“ฟิล์มยังไม่ตาย” ยังอยู่ได้ เพราะดิจิตอล?

 

วันก่อนเห็นข่าวที่คนไปต่อแถวซื้อกล้อง Fujifilm ในงานกล้องงานหนึ่งที่กำลังฮิตสุดๆอย่าง X-A2 กัน ลอยเข้ามาใน Feed  ถือเป็นปรากฏการณ์กล้องดิจิตอล Fujifilm ที่ขายดีแบบระเบิดระเบ้อ ตั้งแต่เปิดตัว X-Pro เมื่อหลายปีก่อน ลากมาถึงซีรี่ย์ X100 ลากมาถึงล่าสุด X-A2 ที่พูดถึง มันกลายเป็นกล้องประจำตัวของเด็กวัยรุ่นไทยวันนี้ไปแล้ว เรียกว่าไปไหนก็มีแต่เด็กๆห้อยคอกันแทบทุกคน เราเลยนึกถึงปรากฏการณ์นี้ว่า จริงๆมันเป็นการพึ่งพากันไปมาระหว่างโลกสองโลกนะ ทั้งอนาลอค และ ดิจิตอล

img_main05
Fujifilm X-A2 ที่กลายเป็นกล้องประจำเด็กวัยรุ่นวันนี้

นอกจากดิจิตอลจะพึ่งพาความเป็นอนาลอคแล้ว ในทางกลับกันเอง กล้องฟิล์มก็ได้พลังส่งจากจุดนี้ ทำให้ฟิล์มมันอยู่รอดท่ามกลางโลกที่มีแต่เทคโนโลยีล้ำๆกันไปได้ มันพึ่งพากันยังไง?

ถ้านึกย้อนกลับไปหลายปีก่อนหน้านั้นไป Instagram โซเชียลที่สร้างพฤติกรรมใหม่ให้กับคนยุคนี้ ด้วยการสื่อสารด้วยรูปภาพแทนคำพูด (ถึงแม้ว่าคนไทยจะสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือขายครีม ขายของออนไลน์ไปได้ ฝรั่งคงจะงงว่ามึงมาถึงจุดนี้ไม่ยังไง?) จุดหนึ่งที่มันทำให้ Instagram ฮิตติดลมไปได้ ก็คงต้องยกความดีให้กับเอฟเฟคแบบกล้องโพลารอยด์ , Square Format แบบกล้อง Medium Format ฯลฯ ถือเป็นการดึงเอาเสน่ห์ของกล้องฟิล์มมาใช้ได้ถูกจริตคนมาก

IMG_2913
99% ของรูปที่เราอัพใน IG เป็นรูปฟิล์ม เป็นตัวอย่างของเรารวมร่างสองโลกเข้าด้วยกัน

หรือแม้แต่การมาของแอพ , Plugins ที่ชื่อว่า VSCO เรียกว่าใช้เสน่ห์คล้ายๆกับที่ Instagram ทำนั่นแหล่ะ แต่ยิ่งตอกย้ำความชัดเจนว่า กล้องฟิล์มมันถูกจริตลึกๆของคนสมัยนี้อยู่แค่ไหน เอฟเฟคของ VSCO ล้วนจำลองโทนภาพจากฟิล์มแบบต่างๆในอดีต ชนิดที่เรียกว่า “ดูกันไม่ออก”

ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรม Kinfolk หรืออะไรอีกมากมายที่เป็นเทรนในวันนี้ ถ้ามองลึกๆไปแล้ว มันคือการแทรกซึม DNA ของความเป็นฟิล์มอยู่ในทุกอณู

รูปที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล Fujifilm X-M1 ใช้เลนส์ Olympus 20mm F3.5 ปี 1965 ให้ภาพใกล้เคียงฟิล์ม
รูปที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล Fujifilm X-M1 ใช้เลนส์ Olympus 20mm F3.5 ปี 1965 ให้ภาพใกล้เคียงฟิล์ม

