รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ : กล้อง Nikon FE กล้อง SLR หล่อเข้มเรโทร

ถ้าใครอ่านรีวิวกล้องฟิล์มเรามาตลอด จะเห็นว่า เราไม่เคยรีวิวกล้องประเภท SLR เลย ซึ่งก็จะมีคนถามมาตลอด เพราะเอาจริงๆคือมีคนเล่นกล้อง SLR มากที่สุดในบรรดากล้องฟิล์มทั้งหลายเนี่ย ด้วยความที่มันราคาไม่แพงและคุณภาพดี ใช้งานง่ายอะไรแบบนี้ เมื่อนานมาแล้วเคยคิดจะรีวิว Olympus OM-1 ซึ่งส่วนตัวเป็นกล้อง SLR ที่เราชอบมาก แล้วก็มีผ่านมือมาหลายตัวเลย  แต่.. จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนสักที

การรีวิวนี่ต้องบอกว่า ถึงเราจะใช้คำว่า รีวิวแบบบ้านๆ แต่มันก็จริงจังอยู่ประมาณนึง เพราะความบ้านๆที่ว่าหมายถึง พยายามอธิบายเรื่องเทคนิคให้ออกมาเรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่แบบว่าเป็นสเปค ชื่อเฉพาะทาง ค่าอะไรพิสดารๆเกินไป เพราะเราว่า การใช้งานจริงเนี่ย มันก็ไม่ได้ไปนึกถึงสเปคอะไรขนาดนั้น นึกถึงขับรถ เราก็แค่อยากรู้ว่ามันนั่งสบายมั๊ย ขับสบายมั๊ย คงไม่ได้จำว่าค่าการรับแรงกระแทกเป็นหน่วยอะไรแบบนั้นน่ะ ก็เลยทำให้ต้องใช้เวลาทดสอบกับตัวเองจนพอใจในระดับนึง ถึงจะกล้าเขียนออกมา เพราะเดี๋ยวจะดูกลายเป็นมั่วๆหรือไปเอาข้อมูลที่ไหนมาเขียนก็ได้แบบนั้น

กลับมาที่เรื่องกล้องต่อ ทีนี้.. ตัวเราเนี่ย ไม่ค่อยจะถนัดกล้อง SLR เท่าไหร่ ได้ใช้ผ่านมือมาหลายๆรุ่นอยู่แหล่ะ ไอ้ที่ชอบก็มีอยู่ในใจ แต่ไม่ได้เขียนสักที ประกอบกับว่าเริ่มฮึดอยากให้บล็อกนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับกล้องมากขึ้น เพราะเห็นว่าหลายๆคนที่เพิ่งเริ่มใช้ ก็เอามาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจอยู่หลายคน ก็เลย เอาวะ.. เริ่มเขียนรีวิวกล้อง SLR สักที

มองซ้ายมองขวา ในบ้านตอนนี้มีตัวเดียวนี่แหล่ะ.. เป็นตัวที่เราเก็บเอาไว้ใช้งานเอง (จริงๆก่อนหน้านั้นเก็บ Olympus OM-1 ไว้ใช้งานเอง แต่สุดท้ายก็ขายออกไป) ที่เราเลือกเก็บเจ้า Nikon FE นี่ไว้มีเหตุผลนิดหน่อยคือ เรามีเลนส์ Nikon อยู่แล้วด้วย แล้วเราก็อยากมีกล้องที่มันกึ่งออโต้สักตัว เพราะกล้องที่ใช้ติดตัวตลอดเวลานี่เป็น Manual ทุกตัว และเป็น Rangefinder ด้วย คิดว่าขอมีกล้องที่มีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกเยอะๆไว้หน่อย  คือมันสะดวกในหลายๆสถานการณ์ ไม่ต้องคิดเยอะ  ก็เลยคิดว่าเจ้านี่แหล่ะ.. เหมาะ ซึ่งพอได้เก็บแล้ว ก็พบว่า “มันเจ๋งจริงๆ”

