Site icon // a r t y t ' s b l o g : บ ล็ อ ก ข อ ง อ า ทิ ต ย์ //

15 วัน ทริปถ่ายรูปโตเกียวอันแสนน่าเบื่อ

Advertisements

นานๆจะได้เขียนบล็อกเป็นเรื่องเที่ยวๆสักที  จริงๆมีทริปญี่ปุ่นที่ไปมาปีก่อนโน้น ขับรถไปซะ 1,600 กิโลฯรอบเกาะ (มีไปเกาะแมวในตำนานด้วย) เรื่องเล่าเยอะเลย แต่…ผ่านไปปีกว่า ก็ไม่ได้เขียน ดองกันต่อไปจนจะลืมหมดแล้ว แก่แล้วสมงสมองเสื่อมหมด ส่วนทริปปีใหม่ที่ผ่านมานี่ ก็ขอสักหน่อยละกันนะ ก่อนที่ความจำจะหายไป (จริงๆคุณภรรยาจดไว้ให้ 55) ไอ้ทริปนี้ มันก็ไม่ได้วิเศษอะไร การไปโตเกียวนี่คนไทยไปกันอย่างกับไปเชียงใหม่  เราแพลนทริปนี้ (อย่าเรียกว่าแพลนเลย เรียกว่าจองเฉยๆละกัน) ล่วงหน้าสัก 3-4 เดือน ด้วยความที่ปลายปีทุกปีจะหาที่เบรคๆกันกับคุณภรรยา แต่คือนึกไม่ออกด้วยความยุ่งๆจากงาน ก็เลยเอาที่คิดว่าสะดวก ไม่ต้องคิดเยอะ ไปตายเอาดาบหน้าได้ เมื่อจองเสร็จก็หันมามองหน้ากัน… ไปทำไมวะ 555

วันที่เดินทางนี่คือวันนั้นทำงานกันทั้งวันเลย ก่อนจะบินนี่ยังทำอยู่เลย เรียกแท๊กซี่ไปสนามบินนั่นแหล่ะถึงแบบ..เฮ้ย ไปๆ ไม่ทันแล้วมึ๊งงง..

จริงๆบล็อกนี่อยากจะเล่าเรื่องถ่ายรูปมากกว่านะ (มันคือทริปแห่งการเทสฟิล์มเกือบ 40 ม้วน) แต่แม่งเลือกไม่ถูกจะพูดอะไร เล่าปนกันเละเทะเลยละกัน พูดเกริ่นถึงเรื่องกล้องเล็กน้อย คือด้วยความที่ตัดสินใจไม่ได้ กล้อง medium format ก็อยากเอาไป แต่ก็เปลืองฟิล์มไป เอากล้อง 35mm ไปถ่ายฟิล์มสีสักตัว เอ๊ะ.. แต่เราต้องเอาฟิล์มขาวดำไปเทสเยอะเลย (คนขายฟิล์มก็เงี้ย ต้องเทสให้ลูกค้าเค้าดูด้วย) เอาไปตัวเล็กๆอีกสักตัวละกันวะ..สุดท้ายจบที่แบกกล้องไป 3 ตัว.. เอาฟิล์มไปประมาณ 40 ม้วนได้ ยัดใส่เป้กล้องใบใหญ่ ไอ้ตอนขึ้นเครื่องน่ะ ไม่รู้สึกหรอก ไปรู้สึกเอาไอ้ตอนเริ่มเดิน อื้อหือ… ในใจก็คิด มึงต้องแบกแบบนี้อีก 14 วันน่ะ

วันที่ 23 ธันวา การเดินทางวันแรกยาวนานมาก ด้วยความประหยัด ก็ขึ้นเครื่องไอ้ไฟล์ทประเภทต่อแล้วต่ออีก (นั่งไปลงกวางโจวแล้วค่อยมาลงโตเกียว) แถมที่พักเราก็เลือกที่มันห่างไกลความเจริญที่สุด ด้วยความที่เราเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวาย (แต่เสือกเลือกไปโตเกียว) ก็เลยเลือกไปโน่นนน Kawasaki ซึ่งเป็นชานๆเมืองโตเกียวหน่อย ดังนั้นกว่าจะไปถึงก็สิริรวม 12 ชั่วโมง! นึกว่าไปยุโรป…

ไอ้ตอนลงสถานีรถไฟใกล้ที่พักนะ  ที่พักนี่ต้องเดินขึ้นเนินสูงความชันราวๆ 60 องศา พร้อมอากาศราวๆ 7 องศา ก็แบกไอ้เป้นั่นน่ะ แถมด้วยกระเป๋าลากขึ้นไปสัก 200 เมตรเห็นจะได้ ในใจก็คิด “กูไม่น่าเลยๆ” ไปด้วย

เราไปถึงวันแรกเป็นช่วงหัวค่ำพอดี ที่พักเป็นอพาร์ทเม้นต์ที่เจ้าของปล่อยให้เช่า เจ้าของนี่แกเปิดเป็นโรงเรียนสอนโยคะนะ แกชื่อ มากาเร็ต เป็นคนนิวซีแลนด์ แต่มาอยู่ญี่ปุ่นนานมาก (แกไม่ยอมบอก บอกว่าเป็น Secret!) ประเด็นคือ เราบอกว่าแกเป็นครูสอนโยคะ เปิดโรงเรียนสอนโยคะ คนก็คงจินตนาการไปว่าต้องดูสุขภาพดี ผอม เต่งตึงอะไรแบบนี้

