นจุดด้อย

วิธีโฟกัส Object เล็กๆ อาจจะต้องใช้มือเป็นตัวล่อ จะได้แม่นๆ
วิธีโฟกัส Object เล็กๆ อาจจะต้องใช้มือเป็นตัวล่อ จะได้แม่นๆ ( ฟิล์ม AGFA CT100 )

อีกระบบที่กล้องให้คือ Manual Focus ที่รุ่นเดิมจะอยู่ในตำแหน่ง EV ปัจจุบัน แต่.. ไม่ใช่ว่าจะหมุนได้เองแล้วรู้ว่าตรงนี้ชัดไม่ชัด มันคือการกะระยะเองนั่นแหล่ะ.. ด้วยความที่กล้องเปลี่ยนตำแหน่งการปรับ Manual Focus จากด้านหน้ากล้องใน Gen แรก มาอยู่ในฟังก์ชั่นที่ต้องกดๆเข้าไปในจอ เราว่ามันไม่ถนัดและเลยดูไม่จำเป็นไปเลย (จริงๆถ้า Manual แบบนี้ก็ค่อนข้างไม่ได้ใช้บ่อยนะ ไม่เหมือนในตัว Contax T2 ที่ Manual จะมีตัวคอนเฟิร์มระยะให้อีกทีด้วย) ประโยชน์นึงที่ใช้ได้แน่ๆคือสมมติเรายืนรอจะถ่ายอะไรสักอย่างที่กำลังเคลื่อนมา เราก็กะระยะรอเลย เช่น 2.5 m. พอสิ่งนั้นมาเราก็กดชัตเตอร์ได้เลยโดยไม่ต้องล็อคโฟกัสอีก

ใช้โหมด Manual Focus คือตั้งระยะที่คิดว่าวัตถุจะเข้ามา กล้องจะไม่หาโฟกัสอีก
ใช้โหมด Manual Focus คือตั้งระยะที่คิดว่าวัตถุจะเข้ามา กล้องจะไม่หาโฟกัสอีก (ฟิล์ม AGFA Vista 200)

และยังเกี่ยวเนื่องไปกับระบบล็อคโฟกัส อีกฟังก์ชั่นที่กล้องมีให้ เราสามารถกดปุ่มล็อคโฟกัสเพื่อให้กล้องวัดระยะ และล็อคระยะนั้นไว้ได้เลย ไม่ต้องล็อคโฟกัสใหม่ อันนี้ก็ดี แต่อย่างที่บอก.. มันควรบอกระยะในจอเลย จะได้ไม่ได้เงยๆก้มๆ

การควบคุมการทำงานของกล้องนี่จะมีจอบนกล้อง และช่องมองภาพ จอบนกล้องสามารถกดตั้งฟังก์ชั่นของกล้องทั้งหมด ซึ่งก็สะดวกดีกับปุ่มหมุนๆที่มือขวา แต่ระบบเราว่ามันลึกเกินไป คือบางอย่างจำเป็นต้องเลือกได้ง่ายกว่านี้ มันดันไปอยู่ซะลึกเลย ทำให้ใช้งานไม่สะดวกในหลายอย่าง

ช่องมองภาพ

IMG_0747

ช่องมองภาพค่อนข้างเล็กไปหน่อย ค่อนข้างอึดอัด แต่ใสดีมองไม่ยาก มีเส้น Frame และจุดโฟกัสให้ปกติ  ข้อมูลในช่องมองภาพมีบอกความเร็วชัตเตอร์และไฟล็อคคอนเฟิร์มจุดโฟกัส เราว่าในช่องมองภาพนี่เฉยๆ เมื่อเทียบกับเจ้าอื่นๆที่เค้าทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้แย่

แต่สำหรับคนที่ไปใช้กล้อง Rangefinder หรือ SLR แล้วมาใช้ Compact นี่อึดอัดนะ คือเราไม่ชัวไงว่ามันโฟกัสตรงไหน แม้ว่ามันจะ Auto Focus ให้แล้ว ค่อนข้างต้องใช้จินตนาการสูง ส่วนตัวเราบอกเลยว่า มันทำให้เราหมดสนุกกับการถ่ายไปเยอะ แต่ก็อย่างที่บอก กล้องประเภทนี้เอาไว้ถ่าย Snap เร็วๆมากกว่าสนุก

