ตอบข้อสงสัย ฟิล์มหนัง Cinestill ดียังไง?

จากครั้งสุดท้ายที่เราเขียนรีวิวถึงฟิล์มหนัง Cinestill 800T แป๊ปๆก็ผ่านไปเป็นปีอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นเป็นการทดลองม้วนแรกๆ ซึ่งก็ยังไม่มีคนฮิตฟิล์มหนังเลย พอหลังจากเขียนรีวิวตัวนั้น เราถ่ายมาอีกนับไม่ถ้วน จน Cinestill มีทั้งรุ่น 800T และรุ่น 50D  ออกมา เรียกว่าเป็นฟิล์มตัวโปรดเลยล่ะ

ช่วงหลังๆมานี้มีคนฮิตเอาฟิล์มหนังค้างสต็อกมาโรลม้วนขายกันเอง มีทั้งแบบไม่ได้เอาคาร์บอนออก (ซึ่งต้องให้ร้านที่ล้างฟิล์มพวกนี้เป็นเท่านั้นล้าง ไม่งั้นเสียหมดนะ) หรือจะแบบเอาคาร์บอนออกให้แล้วก็เห็นมีคนบอกมาเหมือนกัน ในราคาถูกเชียวล่ะ ก็เลยมีคนมาถามเราเยอะมากว่ามันจะต่างจาก Cinestill ยังไง?

ก็เลยคิดว่าจะเอามาเขียนไว้เลย เวลาใครถามจะได้เอาลิ้งนี้แปะให้อ่าน 555 เรื่องนี้เราเคยอธิบายไว้ในเพจนานแล้ว ตั้งแต่เคยคุยกับ Brian Wright ซึ่งเป็นเจ้าของ/ผู้พัฒนา Cinestill (บริษัทอยู่ที่อเมริกา) เคยเล่าให้แกฟังว่าที่เมืองไทย เดี๋ยวนี้เขามีทำกันแบบนี้นะ Brian รีบบอกเลยว่า “เฮ้! ยูระวังนะ ยิ่งฟิล์มที่บอกว่าเอาคาร์บอนออกแล้วน่ะ มันเสี่ยงต่อเนื้อฟิล์มมากเลย (ไม่ได้พูดไทยนะ เราแปลมา 55)” แล้วอธิบายให้ฟังว่า การโรลฟิล์มเองหรือการเอาคาร์บอนที่เคลือบฟิล์มหนังออกเองแบบ Handmade นั้น แตกต่างจากวิธีที่ Cinestill ใช้มาก เอาง่ายๆก่อนคือ

  1. ฟิล์ม Cinestill ไม่ใช่ฟิล์มหนังที่เอามาโรลใหม่ แต่เป็นฟิล์มที่ผลิตใหม่เลย โดยนำวัตถุดิบจากฟิล์มหนัง ซึ่งทางบริษัทตกลงกับทางบริษัท Kodak โดยตรงเพื่อนำฟิล์มเข้าสู่กระบวนการผลิต Cinestill เลย เป็นฟิล์มรุ่นรหัสเวอร์ชั่นที่ใหม่ที่สุด (5219 สำหรับ 800T และ 5203 สำหรับ 50D) ซึ่งเป็นคนละประเภทกับฟิล์มที่โรลเองที่ส่วนใหญ่เป็นฟิล์มค้างสต็อกจากการใช้งานหรือขายก็ตามแต่ และอาจจะหมดอายุไปนานแล้ว  (ยิ่งถ้าไม่ใช่ฟิล์มของ Kodak ด้วยแล้ว เช่น Fujifilm จะเป็นพวกรุ่น Reala หรือ Eterna จะยิ่งมีปัญหาเรื่องบูดเพราะฟิล์มพวกนี้ค้างสต็อคมานาน เพราะ Fujifilm ผลิตในตลาดน้อยกว่า Kodak มาก ส่วนใหญ่ก็คือสต็อคจากการถ่ายหนังต่างๆ)
  2. กรรมวิธีของ Cinestill ในการเอาคาร์บอนที่หลังฟิล์มออกเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Cinestill มีพัฒนาในระบบโรงงาน ซึ่งถ้าทำด้วยมือเอง จะทำให้เนื้อฟิล์ม (Emulsion) มีปัญหา โดยที่ผู้ใช้เองก็จะไม่รู้จนกว่าจะมีการถ่ายออกมาแล้ว ทาง Brian เองยืนยันว่า Cinestill เป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีเทคโนโลยีในการจัดการคาร์บอนก่อนจะนำฟิล์มไปถ่ายได้อย่างมาตรฐาน โดยไม่มีผลต่อคุณภาพเนื้อฟิล์มใดๆทั้งสิ้น และรับรองแล้วโดย Lab ล้างฟิล์มใหญ่ๆทั่วโลก
  3. ฟิล์มหนัง Cinestill ออกแบบมาเพื่อให้สามารถล้างได้ด้วยน้ำยาล้างฟิล์มสี C-41 เหมือนฟิล์มสีปกติทั่วไปได้ ไม่ว่าจะใน Lab หรือล้างด้วยมือเองก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดที่ Lab ที่ล้างฟิล์มหนังโดยเฉพาะ สรุปคือร้านไหนก็ล้างได้