ถามว่า การปูเรื่องทั้งหมดมานี่ จะบอกว่ากล้องฟิล์มจะกลับมาได้อีกหรือยังไง? เคยมีบทสัมภาษณ์หนึ่งเมื่อปีก่อนของผู้ผลิตฟิล์มหน้าใหม่ที่กระโดดเข้ามาในวงการฟิล์มถ่ายรูปในยุคนี้ เขาพูดถึงว่า ฟิล์มไม่ได้กลับมาอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับมาด้วยการพึ่งพากันไปมาระหว่าง ‘ฟิล์ม และ ดิจิตอล’

เราอาจจะเห็นชัดว่าการที่กล้อง Fujifilm ดิจิตอลออกแบบรูปทรงของกล้องให้คล้ายกับกล้องฟิล์มสมัยก่อน (นอกจาก Fujifilm ก็ยังมี Nikon , Olympus อีกเยอะแยะ) ใน Preset ของกล้องเองก็มี Film Simulation ให้เลือกโทนสีเป็นรุ่นฟิล์มสมัยก่อนอีกต่างหาก เช่น Provia , Velvia อะไรแบบนั้น รวมไปถึงการที่กล้อง Mirrorless ทั้งหลายแหล่วันนี้ สามารถใส่เลนส์มือหมุน หรือเลนส์จากกล้องฟิล์มเก่าๆนั่นได้ อันนี้แน่ๆคือการที่ดิจิตอลพึ่งพิงความสวยงามของฟิล์มมารวมเข้าไว้ด้วยกัน

แต่อะไรคือการที่กล้องฟิล์มพึ่งพิงดิจิตอลบ้าง? สำหรับเราแล้ว พูดกันในมุมความเป็นจริง กล้องฟิล์มไม่มีวันกลับมาได้เป็นสินค้าหลักในตลาดเหมือนสมัยก่อนตรงๆอีกแน่ๆ เราเคยฝันว่าอยากให้บริษัทกล้องผลิตกล้องฟิล์มรุ่นใหม่ออกมาซะเลย (ไม่ใช่แบบที่ Lomo เค้าทำนะ หมายถึงกล้องที่ใช้งานจริงจังเลย) แต่ก็คงยากเกินไป

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้คือ การที่กล้องฟิล์มยังคงอยู่ได้ต่างหาก ยังมีคนนิยมใช้มันมากพอ ยังมีคนโหยหามันอยู่  หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจน เช่น จากผู้ที่ใช้งาน Instagram พบว่ามีการอัพโหลดรูป แล้วใส่ # ที่แสดงว่ารูปเหล่านั้น เป็นรูปที่ถ่ายโดยกล้องฟิล์ม

#filmisnotdead ที่มีผู้ใช้ Hashtag นี้กว่า 1ล้านครั้ง

#ishootfilm ที่มีผู้ใช้ Hashtag นี้กว่า 5 แสนครั้ง

#filmcameras ที่มีผู้ใช้ Hashtag นี้กว่า 5 แสนครั้ง

#believeinfilm ที่มีผู้ใช้ Hashtag นี้กว่า 3 แสนครั้ง

#buyfilmnotmegapixels มีคนใช้ # นี้กว่า 2 แสนครั้ง

Hashtag พวกนี้เป็นส่วนหนึ่งที่บอกทุกคนได้ว่า ยังมีคนที่หลงใหลการใช้ฟิล์มในยุคดิจิตอลอีกแค่ไหน? ยังมีการผสมผสานระหว่างสองโลกนี้อยู่อย่างกลมกลืน และการอาศัยช่องทางพวกนี้ ก็เป็นการ Viral ให้คนอื่นๆได้หันมาสนใจกล้องฟิล์มเพิ่มขึ้นด้วย