ตัดมาภาพจริง .. หญิงฝรั่งวัยสัก 50 กว่าๆ ผมกระเซิง ดูนอนดึก ดูสูบบุหรี่ ท้วมๆและไม่มีอะไรในบ้านที่ดูสุขภาพดี ที่สำคัญ แกมักจะโม้ว่า “โรงเรียนโยคะที่ญี่ปุ่นนี่นะ ไม่ใช่ของแท้กันเท่าไหร่ ต้องของฉันนี่ หลักสูตรโยคะจริงๆ” … จริงงงเหรอวะ..

เอาเป็นว่าที่พักนี่ค่อนข้างโอเคอยู่ เป็นบ้านหลังใหญ่มาก หน้าตาคล้ายๆ Studio Ghibbli มีห้องพักสัก 7 ห้องเห็นจะได้ ซึ่งไม่ใช่บ้านของมากาเร็ตหรอก แกเช่าเอาเหมือนกัน วันที่ไปพักมีแต่วัยรุ่นสาวๆ ประมาณมาจากเกาหลี สิงคโปร์ หนุ่มบ้างปนๆ แต่หนุ่มนี่ดูติ๋มๆหน่อย

คืนแรกผ่านไป เช้าวันต่อมาเราไปเดินซื้อของที่จำเป็นซะตั้งแต่วันแรกเลย ส่วนตัวเราไม่ชอบช้อปปิ้ง ก็เลยพยายามซื้อของต่างๆที่คิดว่ามาญี่ปุ่นเพื่อซื้ออยู่แล้ว (คือชอบซื้อของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หาไม่ได้ในไทย ไม่ได้กระแดะนะ..แต่ของญี่ปุ่นที่ใช้มันดีและถูก) ก็ซื้อให้มันจบๆ วันต่อไปจะได้เดินเที่ยวลูกเดียว

มุมจากหน้าต่างห้องพัก ใช้กล้องป๊อกแป๊กใช้แล้วทิ้งถ่ายมา
สถานีแถวที่พัก
สนามเด็กเล่นแถวที่พัก
แถวที่พักนี่เด็กเยอะมาก เพราะเป็นโรงเรียนล้อมรอบเลย

วันต่อมา ว่าจะไปในเมือง แต่ด้วยความขี้เกียจ เลยชวนกันลงกลางทาง เราลองลงไปเดินเล่นสถานีแถวบ้าน เพราะเล็งๆไว้แล้วว่าวิวดี มีแม่น้ำ มีสนาม มีที่โล่ง เราชอบวิวแบบนี้มาก และรอบโตเกียวก็มีวิวแบบนี้ทั่วๆไป ประกอบกับวันนี้ฟ้าโปร่งดี แสงสวย เหมาะกับการเดินถ่ายรูปเล่นเป็นอย่างมาก

กว่าจะเราได้เดินเที่ยวไปในเมืองจริงจังก็นั่นล่ะ วันคริสมาสต์พอดี เราตั้งใจไปดูงานโชว์ภาพของ ลุง Nobuyoshi Araki คือแกเป็นช่างภาพระดับตำนานของญี่ปุ่น ถ่ายมาตั้งแต่ยุค ’60s โน่นเลย แต่แกถ่ายนู้ดเป็นหลัก (ลุคแกดูเป็นคนหื่นระดับตำนานเลยทีเดียว) โปรเจคแกกริ๊บเกร๋ๆนะ ถ้าไม่มองเรื่องความโป๊ (บางอันก็ติสเกินเข้าใจ) เราชอบงานที่แกถ่ายกะเมียแก เล่าเรื่องชีวิตแต่งงาน ยันเมียแกตายไป อันนั้นนี่เราชอบมาก ส่วนงานนี้แสดงอยู่ที่ Shishado Gallery คือการไปเที่ยวอย่างไม่มีแพลนนี่มันดีอย่างที่ ดูเรื่อยเปื่อย สบายๆ ไม่ดีอย่างคือบางทีก็รู้สึก แม่งกูมาทำอะไรวะเนี่ย

สุดท้ายได้ไปดูงาน The World of Tim Burton งาน Exhibition ครั้งแรกของ Tim Burton ที่โชว์ผลงานการวาดต่างๆของน้าแก เรานี่ก็บังเอิญมาก เดินๆไปเจอที่ Mori Arts Center เสร็จเลย ต่อคิวไปเกือบชั่วโมง แต่คุ้มค่ามากกกก การที่ได้เห็นงาน Drawing จริงๆ ลายเส้นจริงๆ ไอเดียแรกของทุกสิ่งของแกนี่คือสุด!  คือส่วนตัวชอบแกมาตั้งแต่เด็กๆ หนังสือแกนี่ก็ชอบมาก เด็กชายหอยนางรม มีทั้งฉบับอังกฤษทั้งไทยเก็บไว้เลย