เอาล่ะ ทีนี้มาพูดถึงลักษณะเด่นๆของฟิล์มหนัง Cinestill ทั้งสองรุ่น ทั้ง 800T และ 50D ส่วนตัวเรา ในปีที่ผ่านมา ใช้ 800T ค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นคนชอบถ่ายแนวสตรีท ส่วน 50D เอาจริงๆแล้วใช้ไม่เยอะเท่า ใช้หนักๆตอนไปเที่ยว ถ่ายวิวบ้าง ซึ่งก็ได้สีที่สวยมากกกก

DSC_0588
สีฟ้า คือ Cinestill 50D , สีแดง คือ Cinestill 800T

 

Cinestill 800T

เป็นฟิล์มหนังที่ White balance เป็นแบบ Tungsten (ถ้าใครใช้กล้องดิจิตอลก็ดูในฟังก์ชั่น White balance ได้ เหมือนกันเลย จะมี Tungsten อยู่) ซึ่งในตลาดฟิล์มสีทุกวันนี้ ตัวนี้น่าจะเป็นตัวเดียวที่เหลืออยู่ที่ยังเป็น Tungsten นอกนั้นก็เป็น Daylight กันหมดแล้ว

การที่เจ้า 800T เป็น Tungsten ทำให้มันเน้นใช้ถ่ายในที่มืดที่มีแสงไฟแบบต่างๆ หรืองานสตูดิโอที่ใช้แสงไฟอะไรแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว มันกลับสามารถใช้ได้ในแสงหลายรูปแบบมาก เพราะเป็นฟิล์มที่มี Dynamic สูง ในวงการหนังเอง ก็นิยมใช้ฟิล์มตัวนี้ถ่าย เพราะตัวเดียวใช้ได้หลากหลายแสง (อย่างเช่น ล่าสุดกับ Jurassic World และ Mission Impossible : Rogue Nation  ก็ใช้ฟิล์มรหัสนี้)

LEICAM20715013 (5)_edit
จุดเด่นของ Cinestill 800T คือถ่ายกับแสงไฟนี่แหล่ะ เราชอบเอาไปถ่ายบ่อย สีโดดเด้ง เกรนงาม

LEICAM20715009 (10)_edit

 

Untitled (121)
อันนี้ถ่ายกลางวันในที่แสงน้อยหน่อย

โดยปกติแล้วถ้าใช้ถ่ายแสงตอนกลางวัน เราจะปรับ ISO ไปที่ 400 (ฝรั่งบางคนแนะนำให้ใช้ 320ก็มี) การปรับไปที่ ISO 400 ช่วยให้ฟิล์มมีโทนสีชมพูอ่อนเพิ่มเข้ามาในส่วนของ Hi-light และลด Shadow ที่จะเป็นโทนสีน้ำเงินลง (เพราะ White balance เป็น Tungsten จะให้โทนอมน้ำเงิน) ถ้าจับทางฟิล์มนี้ถูกนะ ภาพที่ได้จะสีสวยมาก แตกต่างจากฟิล์มตัวอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด

28_05_14Bessa015_edit
ถ่ายตอนกลางวัน อันนี้ปรับ ISO 400
LeicaM20615007 (4)
เมื่อใช้ฟิวเตอร์ 85B สีส้ม ISO 400

 

โดยทางเทคนิคแล้ว Cinestill เอง แนะนำไว้ว่า ถ้าถ่ายแสงกลางวัน ให้ใช้ฟิวเตอร์ 85B หรือ สีส้มช่วยปรับสีให้ถูกต้อง แต่โดยส่วนตัวที่ทดลองแล้ว เราว่า ถ้าใช้ฟิวเตอร์ ควรปรับ ISO ที่ 800 ปกติ ( แต่ก็ชอบผลที่ปรับ ISO 400 โดยไม่ต้องใส่ฟิวเตอร์มากกว่า )

สำหรับเวลาที่ถ่ายกลางคืน แน่นอนว่า ปรับไปที่ ISO 800 ได้เลย และสีที่ได้นี่สุดๆ แถมเกรนก็ดีมาก สังเกตได้จากรูปที่ทาง Cinestill ทำการทดสอบเทียบให้ดูนี้ เทียบระหว่างการใช้ Cinestill 800T กับ ฟิล์มสี ISO 400 ทั่วไป กลายเป็นว่าในสภาพกลางคืน Cinestill 800T เกรนดูเนียนกว่าอีก แถมสีนี่กระฉูดกว่ามาก ซึ่งมีการทดสอบเทียบกับฟิล์มท็อปๆอย่าง Kodak Portra 800 , Fujicolor Pro400H มาแล้ว