มีลูกค้าหลายๆคน มักจะถามเราว่า เค้ายังผลิตฟิล์มกันอยู่อีกเหรอเนี่ย? ต้องเข้าใจว่าถ้าคนไม่ได้ติดตามในวงการนี้มา หรือเพิ่งจะเข้ามาเล่นเนี่ย ก็คงคิดว่าบริษัทฟิล์มทั้งหลายแหล่มันคงเจ๊งกันไปหมด ยิ่งก่อนหน้านี้ ที่แค่ข่าว Kodak ถล่มตึก 53 ของตัวเองก็ลือกันไปด้วยการพาดหัวว่า “ลาก่อย Kodak ” (ใช่ครับ “ลาก่อย”.. แน่ใจนะว่า ไอ้คนพาดหัวนี่มีความรู้เรื่องสื่อสารมวลชนดีพอจะพาดหัวแบบนี้?) ทั้งที่ความเป็นจริง Kodak แค่รื้อตึกเก่าเพื่อจัดสรรพื้นที่ใหม่ และก็ยังคงผลิตฟิล์มต่อไปในนาม Kodak Alaris หลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่า Kodak ยังคงอยู่คือการที่สตูดิโอฮอลลีวูดยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เซ็นต์สัญญาให้ Kodak ทำการผลิตฟิล์มสำหรับการถ่ายภาพยนตร์ให้อย่างน้อยอีก 2 ปี (ตั้งแต่ต้นปี 2015) ผู้ที่ผลักดันก็คือผู้กำกับแถวหน้าอย่าง Christopher Nolan , J.J. Abrams , Quentin Tarantino ฯลฯ ซึ่งหนังของคนเหล่านี้ยังใช้ฟิล์มถ่ายอยู่ตลอด (ไล่มาตั้งแต่ต้นปี 2015 ก็มีหนังที่ถ่ายด้วยฟิล์มอย่าง Mission: Impossible 5, Jurassic World, Ant-Man และเร็วๆนี้ที่จะได้เห็นต่อไปคือ Star Wars: Episode VII The Force Awakens และBatman V. Superman: Dawn of Justice)

ข่าวการคงอยู่ของฟิล์ม มักจะถูกกลบด้วยข่าวที่เป็นลบมากกว่า เช่น การถล่มตึกนี่แหล่ะ หรือการประกาศเลิกผลิตฟิล์มในบางรุ่น ทำให้คนทั่วไปเลยมีมุมมองอีกแบบต่อวงการฟิล์ม

กลับมาประเด็นเดิมก่อน การพัฒนารูปแบบสินค้าก็มีส่วนให้ฟิล์มมันยังมีอนาคตได้บ้าง อย่างเช่น ฟิล์มแบบ Instax ที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหลังๆนี้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม Polaroid ในอดีต ทาง Fujifilm บอกว่ายอดขาย Instax ในตลาดอเมริกา เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณในทุกๆปีตลอดสามปีที่ผ่านมา และในปีที่แล้ว (2014) Fujifilm ก็มีความพยายาม Hybrid โลกของฟิล์มกับดิจิตอลเข้าด้วยกันด้วย Instax Share SP-1 เครื่องปริ๊นเตอร์ขนาดพกพา ที่สามารถปริ๊นรูปจากมือถือลงบนฟิล์ม Instax ได้ ซึ่งมันอาจจะยังไม่ใช่ทางออกที่ยอดเยี่ยม แต่ก็แสดงให้เห็นความพยายามหนึ่ง

pic_01
install SHARE Smartphone Printer SP-1 ความพยายามหนึ่งในการต่อยอดตลาดฟิล์ม

การคงอยู่ของฟิล์ม ยังอาศัยความเป็นดิจิตอลในหลายๆด้าน นอกจากสื่อโซเชี่ยลต่างๆที่เห็นๆกันไปแล้ว การใช้งานที่เปลี่ยนไปก็เป็นอีกประเด็นที่ฟิล์มต้องพึ่งพา ง่ายๆเลย สมัยก่อน การถ่ายรูปด้วยฟิล์ม 35mm. หรือ 120 เอง นอกจากขั้นตอนการล้างฟิล์มแล้ว การอัดรูปก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน แต่ปัจจุบัน การอัดรูปเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไปสำหรับธุรกิจเล็กๆนี้ การสแกนฟิล์มเพื่อให้กลายเป็นไฟล์ดิจิตอล เลยเป็นสิ่งที่จำเป็นไปแล้ว ถึงมันจะเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างแฟนระดับฮาร์ทคอร์ว่า “มันไม่ใช่วิถีแห่งฟิล์ม”