ในตลาดกล้องฟิล์มนี่นะ ถ้าใครพูดถึงกล้อง SLR ต้องมีการพูดถึงเจ้า Nikon FM2 ตลอด ซึ่งมีคนถามเยอะว่าเป็นยังไง คุ้มมั๊ย เราก็บอกตรงๆเลยว่า กล้องดีมั๊ย.. ดี ดีมาก แต่ราคากับคุณภาพไม่ไปด้วยกันเท่าไหร่ ตลาดมีการปั่นราคาไปเกินจริง สำหรับเรา ถ้าได้ FM2 มาในราคาถูกนะ ก็โอเคเลย แต่ถ้าได้มาราคาตลาดตอนนี้เพื่อเอามาใช้งาน เราค่อนข้างไม่สนับสนุนเท่าไหร่ ถ้าจะซื้อมาสะสม หรือไม่ได้แคร์ราคา ก็ว่ากันไป

เจ้าซีรีย์ FE นี่แหล่ะ ที่เรามองว่าคุณภาพกับราคาไปด้วยกันมาก อาจจะเพราะเป็นกล้องที่ถูกมองข้าม ยิ่งเวลาเทียบ FE กับ FM ข้อแตกต่างระหว่าง FE กับ FM ชัดๆก็คือ FE มีระบบ Aperture Priority เพิ่มเข้ามา เราปรับรูรับแสงแล้วกล้องจะปรับความเร็วชัตเตอร์ให้ คนมักจะกลัวเรื่องว่า เฮ้ย ระบบกึ่งออโต้ เวลาถ่านหมดนี่จบเห่ หรือระบบไฟฟ้าพังนี่จบเห่ ก็ใช่.. แต่มันไม่ได้พังกันง่ายๆน่ะ (ในขณะที่คนเราทุกวันนี้ ใช้มือถือแต่ต้องพก power bank กันไปด้วย เพราะฉะนั้น แค่กล้องที่นานที ถ่านจะหมด มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น)

ในราคาที่ถูกกว่า 3 เท่า เราก็ขอเลือกเสี่ยงด้วย FE  (ซื้อแม่ง 3 ตัวเผื่อพังเลยก็ได้นะ 555) และมันตลกมากที่สมัยตอนมันออกมาน่ะ FE คือแพงกว่า FM นะ เพราะมันมีฟังก์ชั่นเยอะกว่า แพงกว่าคู่แข่งในยุคเดียวกันอย่าง Canon AE-1 อีกต่างหาก แต่พอสมัยนี้ ราคาดันกลับด้านกันซะงั้น

Nikon FE ออกมาเมื่อปี 1978 ซึ่งออกต่อจาก Nikon FM ที่ออกก่อนหน้าปีนึง โดยหลักๆคือการเพิ่มระบบ Aperture Priority เข้ามานั่นแหล่ะ แต่มาดูสเปคคร่าวๆกันก่อน แล้วจะอธิบายว่ามันเด็ดยังไง

  • ใช้ เลนส์ Nikon Bayonet Mount ( แต่ใช้ได้แทบทุกเจน )
  • ความเร็วชัตเตอร์ 8s ถึง 1/1000 s , B และมีชัตเตอร์ M90 (1/90 s) สำหรับเวลาฉุกเฉินที่ถ่านหมด และถ้าใช้โหมด A ความเร็วชัตเตอร์จะสามารถไปถึงระดับชั่วโมงกันเลยทีเดียว (กรณีถ่ายภาพกลางคืนอะไรแบบนั้น)
  • มี AE Lock
  • แฟลช Sync ที่ความเร็วสูงสุด 1/125s
  • ใช้ถ่าน LR44 หรือ SR44 สองก้อน

จุดแรกที่ชอบเลย ก็คงไม่พ้นหน้าตา เจ้านี่มันหล่อเข้มเหลือเกิน และเราชอบซีรีย์ FE หรือ FM มากกว่า FE2 หรือ FM2 ตรงที่ด้านหน้ามันไม่มีคำว่า “FE2” อะไรแบบนี้มากวนใจ เราว่าเรียบๆดูดีกว่าเยอะ