หลังจากดูเสร็จแม่งเหนื่อยมากกกกก ทั้งรอทั้งเดินมาเกิน 3 ชั่วโมง แต่หาของกินไม่ได้อีก… ชีวิตบัดซบมาก กะว่าเดินเจออะไรก็กินเลย สุดท้ายจบที่ข้าวหน้าเนื้อ Sukiya

กว่าจะตั้งตัวได้ก็คิดว่า เฮ้ย ต้องไปไหนที่ครีเอทๆหน่อย ก็ค้นกูเกิ้ลอย่างจริงจัง จนพบว่าโตเกียวเนี่ยนะ เค้ามีเกาะที่อยู่ในเขตการปกครองเยอะเลย อยู่ห่างออกไปพอสมควร ไอ้เกาะที่ไกลสุดนี่ต้องนั่งเครื่องบินไปประมาณชั่วโมงนึง ต่อเฮลิคอปเตอร์อีกยี่สิบนาที เฮ้ย!เจ๋งง เราก็อุตส่าห์อีเมลไปที่สำนักงานดูแลเกาะ ปรากฏว่า เค้าก็ตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษนะว่า “มึงอย่ามาเลย แม่งเดินทางยากช่วงนี้” โอเค..จบ

แพลนเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากเกาะที่ไกลที่สุด เป็นเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน นั่นคือเกาะ Oshima เป็นเกาะภูเขาไฟที่นั่งเรือไปราวๆ 110 กิโล และภูเขาไฟเคยระเบิดเมื่อตอนปี 1987 ด้วยนะ เออ..น่าสนๆ เดินทางไม่ยาก

ประเด็นก็คือ จองยังไงวะ.. รบกวนถึงมากาเร็ต แกบอกว่า เฮ้ยเดี๋ยวจัดการให้  ว่าแล้วมากาเร็ตก็ค้นกูเกิ้ลเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมกดโทรไปตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งดูจากเวบแล้ว.. คงทำเองไม่ได้แน่ๆ เพราะอ่านไม่ออกสักตัว ภาพก็ไม่มี

การที่ฟังฝรั่งที่เป็นครูสอนโยคะ หน้าตาดูอดนอน แล้วพูดภาษาญี่ปุ่นได้นี่มันว่าพิศวงมาก ระหว่างการสนทนา เราพยายามบอกความต้องการของเราไปด้วย เช่น เฮ้ย อาหารมันหากินยังไงน่ะ ขอเช่ารถนะ คงไม่มีการเดินทางง่ายๆบนนั้น ฯลฯ ซึ่งมากาเร็ตก็เป็นธุระจัดหาให้ โดยการคุยกับเจ้าของโรงแรม

มากาเร็ตบอกว่า เจ้าของโรงแรมเป็นคุณป้าที่เป็นคนพื้นเมืองที่นั่น แกก็ช่วยเป็นธุระจัดการรถ รวมถึงอาหารการกินไว้ให้เรียบร้อย ดีมากจริงๆ เราต้องขอบคุณมากาเร็ตอย่างยิ่งยวด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาจอง

ก่อนจะถึงวันที่ได้ไป เราก็เตร็ดเตร่อยู่ในโตเกียวแบบมั่วซั่ว ซึ่งก็ดีมากนะ เห็นอะไรเงียบๆกูเดินหมด ชิวๆ ไปเดินริมแม่น้ำแถวบ้าน ไปเดิน shimokitasawa (คูลๆชิคๆเล็กน้อย) ไปเดิน Cat Street คุณภรรยาไปช้อปร้านพวกดีไซน์เนอร์ที่ฉันไม่รู้จักเลย ชื่อ Natale Lete อะไรเนี่ย ไปย่านหนังสือเก่าอย่าง Jimbocho อะไรเทือกๆนั้น เดินกันไปเพลินๆ


28 ธันวา คือวันเดินทางไปเกาะ เราต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรืออันห่างไกลตัวเมือง ชื่อว่า Takeshiba คือออกกันแต่เช้าอ่ะ ตื่น 6 โมง กว่าจะถึงสถานี เป็นสถานีที่ให้ความรู้สึกเหมือนกูนั่งอยู่สายใต้ใหม่ยังไงบอกไม่ถูก และแน่นอน.. ทุกอย่างไม่มีภาษาอื่นเจือปนนอกจากญี่ปุ่น ทุกคนล้วนดูเป็นมนุษย์ญี่ปุ่นธรรมดาสามัญที่ไม่ได้เดินตามชิบูย่า บ้านมากทีเดียว

เรานั่งเรือ Speed Boat ไปใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงไปที่เกาะ Oshima ลงปุ๊ป อืมมม อากาศดี .. แล้วไงต่อ.. เดินไปที่ Tourist Info. ซึ่งแน่นอน.. ไม่มีภาษาอื่นเลยนอกจากญี่ปุ่น เมื่อเดินเข้าไป หญิงสาวหน้าตาจุ๋มจิ๋มมาต้อนรับ และแน่นอน.. ครับ.. ภาษาใบ้ไปมาอยู่พักใหญ่ ใจความจริงๆคือต้องการรู้ว่า เฮ้ย..โรงแรมนี่อยู่ไหน กับ รถเช่าอยู่ที่ไหน คุยกันราวๆ 15 นาที สรุปคือที่เช่ารถอยู่ซ้ายมือกูนี่แหล่ะ และโรงแรมคืออยู่ติดกันอีก 2 หลัง … ขอบคุณครับ