แต่สุดท้าย ก็คงต้องยอมรับว่า การสแกนฟิล์ม เป็นทางออกที่อะลุ่มอะล่วยกันระหว่างยุค อนาลอค และ ดิจิตอล (คำถามขั้นโหดจากเด็กๆที่หันมาเล่นฟิล์มใหม่ๆที่เราเจอมาแล้ว เช่นว่า “พี่คะ กล้องฟิล์มถ่ายแล้วอัพขึ้น Facebook ได้เลยมั๊ยคะ?”) หรือแม้แต่ การซื้อ-ขายฟิล์มผ่านออนไลน์ การส่งฟิล์มไปล้าง-สแกนผ่านออนไลน์ เรื่องพวกนี้เราถือว่าเป็น Hybrid รวมร่างกันระหว่างสองยุค ต่อลมหายใจให้ฟิล์มมีชีวิตยืนยาวออกไป

สิ่งสำคัญที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนเล่นกล้องฟิล์มอยู่ คงเป็นเรื่องความรู้สึกซะมากกว่า การที่ต้องบรรจงคิด ทบทวนทุกช็อตที่จะกดชัตเตอร์ การเลือกฟิล์มที่จะใช้ให้เหมาะในแต่ละสถานการณ์ การรอล้างฟิล์ม ลุ้นว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน มันเป็นเสน่ห์ที่กล้องดิจิตอลให้ไม่ได้ เราจะไม่พูดถึงเรื่องคุณภาพหรืออะไรดีกว่ากันทั้งนั้น เพราะมันเป็นเส้นบางๆที่ไม่มีประโยชน์ในการถกเถียงเท่าไหร่ ตีกันไปฟรีๆเปล่าๆ

ถึงเวลานี้ ราคาฟิล์มจะมีแต่สูงขึ้นๆ โดยเฉพาะเสาหลักของวงการอย่าง Kodak , Fujifilm หลายๆคนก็ถอดใจเลิกเล่นกันไป แต่สำหรับเรา เรามองว่า ธุรกิจฟิล์มกำลังเซ็ตตัวเองให้ชัดเจนมากขึ้นต่างหาก อย่างแรกคือ โรงงานปรับสเกลจำนวนการผลิตให้ตรงตามจำนวนกลุ่มผู้ใช้จริง ทำให้ต้นทุนไม่สูงจนเกินไป จนขาดทุนอย่างที่ผ่านๆมา ผู้ใช้เอง ก็จะเลือกว่าถ่ายมากน้อยแค่ไหนถึงจะเหมาะกับตัวเอง บางคนอาจจะถ่ายจริงๆจังๆอย่างเดียว บางคนอาจจะถ่ายฟิล์มครึ่งดิจิตอลครึ่ง ทั้งหมดนี้ชัดเจนว่า ฟิล์มจะกลายเป็นงานอดิเรกมากกว่างานที่จริงจังเหมือนในอดีต (แม้ว่าเทรนตอนนี้ จะมีคนหันมาใช้ฟิล์มถ่ายงานต่างๆ เช่น งานรับปริญญา งานแต่งงาน พรีเวดดิ้ง หรือแม้แต่งานโฆษณา ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ช่างภาพในทางหนึ่ง เท่าที่ได้คุยมาเอง พบว่านี่เป็น “ความต้องการ” ของลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ แต่เรายังมองว่า ระยะยาว อาจจะยังไม่ใช่ความยั่งยืนอะไรนัก)