เปรียบเทียบฟิล์มที่ไวแสงสูงระดับท็อป 4 ตัวในตลาด / Fuji Pro400H , Fuji Superia 800 , Kodak Portra 800 และ Cinestill 800T
เปรียบเทียบฟิล์มที่ไวแสงสูงระดับท๊อป 4 ตัวในตลาด / Fuji Pro400H , Fuji Superia 800 , Kodak Portra 800 และ Cinestill 800T

ที่สำคัญในม้วนเดียวกัน เราสามารถถ่ายได้ทั้ง ISO 400 และ 800 ปรับไปปรับมาได้เลย ซึ่งเราทำแบบนี้ตลอด หรือถ้าใครต้องการ Push ไปที่ ISO 1250 หรือ 1600 ก็ทำได้นะ แต่เราเฉยๆไม่ค่อยแนะนำ เพราะเกรนค่อนข้างมาเยอะ

 

Cinestill 50D

มาถึงตัว Cinestill 50D ตัวนี้เป็นฟิล์มแบบ Daylight ที่เกรนละเอียดมาก ในบรรดาฟิล์มหนังทั้งหมด ตัวนี้คือตัวที่เกรนละเอียดที่สุด (เขาเคลมว่า ละเอียดที่สุดในโลก.. ขนาดนั้น) เรียกว่ามองไม่เห็นเกรนกันเลยทีเดียว และให้ Resolution ที่สูงมากๆ

คาแรคเตอร์ของฟิล์ม จะให้สีที่อิ่มมากๆ อิ่มทุกสี และโดยรวมจะออกอมเหลืองๆ เท่าที่เห็นคนจะนิยมถ่ายวิว ถ่าย Landscape กัน ซึ่งเห็นแล้วอยากไปเที่ยวทันที แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่แนว Landscape ก็เลยไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่

LOMO400_0615001 (2)
เราถ่ายที่ ISO 50 ปกติ
LeicaM20615007_edit
เราถ่ายที่ ISO 50 ปกติ

ทางเทคนิคแล้ว เจ้า 50D เป็นฟิล์มที่มี Dynamic สูงเช่นกัน ทาง Cinestill แนะนำว่าสามารถปรับได้ที่ ISO 12 – 100  เลย ยิ่งปรับ ISO ต่ำ จะได้โทนภาพที่อุ่นขึ้น คือมีอมเหลืองมากขึ้น หรือจะ ISO 100 ก็จะ ได้ Contrast ที่หนักขึ้น อันนี้เราเคยลองแล้ว Push ขึ้น 1 Stop ได้ผลที่ใช้ได้ดีทีเดียว (แต่จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นต้อง Push ก็ได้นะ คือปรับ ISO 100 แล้วล้างปกติเลยก็ได้)

Untitled (20)_edit-2
อันนี้คือลองถ่ายที่ ISO 100 แล้วล้าง Push ขึ้นมา
Untitled (10)
อันนี้คือลองถ่ายที่ ISO 100 แล้วล้าง Push ขึ้นมา

ส่วนหลายๆคนถามว่าถ้า Push มากกว่า 1 Stop ได้หรือเปล่า? ก็เคยเห็นฝรั่งเขาทำอยู่เหมือนกัน อย่าง ISO 320 อันนี้ น่าสนใจทีเดียว ก็คือ Push 3 Stop ไปเลย อันนี้แล้วแต่คนชอบแล้วล่ะ

LeicaM20615007 (2)

LeicaM20615007 (3)

LOMO400_0615001 (3)

 

เอาล่ะ เป็นการสรุปรวมๆทั้งสองรุ่นให้ดูแล้ว น่าจะพอเข้าใจความแตกต่างแล้วนะ ในอนาคตอันใกล้ ทาง Cinestill ก็มีแผนกำลังจะออกตัว 800T เป็นแบบฟิล์มขนาด 120 สำหรับกล้อง Medium Format ด้วยเช่นกัน ซึ่งเท่าที่เคยเห็นตัวเทสแล้ว ขอบอกว่าสุดมากๆ!! แต่ออกวางเมื่อไหร่นี่ยังไม่รู้เลย

สรุปคือ ฟิล์มหนัง Cinestill เป็นฟิล์มหนังที่สามารถล้างได้เลยเหมือนฟิล์มสีทั่วไปด้วยน้ำยา C-41 ไม่ว่าจะตาม Lab หรือ ล้างเองด้วยมือ ซึ่งให้ผลเป็นปกติ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องให้ Lab เฉพาะล้างให้ และไม่สูญเสียคุณภาพฟิล์มจากการเอาคาร์บอนออกจากฟิล์มมาก่อน

ใครที่ชอบการถ่ายโทนภาพแบบ Cinematic ถ่ายแล้วเหมือนหนัง มี Dynamic ดีเยี่ยม ขอแนะนำให้ลองกันดู แล้วจะรู้ว่ามันสุดขนาดไหน.

บทความ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s