แม้ว่าจะใช้ภาษาใบ้ คนที่นั่นก็อธิบายให้เราก็จับใจความได้ว่า พวกมึงสองคนนะ ควรจะต้องขับรถไปดูภูเขาไฟเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะพรุ่งนี้ฝนจะตกหนักทั้งวัน และวันนี้อากาศจะดี ลมอาจจะแรงหน่อย ( เชรด ที่บ้านนี่ไม่เคยมีใครพยากรณ์ให้ได้อย่างงี้เลยว่ะ )

เราจึงรีบเข้าไปเก็บของที่โรงแรม อ่อ เดี๋ยวๆ.. ขาดช็อตเด็ดไปนิด รถเช่าครับ รถเช่าที่แม่งอยู่ซ้ายมือนี่แหล่ะ เดินไปรับ ก็มีหญิงสาวออกมารับ หน้าตาดีมาก ยังกะนางแบบเลย แต่… ตามนั้น คุยกันไม่รู้เรื่องเลย สักพักก็มีลุงอีกคนขับรถมาจอด แล้วก็เรียกให้เดินไปอีกฟากถนน

เดินไปถึงแกก็เอาอะไรให้เซ็นต์โน่นนั่นนี่ ที่อาจจะเป็นสัญญาซื้อขายมนุษย์ก็ได้ แต่คือก็ต้องเซ็นต์ไป อ่านไม่ออกเลย

การบริการระดับเวิร์ลคลาสของญี่ปุ่นมีทุกอณู แม้ห่างไกลความเจริญ คุณลุงนี่แกก็เช่นกัน โค้งแล้วโค้งอีก แกก็พูดอะไรไปเรื่อย กูก็ไฮ้ๆ ไปเรื่อยๆ ให้จบๆไปสักที… (แต่คือน่ารักมากนะ อยากฟังออก)

ตัดกลับไปที่โรงแรม ซึ่งเราขับรถไปอีก…. 30 เมตร ก็จอด เอากระเป๋าไปเก็บ เราชอบโรงแรมนี้มาก อินดี้สุดๆ เหมือนตึกสมัยเราเด็กๆอ่ะ สัก 4 ชั้นนะ ริมทะเลเลย มีคุณป้าออกมาต้อนรับ น่ารักมาก ยิ้มให้จริงจัง แล้วแกก็พูดว่า …. @#$#@$# นั่นล่ะครับ … เอาเป็นว่าเราฝากกระเป๋าไว้นะ จะไปเที่ยวก่อน

ถ่ายกับคุณป้าเจ้าของ

เราต้องทำเวลาหน่อย ขับไปภูเขาไฟให้เร็วที่สุด เดี๋ยวจะมืดเอา ก่อนจะออกจากโรงแรม ป้าแกก็ถามว่า.. “ดินนอๆ” เฮ้ย รู้เรื่องเว้ยๆ ทำมือใส่ไปว่า “7” โอวๆเยี่ยม  มื้อค่ำรอดตายแล้ว

ทางระหว่างโรงแรมไปภูเขาไฟ Mihara ไม่ไกลมาก เพราะเกาะมันเล็กมาก ขับรอบๆเกาะนี่ระยะทางประมาณ 50 กิโลได้ แต่ขับขึ้นไปภูเขาไฟนี่ก็สัก 30 กิโลได้มั้งนะ ใช้เวลาแป๊ปเดียวแหล่ะ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึง

ที่ลานจอดรถนี่เรียกว่าเงียบมาก แต่วิวสวย เรามาด้วยความหิวโซกันมาก กะว่าต้องมีอะไรกินกันบ้าง แต่ทุกอย่างช่างดูร้างว่างเปล่า มีร้านที่คาดว่าคงเป็นร้านของชำร่วย แต่มันดูเก่าอย่างกับอยู่ในอิคิวซัง พอเปิดเข้าไปก็มีคุณป้ากำลังทำโซบะ อ่า… รอดตาย

บรรยากาศร้านนี่โบราณได้ใจ ทุกอย่างเหมือนถูกหยุดไว้สัก 40 ปี ไม่ว่าจะที่นั่งประหนึ่งโรงอาหารโรงเรียน หรือของประดับร้านต่างๆ แต่วิวดีมาก มองออกไปเป็นภูเขาฟูจิอยู่ไกลโพ้นโน่นเลย แม้ว่าอาหารจะไม่ได้อร่อย แต่ก็ดีกว่าไม่ได้กินนะ รอดตายไปอีกมื้อ

เส้นทางการเดินไปภูเขาไฟมีหลายเส้นมาก ด้วยระยะเวลา เราคงต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก็อ่านไม่ออกเลย เดาเอาลูกเดียว เราเลือกเดินตรงๆไปนี่แหล่ะ สวยมาก เหมือนเดินกลางทะเลทรายกลางอเมริกา (ซึ่งไม่เคยไป) อากาศก็ดี วิวแห้งๆแล้งๆแต่กิ๊บเก๋ เดินถ่ายรูปไม่หยุดแบบบ้านนอกเข้ากรุงเลย วิญญาณ Tourist สุดๆ