ตัวอย่างงานแฟชั่นปัจจุบันที่ใช้ฟิล์มถ่ายอยู่ (เครดิตภาพจาก Cinestill Film)
ตัวอย่างงานแฟชั่นปัจจุบันที่ใช้ฟิล์มถ่ายอยู่ (เครดิตภาพจาก Cinestill Film)

ว่ากันว่า ปีสุดท้ายที่ตลาดฟิล์มในโลกนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดคือปี 2003 ฟิล์มถูกขายไปในปีนั้นราวๆ 860 ล้านม้วน แล้วหลังจากนั้น…คือนรก ยอดขายตกลงปีละ 30-40% จนแทบจะสาปสูญในเวลาไม่กี่ปี ถึงอย่างนั้นก็ตาม หลายๆบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตฟิล์ม ก็ไม่คิดจะยอมแพ้ พวกเขาใช้เวลาปรับตัวมาตลอดหลายปี เรามักเห็นบทความธุรกิจหลายๆบทความ ชอบเขียนถึงประเด็นนี้ประมาณว่า “นี่แหล่ะคือพวกบริษัทโบราณที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง จนพ่ายแพ้ต่อการหมุนไปของโลก” สำหรับเราเองนะ คิดว่า อย่ามองเพียงว่า “ทำไมโลกไปสู่ดิจิตอลแล้ว ไม่รู้จักปรับตัวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆกันบ้าง?” สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้ไม่ยอมทิ้งฟิล์มไปไหน อาจจะมีมุมอื่นที่ธุรกิจไม่ได้มองไปถึง นั่นคือมุมมองแห่งความเป็นศิลปะ เช่นเดียวกับ Kodak ที่ถึงแม้จะถูกฟ้องล้มละลายด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่ดิจิตอล จนสุดท้ายแล้ว Kodak ก็กอบกู้ให้พ้นวิกฤตินั้นมาได้ ใครก็คิดว่า เฮ้ย… แม่งต้องเข็ดกับการผลิตฟิล์มแล้วแน่ๆ แต่เปล่า…. หลังจากพ้นสภาพการล้มละลายแล้ว Kodak ยังกลับมาตั้งบริษัทลูก Kodak Alaris แยกออกมาจากบริษัทแม่ เพื่อดูแลธุรกิจฟิล์มโดยเฉพาะอีกครั้ง ผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลนั้นว่า “เพื่อทำหน้าที่สานต่อ หัวใจของบริษัท Kodak ที่มีมายาวนาน สำหรับคนที่รักในการถ่ายฟิล์มต่อไป และครั้งนี้ เราจะทำให้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง”

จากการสำรวจทั่วโลกใน 72 ประเทศ ของ ILFORD เมื่อปีที่แล้ว (คลิกอ่านได้จากลิ้งนี้) บอกไว้ว่า 30% ของคนรักฟิล์มทั่วโลก มีอายุต่ำกว่า 35 ปี แล้ว 60% ของคนกลุ่มนี้ ใช้ฟิล์มอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 5 ปีแล้ว ข้อมูลนี้บอกอะไรเรา? ในขณะที่โลกหมุนไปด้วยเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่มันยังคงอยู่ คือจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ที่รักในศิลปะ ยังมีคนอีกมากมาย ที่ไม่ได้มองฟิล์ม=ความล้าสมัย แต่มองมันแยกออกจากโลกดิจิตอล เป็นอีกศาสตร์หนึ่ง มีเด็กรุ่นใหม่มากมายที่อยากจะเล่นกล้องฟิล์มด้วยความที่มันแตกต่างจากสิ่งที่เค้าเรียนรู้เรื่องกล้องดิจิตอลมาทั้งชีวิต (คลิกอ่านบทความ กล้องฟิล์มกับวัยรุ่นไทย จะยืนยาวหรือชั่วคราว? )