อ่ะ หน้าตาข้ามไป มาถึงการใช้งานดีกว่า รายละเอียดของ Nikon ค่อนข้างใส่ใจเรื่องการใช้งานจริงเอามากๆ เช่น เวลาที่เรามองใน Viewfinder เนี่ย จะเห็นทุกอย่างครบเลย ตั้งแต่เข็มที่บอกว่า ความเร็วชัตเตอร์อยู่ที่เท่าไหร่ และควรเป็นเท่าไหร่ (ในโหมด Manaul) หรือ ช่องที่เจาะเอาไว้ให้เราเห็นว่า รูรับแสงที่เลนส์ปรับเป็นเท่าไหร่ ดูคลาสสิคมาก หรือถ้าใช้แฟลชก็จะมีไฟ LED บอกว่าแฟลชพร้อมใช้งานหรือยัง เรียกว่าพร้อมรบโดยไม่ต้องเงยหน้าออกมาจากช่อง Viewfinder เลย

DSCF4433

 

หรืออย่างการมี DOF Preview ให้ เช็คได้ว่า รูรับแสงประมาณนี้ เราจะได้ชัดตื้นชัดลึกภาพประมาณไหน มันนี้เหมาะกับขา Bokeh มาก หรือ…อะไรอีกดีล่ะ อ่อ ถ่ายภาพซ้อน ก็ไม่ต้องมาหมุนอะไรเองให้เมื่อย มีปุ่มเล็กๆใกล้ๆชัตเตอร์เอาไว้ให้เลย รายละเอียดเล็กๆน้อยๆของ FE ที่เราว่ามันเยอะ แต่กลับสามารถใช้งานได้จริงหมด ไม่ใช่ว่ามีโชว์ว่ากูฟังก์ชั่นเยอะเฉยๆ อันนี้ถือว่า Nikon ทำมาดีมาก

DSCF4428 copy

โหมด A หรือ Aperture Priority นั้น ก็ทำงานแม่นยำด้วยการวัดแบบมาตรฐาน 60/40 Centerweight โดย TTL วัดแสงผ่านเลนส์  เท่าที่ลองใช้มาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร และยังมี AE Lock ให้ เวลาใช้ก็กดตรง Self timer แต่ดึงไปอีกด้าน (อันนี้ชอบการวางตำแหน่งมาก ปุ่มเดียวใช้ได้สองอย่างเลย) อ่ะ..ถ้ายังไม่พอใจ ก็มีชดเชยแสงให้อีก EV -2 / +2

DSCF4430 copy

 

จุดไฮไลท์เลยของ FE ที่รู้สึกว่าเฮ้ย..กล้องยุค 70s เหรอวะเนี่ย คือ การถ่ายกลางคืน ไอ้ประเภทต้องมากด Shutter B มีสายลั่นชัตเตอร์นี่ ไม่ต้องเลยนะ.. ไอ้เจ้า FE ปรับไปโหมด A จะคำนวณแสงให้เอง ยังไม่พอ.. แม่งเอากระจกขึ้นให้ ล็อคไว้ก่อนเลย เพื่อกันการดีดกระจกแล้วภาพจะสั่นแบบพวกกล้อง SLR ทั่วไป (รวมถึง DSLR เองก็เถอะ)  พอล็อคกระจกแล้วกล้องถึงจะเริ่มนับถอยหลัง ก่อนจะเปิดม่านรับแสงเข้ามา ง่อลลล.. เจ๋งโคตร ก็รอไปเลย กี่นาที เป็นชั่วโมงนี่กล้องจะคำนวณให้เอง สุดมาก

อีกส่วนที่ Nikon ไม่ได้บอกไว้ในสเปคจริงก็คือ จริงๆแล้วโหมด A จะทำงานความเร็วชัตเตอร์เหนือ 1/1000s ขึ้นไปอีก (อาจจะถึง 1/8000s ได้) แต่ผลของการวัดแสงอาจจะผิดพลาด ทำให้ Nikon ไม่ได้สเปคเอาไว้