แม้ว่าจะดูไกลมาก แต่เดินจริงๆก็.. ไกลมากอยู่ดี ยิ่งตอนเดินขึ้นภูเขาเนี่ย ขาลากเลย ลมก็แรงมาก เย็นเจี๊ยบๆเลย ระหว่างทางจะมีป้ายอธิบายพื้นที่ต่างๆ น่าสนใจมาก คือมันเป็นพื้นที่ที่ลาวาทับทั้งหมด ดินก็เลยเป็นดำๆปกคลุมไปด้วยลาวา บางจุดคือเห็นเลยว่าลาวามันไหลไปกองกันสูงท่วมหัวประมาณ 5 เมตรได้

ระหว่างทางก็มีลูกเด็กเล็กแดง คนแก่อะไรงี้เดินสวนกันบ้าง แข็งแรงมากนะคนประเทศนี้ เด็กๆไม่มีให้อุ้มอะไรหรอก เดินเอง เดินขึ้นภูเขา มีลูกเราจะฝึกให้มันเดินขึ้นภูเขาแบบนี้ แข็งแรงดี

การขึ้นไปถึงบนปากปล่องภูเขาไฟได้นี่มันฟินมากจริงๆ นอกจากวิวดี เห็นไกลไปถึงฟูจิโน่นเลยนะ ลมแรงมาก อากาศดีมาก รู้สึกดีใจที่ตัดสินใจมาถึงนี่ได้ ไม่งั้นคงเป็นทริปที่เรื่อยเปื่อยอย่างหนักเลย 555

หลังจากเที่ยวกันเรียบร้อย พอกลับมาถึงโรงแรม..โหห้องนี่เตรียมให้เรียบร้อยเลยป้าแกนี่สุดๆ น่านอนมาก อุ่นสบาย อาบน้ำเสร็จลงไปกินข้าว โห..อาหารเพียบพร้อม มาเป็นเซ็ตฟูจิเลยทีเดียว ชีวิตดี แม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม

29 ธันวา วันที่สองบนเกาะ อย่างที่ทุกคนว่าไว้ ฝนตกกันแต่เช้า ลมแรงหนาวมาก เราไม่รู้จะทำอะไร เลยขับรถเล่นรอบเกาะเอา รถไม่มี ฟ้าครื้มๆ ลมแรง ฝนตก นี่มันฉากหนังสยองขวัญชัดๆ แต่ก็สวยไปอีกแบบ ไม่มีอะไรจะเล่า.. 555  คือเป็นวันที่ขับรถถ่ายรูปรอบเกาะ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ เจอบ้านใครเงียบๆก็แอบเข้าไปถ่าย เจอโรงเรียนร้าง (ของโปรดเลย ไอ้ประเภทอะไรร้างๆเนี่ย) แฮปปี้มากไอ้สองคนนี้ เดินถ่ายรูปสบายเลย




30 ธันวา วันที่สามบนเกาะ วันนี้อากาศโอเคแล้ว แต่คือจะกลับแล้วไง มีเวลานิดหน่อย เลยไปเดินตามหมู่บ้านชาวประมงบ้าง ไปหาเส้นทางที่เดินขึ้นภูเขาไฟอีกทางนึงบ้าง มั่วๆไป เออ..เจอเว้ย อยู่หลังโรงแรมอะไรสักอย่าง สวยมากกก.. เดินกันไปเรื่อยๆ คิดว่าสบ๊ายย เดินมาเยอะแล้ว เดินไปสักชั่วโมง เฮ้ย.. ไม่ถึงไหนเลยว่ะ เจอพี่ญี่ปุ่นสองคน แบกกล้อง Large Format พร้อมกระจกบานใหญ่มาตั้งกลางทุ่ง เต็มที่มาก ยังกะจะถ่ายแฟชั่น แต่ป่าวนะ คือแกถ่าย Landscape จริงจังดี เราชอบ ประเทศนี้อาร์ทตัวจริง มาซะไกลขนาดนี้ เจอกล้องฟิล์มระดับ Medium Format กะ Large Format สองคนแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ




หลังจากเดินไปไม่ถึงไหน ก็เลยหันหลังกลับกันดีกว่า ไม่น่าจะรอด เดี๋ยวจะตกเรือกัน ถือเป็นการจบทริป และเดินทางกลับโตเกียวที่ค่อนข้างสะบักสะบอมพอสมควร (ไม่ต้องพูดถึงว่าต้องนั่งเรือกลับ นั่งรถไฟฟ้ากลับ เดินขึ้นเนิน 60 องศา กว่าจะถึงที่พัก… เป็นลม)

มาถึงฝั่ง พอดีใกล้กับโตเกียวทาวเวอร์ ยังมีกะจิตกะใจถ่ายรูปอีกนะ

31 ธันวา ข้ามๆๆ  เป็นวันสิ้นปีที่เรื่อยเปื่อยมาก เดินดูเมืองกันไร้ทิศทาง แถมจบวันด้วยการ Count Down ร้านแถว Shinjuku ที่ไม่อร่อยและแพง 555