แฟลช

แฟลช อันนี้เป็นจุดที่น่าเจ็บใจอีกจุด คือใน Gen แรก พี่แกมีปุ่มแยกออกมา ซึ่งเหมือนชาวบ้านชาวช่อง เพื่อให้เปิดปิดได้ง่ายๆ ปรากฏ..รุ่นนี้แกมีอะไรดลใจก็ไม่รู้ จับแฟลชไปอยู่ในฟังก์ชั่นที่ลึกพอสมควร ทำให้ถ้าตัดสินใจจะใช้แฟลชมันจะค่อนข้างลำบาก ไม่ทันกินแน่นอน คาดว่าน่าจะมีปัญหาจาก Gen แรกที่คนบ่นว่าแฟลชมันต้องคอยปิดทุกครั้งที่เปิดกล้องใหม่ (ในรุ่นนี้มีระบบความจำ setting ต่างๆได้แล้ว ) แต่ก็นั่นแหล่ะ.. ไม่ใช่ว่าคนจะไม่อยากใช้แฟลชเลยสักหน่อย..

สรุปส่งท้าย

เหมาะมากกับ Street Photo ในทุกสถานการณ์
เหมาะมากกับ Street Photo ในทุกสถานการณ์ (ฟิล์ม Kodak Super Gold 400)

หลังจากการถ่ายมาหลายต่อหลายม้วน เราค่อนข้างประทับใจกับคุณภาพนะ เลนส์ Fujifilm ตัวนี้เป็นต้นทางของเลนส์ EBC ที่ Fujifilm ใช้กับกล้องดิจิตอลปัจจุบัน (ตระกูล XF ทั้งหลาย) ที่ตอนนี้เลนส์แกก็ขึ้นชื่อว่าเจ๋งแหล่ะ ทำให้ภาพที่ได้นี่เราหายห่วงเลย คมและ Contrast ดี มิติอาจจะแบนไปนิดหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหานี้จะเป็นกับกล้องคอมแพคทุกตัว แม้แต่ตัวเทพๆอย่าง Contax T3 เราว่าสูสีกัน  แต่ถือว่าชอบแล้ว Snap เร็วแล้วได้ภาพขนาดนี้ เจ๋ง หรือจะตั้งใจถ่ายก็ออกมาดีขึ้นไปได้อีก

จุดที่เราติดอีกจุดคือความเป็น Electronic Shutter ซึ่งเราไม่ชินกับกล้องพวกนี้สักตัว เวลากดชัตเตอร์เราจะไม่รู้จังหวะว่ามันถ่ายเสร็จยังวะ? ถ้าเป็นกลไก มันจะรู้สึกได้ ยิ่งความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เราจะรู้ว่าจังหวะนี้ต้องยึดกล้องนิางๆจนชัตเตอร์หมดช่วงอะไรแบบนี้ ผลก็คือ.. เวลาถ่ายความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เราจะพลาดประจำ ยังไม่ชินสักที..

สำหรับใครที่สนใจ Fujifilm Klasse S นะ ส่วนใหญ่คือจะมีขายร้านในญี่ปุ่น ลองมองหาดู ราคามือสองประมาณ 12,000 – 14,000 บ. แล้วแต่สภาพและอุปกรณ์ที่มีมา ถ้ามือ 1 หาได้ในร้านใหญ่ๆที่ญี่ปุ่น ราคาก็จะสูงกว่าหน่อย ประมาณ 2หมื่นกว่าๆ ซึ่งถือว่าคุ้มค่านะ สำหรับเรา

 

ให้คะแนนสักหน่อย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★☆
( หน้าตาดีมีชาติตระกูลในระดับพระรอง )

วัสดุ // ★★★★★
(ไม่ธรรมดา ความเนี๊ยบของวัสดุและการประกอบ สมกับญี่ปุ่น)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★☆
(คมเหลือร้าย Contrast ดีเยี่ยม มิติแบนไปนิด แต่รับได้)

ฟังก์ชั่น // ★★★★☆
( ครบเครื่อง ติดแค่บางอย่างที่น่าหงุดหงิด )

คุ้มค่า? // ★★★★☆
( ราคาดีที่สุดในบรรดาพรีเมี่ยมคอมแพค )

 

 

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

Advertisements

9 Comments Add yours

  1. Vasu Malasal says:

    แล้วเทียบกับ Ricoh Gr1 หล่ะครับเห็นคุณซื้อ gr1 มาใช้แป๊ปนึ่งแล้วก็ขายออกไป

    1. ไม่ค่อยชอบ Gr1 ด้วยว่าโฟกัสมันยังไม่ค่อยฉลาดครับ ทำให้โฟกัสยากๆจะไม่ได้อย่างใจ ถ้าถ่าย Landscape ไม่มีปัญหาครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s