ปัจจุบัน นอกจากโรงงานฟิล์มชั้นนำที่ยังผลิตฟิล์มอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Kodak , Fujifilm , ILFORD , Rollei , AGFA , Lomography , ADOX แล้ว ยังมีเจ้าใหม่ๆที่เพิ่งจะกระโดดเข้ามาเล่นในวงการอีก เช่น Bergger , Impossible Project , Cinestill เป็นต้น รายชื่อพวกนี้ เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า “ฟิล์มยังคงอยู่กับเรา” และยังบ้าบิ่นที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆออกมาอีกด้วย

Untitled (4) (5)

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญของวงการฟิล์มทั่วโลกวันนี้คือ Community ที่แข็งแรง ชื่ออย่าง Japan Camera Hunter น่าจะเป็นชื่ออันดับแรกก็ว่าได้ที่โผล่มาในใจของ Community คนเล่นฟิล์มทั่วโลกในปัจจุบัน Bellamy คือผู้อยู่เบื้องหลัง หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่ตระเวนไปทั่วโลกจนมาปักหลักอยู่ที่ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมืองหลวงแห่งโลกของคนรักกล้องฟิล์ม และแน่นอน เขารักกล้องฟิล์มอย่างหัวปักหัวปำ จนให้กำเนิดประโยคเก๋ๆที่รู้จักกันทั่วโลกว่า “Buy Film not Megapixels” 

เวบไซด์ japancamerahunter.com ปัจจุบันมีคนเข้าวันละ 20,000 คนจากทั่วโลก ซึ่งเรียกว่าเป็นแฟนเดนตายของฟิล์มก็ว่าได้ ในแต่ละวันจะมีคนส่งรูปกระเป๋ากล้องของตัวเองที่ประกอบไปด้วย กล้องฟิล์ม อุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงฟิล์มที่ใช้ มาในเวบเพื่อลงในคอลัมน์ In Your Bag และ Bellamy ยังทำหน้าที่หากล้องฟิล์มที่หายากๆให้ลูกค้าจากทั่วโลก และสินค้าสุดฮิตของเค้าคือ เคสใส่ฟิล์ม JCH ที่ใครๆก็ต้องอยากได้

bellamy

 

ณ เมืองใหญ่หลายๆแห่งในโลก .. โตเกียว , ลอนดอน , เบอร์ลิน , ฮ่องกง ฯลฯ  กลายเป็นศูนย์กลางของคนรักกล้องฟิล์มทั่วโลก มีแหล่งซื้อ-ขายใหญ่ๆ แหล่งการผลิตที่สำคัญของวงการฟิล์มตั้งอยู่มากมายในปัจจุบัน อาจจะไม่ใช่วงการที่คนทั่วไปรู้จักเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่า “มันไม่มีอยู่” โลกดิจิตอล ทำให้โลกของคนรักฟิล์มทั่วโลก ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างเหนียวแน่น และแลกเปลี่ยนความรู้กันไปมาจนแข็งแกร่ง

ถ้าจะถามว่า เราจะถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มไปถึงเมื่อไหร่? คำตอบของเรามีอยู่ตลอดว่า ถ่ายจนกว่าโลกนี้จะไม่มีฟิล์มให้ใช้นั่นแหล่ะ สำหรับเรา ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะหันไปถ่ายกล้องดิจิตอล (เพราะมันก็ยังมีแต่รุ่นใหม่ๆขึ้นไปอีกเรื่อยๆ) แต่ถ้าเราไม่ถ่ายฟิล์มวันนี้ มันอาจจะสายไปที่จะมีรูปดีๆ ที่ถูกบันทึกเอาไว้ด้วยฟิล์มก็ได้นะ

Untitled (16)

 

บทความโดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

 

4 Comments Add yours

  1. TawaN says:

    รัก

  2. Patcha says:

    อ่านสนุกจัง ขอบคุณที่มีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับฟิล์มมาให้ติดตามอ่านกันเรื่อยๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s