1 มกรา ยังเรื่อยเปื่อยกันต่อไป เรากางแผนที่ดูว่าแถวที่พักมีสวนอะไรให้เดินบ้าง หลังจากเล็งๆแล้วก็เดินออกไปกัน ประเด็นอยู่ที่.. วันปีใหม่ คนญี่ปุ่นหยุดหมด!! หยุดหมดหมายถึง ร้านข้าวด้วย … ชิบหายและ.. คือภาวนาว่าเจออะไรก็กินว่างั้นเลย

กว่าจะหาอะไรกินได้ เดินๆๆไปสวนที่ว่าใกล้บ้าน ปรากฎคือไม่ได้ใกล้จริงว่ะ ไกลนะ.. เดินไปเป็นแถบแฟลชดินแดง คือช่างรกและเยิน (ปกติเราจะเห็นบ้านเมืองสะอาด เก็บของเป็นระเบียบ แต่ไม่ใช่แถวนี้) ซึ่ง.. เราชอบนะ มันจริงมาก หลังแฟลชปลูกผักขายด้วย

วันนี้อากาศหนาวมาก เดินไปเดินมา อ่าวว หิมะตก.. เฮ้ย โตเกียวมันไม่สมควรจะตกนะ ตกไปตกมา ตกหนักอีกต่างหาก ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี

เราเดินมาถึงสวนที่ว่าไว้ ปรากฏ…ไม่ใช่สวนว่ะ แต่เป็นสุสาน.. และโชคดีที่เป็นวันที่ครอบครัวคนญี่ปุ่นจะมารวมตัวกันไหว้บรรพบุรุษ เสมือนเชงเม้ง เลยได้เดินดูชีวิตคนที่นี่กัน แม้ว่าจะหนาวไปหน่อย แต่วิวสวย มี movement ของคน บางครอบครัวดูๆก็คงนานๆมาเจอกันที น่ารักมาก เจอเสร็จก็แยกย้ายกันไป

จบไปอีกหนึ่งวัน…(จบวันด้วยซูชิสายพานราคาถูก แต่อร่อยนะ ประหนึ่งร้านชายสี่หมี่เกี๊ยวก็ไม่ปาน)

วันที่ 2 มกรา เราเริ่มหาทางไปชานๆเมืองโตเกียวเอา เช่นไปทางทิศตะวันออกเลย หรือตะวันตกเลย โดยใช้คีย์เวิร์ดว่า “Showa Era” หรือ “Showa Retro” อะไรประมาณนี้ เพราะเราเป็นคนที่ชอบญี่ปุ่นยุคตอนเราเด็กๆ ’70s ’80s มันมีเสน่ห์ มีผลต่อการเจริญเติบโตของเรา เราอยากเห็นบ้านเมืองที่มันยังอยู่ในยุคนั้นอยู่ ซึ่งถามใครก็ไม่มีใครเข้าใจ

หลังจากการกูเกิ้ลไป ก็ได้สองที่ที่คิดว่าเหมาะจะไป นั่นคือ Shibamata และ Ome แต่จากการไล่เรียงดูแล้ว เราควรจะไปที่ Shibamata ก่อน เพราะเค้าจะมี Walking Street ในช่วงวันหยุด

เจ้า Shibamata นี่มันน่าไปเที่ยวยังไง? คือเมืองนี้อยู่ทางตะวันออกของโตเกียว นั่งออกไปสักชั่วโมงนึงได้นะ ที่นี่ เป็นเมืองในฉากหนังซีรี่ย์อมตะนิรันทร์กาลของคนญี่ปุ่น นั่นคือ Tora-san

Tora-san เป็นขวัญใจของคนญี่ปุ่นสมัยก่อน เด็กรุ่นใหม่น่าจะไม่เก็ตนะเราว่า เค้าฉายตั้งแต่ปี 1968 ยาวมาถึงปี 1995 ถือว่ายาวนานมากๆ ที่ Tora-san เป็นขวัญใจคนญี่ปุ่นเพราะด้วยคาแรคเตอร์และเรื่องราวที่น่ารัก ตลกปนเศร้า ว่าด้วยหนุ่มเซลส์แมนขายหนังสือหน้าตาไม่หล่อ อกหักรักคุดตลอด ด้วยความที่เป็นคนซื่อ จริงใจ ตลก ก็เลยกลายเป็นคาแรกเตอร์อันเป็นที่รักมายาวนาน จะว่าไปก็คงคล้ายๆ “บุญชู” บ้านเรานี่แหล่ะ (เด็กจะรู้จักมั๊ยล่ะมึ๊งง)

Tora-san เลยกลายเป็นศูนย์กลางจิตใจของคนญี่ปุ่นในยุคนั้นก็ว่าได้ เหมือนการได้ออกไปดูหนังเรื่องนี้ มันเป็นความสุขร่วมกันในครอบครัว ที่สถานี Shibamata เมื่อลงปุ๊ป.. ก็จะเห็นรูปปั้น Tora-san ยืนอยู่เลย ซึ่งวันที่เราไปนี่คนเยอะมาก เป็นคนญี่ปุ่นที่มาจากที่ต่างๆ มาถึงก็จะมายืนถ่ายรูปกับรูปปั้นกันใหญ่ น่ารักมาก เราชอบปฏิกิริยาของป้าๆลุงๆที่เห็นรูปปั้น Tora-san มาแต่ไกล ก็ชี้ๆแล้วรีบเข้ามา พร้อมพูดมาตลอดทางว่า “Tora-san” อะไรแบบนี้ ดูอบอุ่นมาก