ถ้าพูดถึงเรื่องความเร็วชัตเตอร์ ก็มีเพิ่มอีกนิด เมื่อเทียบกับซีรีย์ FM แล้ว ด้วยความที่ FE เป็นชัตเตอร์ไฟฟ้า มันเลยสามารถมีชัตเตอร์ความเร็วต่ำถึง 8s ได้ ในขณะที่ซีรีย์ FM จะได้ถึง 1s เท่านั้น (แต่จริงๆก็ไม่ค่อยจะได้ใช้กันหรอก)

เลนส์ที่ใช้ได้กับเจ้า Nikon FE นี่ก็ค่อนข้างได้แทบทุกเจนของ Nikon เลย ตั้งแต่ Ai , AF , AF-D, AF-S นี่ได้หมดเลย แค่นี้ก็ใช้กันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

เป็นไงล่ะ.. ไม่น่าเชื่อว่ากล้องที่ดูเรียบๆนี่มันจะซ่อนอะไรไว้เยอะขนาดนี้ ทีนี้มาลองดูงานเท่าที่เราลองเทสมาบ้างนะ

 

FE0915001 (16)Edited
Lens : 28mm. F/3.5 // Film : Kodak Color Plus
Untitled (20)_edit
Lens : 50mm. F/1.4 // Film : Cinestill 50D
Untitled (10)
Lens : 50mm. F/1.4 // Film : Cinestill 50D
10_14 (2)
Lens : 50mm. F/1.4 // Film : Rollei RPX 400

 

FE0915001 (9)Edited
Lens : 28mm. F/3.5 // Film : Kodak Color Plus

 

FE0915001 (5)Edited-2
Lens : 28mm. F/3.5 // Film : Kodak Color Plus

 

 

 

สำหรับข้อเสียเอง ถ้าให้นึกที่เราไม่ชอบที่สุดของกล้องนี้คือ การเปิดปิด จริงๆคือชอบวิธีการเปิดปิดนี้นะ มันสะดวกมาก แต่ก็ไม่สะดวกไปในตัวคือมันเกะกะเวลาเปิดแล้วไอ้ไกขึ้นฟิล์มมันเกะกะ ทำให้เวลาเล็งเนี่ย เราต้องใช้ตาขวาเล็งเท่านั้น (ซึ่งปกติเราก็ใช้ตาขวาแหล่ะนะ) ถ้าเล็งด้วยตาซ้าย แก้มจะไปติดกับไอ้ไกขึ้นฟิล์มนี่แหล่ะ

DSCF4431

 

เมื่อเทียบกับ FE 2 หรือ FM 2 แล้ว ข้อดีที่เพิ่มของสองตัวนั้นเช่น ความเร็วชัตเตอร์สูงสุด (อย่างเป็นทางการ) คือ 1/4000s และมันสามารถใช้ Flash Sync ที่ความเร็วสูงสุด 1/250s เอาจริงๆคือมันไม่ได้จำเป็นมากสำหรับเรา (แลกกับหน้าตาที่มันมีตัวหนังสือ FE2 อยู่หน้ากล้อง และมันก็กินแบตมากกว่าด้วย ก็ดูไม่คุ้มเลย) แต่สำหรับคนที่ต้องการความเร็วชัตเตอร์สูงมากๆ ประเภทขอ Bokeh ตลอดเวลา ก็ข้ามไปเล่น FE2 แทนก็ได้

 

ปิดท้าย มาสรุปคะแนนกันสักหน่อย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★★
(หล่อเข้มเรโทร )

วัสดุ // ★★★★★
(โคตรแน่น โคตรทน)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★★
(อยู่ที่เลนส์แล้วล่ะ ว่าใช้เลนส์ตัวไหน กล้องนี่เรียกว่าสุดแล้ว)

ฟังก์ชั่น // ★★★★★
( ไม่รู้จะตัดตรงไหน มันมีให้ครบจริงๆ )

คุ้มค่า? // ★★★★★
( คุ้มที่สุดแล้วเนี่ย ถูกและดี )

 

รีวิว โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

 

 

 

Advertisements

2 Comments Add yours

  1. Stamp says:

    ฟิลเตอร์linear กับฟิลเตอร์ปกติใช้ได้กับกล้องฟิล์มได้เหมือนกันไหมครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s