วันหยุดนี้จะมี Walking Street ที่เต็มไปด้วยอาหาร ของกินต่างๆ แบบงานวัดบ้านเรานั่นแหล่ะนะ ไม่ใช่ว่าจะอาหารอร่อยอะไรหรอก แต่ได้อารมณ์บ้านๆดี (แต่ราคาก็ไม่ได้บ้านตามเท่าไหร่) เราเดินดูคน ดูเมือง ดูวัด ก็สนุกดีแล้ว ชอบคนที่มา ดูไม่เมืองเลย และดูมีความสุขแบบครอบครัวๆกัน คงเป็นเพราะช่วงปีใหม่พอดีด้วย คนก็เลยเยอะเข้าไปอีก


เราเดินเลยไปจนถึงริมน้ำ ตรงนี้ดีงามมาก เป็นสนามกว้างๆ ซึ่งที่แบบนี้มีทั่วไปรอบๆโตเกียว วันนี้เต็มไปด้วยครอบครัวมาพักผ่อน เราเดินถ่ายรูปสนุกเลย แฮปปี้มากๆ อากาศดีสุดๆ

เอิ่ม..เล่าอะไรต่อดี ตัดจบๆ 555

วันที่ 3 วันนี้ เป็นวันที่จะออกไปนอกเมืองอีกแล้ว เป็นสถานีที่ดูห่างไกลโตเกียวพอสมควร ไปทางทิศตะวันตกออกเหนือๆนิดๆ ชื่อว่าสถานี Ome เราค้นมาว่าที่นี่เป็นเมืองที่ Set ขึ้นมาให้ได้บรรยากาศแบบ Showa ประหนึ่งเพลินวานอะไรแบบนั้น แต่คือทำทั้งเมืองเลย ตอนแรกก็คิดว่าไม่ไกล แต่เอาเข้าจริงๆเรานั่งรถไฟฟ้าจากสถานีแถวที่พัก ออกไปตั้งชั่วโมงครึ่ง แปลว่าถ้านั่งจาก Center ของโตเกียวเลยก็ตั้งเกือบ 3 ชั่วโมง!

ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าไปนี่ จะสังเกตได้เลยว่ามีแต่คนแก่ๆแต่งชุดเหมือนเดินเขาหรือเล่นสกีอะไรแบบนั้น เพราะวันหยุดนี่คนแก่ๆจะชอบไปออกกำลังกัน โดนเฉพาะเดินขึ้นเขา และสถานีที่เราจะไปก็น่าเดินเล่นเอามากๆ

พอลงจากสถานี บรรยากาศ Retro นี่ลอยมาเลย การตกแต่งด้วยป้ายต่างๆ นี่มันเพลินวานแบบญี่ปุ่นชัดๆ (ซึ่งจริงๆเราก็ไม่ค่อชอบเพลินวานนะ มันเฟคๆไป) แต่ประเด็นคือเมืองเงียบมากกกก เพราะวันนี้วันหยุด (อีกแล้ว..) คือเรานี่ไม่เข็ดตั้งแต่ปีก่อนที่มาช่วงนี้ คนเค้าหยุดกัน จะหาอะไรกินอร่อยๆ หรือไปเที่ยวอะไรไม่ได้เลย เฉกเช่นที่นี่ หนักข้อกว่าคือ เมืองเล็กและเงียบมาก ร้านอาหารซึ่งก็น้อยอยู่แล้ว ปิด….  T T

เราเดินอย่างมั่วซั่วมาก เพราะแผนที่มันก็ไม่ได้บอกอะไร (คืออ่านไม่ออกนั่นแหล่ะ) ก็เลยเดินไปเดินมา จนไปเจอวัดเล็กๆ เห็นคนมาไหว้กัน เราชอบที่ที่มันไม่มีคนนะ ดูสายตาคนแถวนั้นมองเราว่า มึงมาจากไหนวะ อะไรแบบนี้ แปลกดี

คนที่วัดเค้าจะเอาน้ำอะไรสักอย่างให้คนที่มากินนะ เราก็ยืนกินกะเค้าด้วย บอกตรงๆว่ากินไปอึกแรก … แทบบ้วนทิ้งทีเดียว แต่..ทำไม่ได้ เพราะพี่เค้าจ้องเราอยู่ ด้วยมารยาทคนไทยที่ดี เราจึงต้องกลืนลงไปให้หมด ดีอย่างเดียวคือมันอุ่นๆ แก้หนาวได้

เราเดินต่อไปอีก ก็พบวิวสวยงาม ที่นี่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ร่มรื่น มีน้ำไหลผ่าน งดงามประหนึ่งสวิสเซอร์แลนด์ แถมไม่มีคนเลย เยี่ยมมากๆ เราเดินเล่นในสวนได้เป็นชั่วโมงๆเลยนะ มันค่อนข้างใหญ่ อากาศก็ดี มีครอบครัวมาปิกนิกกันด้วย น่ารักมาก ไปยืนดูกิจกรรมครอบครัวกัน เราชอบครอบครัวญี่ปุ่นมากๆ คือสังเกตเลยว่าวันหยุด เค้าจะหากิจกรรมทำร่วมกัน พ่อแม่ลูก โดยที่ไม่มีใครนั่งเล่นมือถืออะไรแบบนี้เลย แม้ว่าวันทำงานปกติเค้าจะติดอ่านอะไรพวกนี้มากนะ แต่วันหยุดไม่มีเลย เด็กๆก็เหมือนกัน จะเตะบอล วิ่งเล่น ตีแบต ฯลฯ อย่างครอบครัวที่เรายืนดูนี่ก็ยืนขว้างหินไปในแม่น้ำ โห..ยังกะฉากหนัง นี่มันเรื่องจริงรึนี่

อาหารกลางวันของเราสองคน กว่าจะพบเจอนี่แทบกัดเนื้อกินกันเองอยู่แล้ว โชคดีที่มี Mos Burger อยู่ที่สถานีนั่นแหล่ะ เป็นความหวังเดียว นอกนั้น..ปิดทั้งเมือง! หลังจากอาหารเข้าท้องไป เราก็เดินต่อไปอีกหน่อย ด้านหลังเป็นเขาเล็กๆที่คนแก่เค้าชอบเดินออกกำลังกันนั่นแหล่ะ

ระหว่างเดินไปนั้น เราเห็นคุณยายคนนึงแกเดินพูดคนเดียวอยู่ไกลๆ เราก็เพ่งๆดีๆ เฮ้ยมีเด็กอยู่ เพ่งอีกที… เฮ้ยตุ๊กตา.. เดินไปอีกนิด เฮ้ย..ตุ๊กตาแม่งพูด พูดไม่พูดเปล่า พูดโต้ตอบกะยายแกด้วย เชรดดด..

เราเดินอย่างระแวงมาก พอเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏแกคุยกะตุ๊กตาจริงๆ แถมตุ๊กตาก็พูดกลับอีก ห่านนน พูดอะไรวะ.. น่ากลัวมาก ยายก็หน้าตาน่ากลัวมาก… แปลกชิบ..

จบเรื่องตื่นเต้นไป เราเดินขึ้นเขาต่อไปเรื่อยๆ บนนั้นมีสนามกีฬาขนาดใหญ่ให้ออกกำลังกัน ซึ่งแน่นอนว่ามีครอบครัวมาทำกิจกรรมกันเต็มไปหมด น่ารักอีกเช่นเคย การเดินดูคนนี่ก็แฮปปี้แล้ว คนแก่ที่นี่แข็งแรงมาก ในขณะที่เราเดินขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย จะมีลุงอายุสัก 70 ปีผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทักทาย “โคนิจิวะ” แบบนี้ตลอด

การได้มาที่นี่ถือเป็นความชิวขั้นสูงสุดของทริปเลยทีเดียว คือแม่งมาทำอะไรวะ 555 แต่แฮปปี้มาก ชอบๆ

ส่วนวันที่เหลือ ไก่กาอาราเล่ ไม่มีเป้าหมาย เช่น เดินช้อปปิ้งกะเพื่อนเฉยเลย ไม่มีแก่นสาร (ตัดจบกันดื้อๆเลย 55) เราเอารูปที่ถ่ายเล่นๆวันหลังๆมาปะไว้ให้ดูเล่นๆละกัน

จนกระทั่งกลับเอาวันที่ 6 โน่นน ขากลับนี่ก็ตลกนะ เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ ระหว่างทางก็เป็นปกติ คือเม้าคนไทยกับคนญี่ปุ่นว่าระเบียบต่างกันสุดๆ พอถึงเซี่ยงไฮ้เท่านั้นแหล่ะ.. คุณเอ้ยยย เราขึ้นรถบัสเพื่อไปอีกสนามบินนึง เจอคนจีนแกขากถุยลงกลางพื้นรถบัสที่นั่งๆกันนี่แหล่ะ ดีไม่ขากใส่ตัว แม่งเอ้ย.. เท่านั้นแหล่ะ บทสนทนาของเราสองคนก็เปลี่ยนไปเป็น จีนกับญี่ปุ่นทันที

เอาเป็นว่าจบทริปโดยสมบูรณ์ เล่าไม่ละเอียดเพราะหลังๆเริ่มขี้เกียจ 555 ใช้รูปภาพเล่าแทนละกัน ง่อวว หล่อเลย 555 ขอบคุณที่ติดตามอ่านทริปอันน่าเบื่อที่คุณจะไม่มีประโยชน์ในการเอาไปเที่ยวแต่อย่างใด ใครอยากถามเรื่องถ่ายรูป ถามได้นะครับ น่าจะรู้เรื่องดีกว่าถามเรื่องวิธีไปเที่ยว 5555

รีวิว โดย SUN

ผู้สนับสนุนหลัก  Husband and Wife Shop

จำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพฟิล์มกล้องอุปกรณ์ล้างฟิล์มสแกนฟิล์มและบริการต่างๆ

Exit mobile version