ตอบคำถามง่ายๆ “ถ้าอยากเริ่มล้างฟิล์มเอง ต้องทำอย่างไร?”

ช่วงตอบปัญหาคาใจน้องๆเพื่อนๆพี่ๆที่สนใจถ่ายรูปกล้องฟิล์ม กลับมาอีกแล้ว! เนื่องจากช่วงนี้มีคนมาถามเราเยอะมากเรื่องการล้างฟิล์มด้วยตัวเอง เช่น ถ้าอยากล้างฟิล์มเองนี่ยากมั๊ย? ต้องใช้เงินเท่าไหร่? ล้างแล้วดีกว่าร้านล้างยังไง? ฯลฯ คือเป็นคำถามที่สั้นแต่ต้องตอบกันยาว ไม่สามารถตอบได้ในประโยคสองประโยค บางคนถ้ามาที่ร้านเราเลยก็ยังพอจะง่ายหน่อย แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่แวะมาคุยกันง่ายๆ เอาเป็นว่า สรุปเป็นบทความให้อ่านกันจะง่ายกว่า

ก่อนหน้านี้ เราเคยเขียนบล็อกเอาไว้แล้ว เกี่ยวกับ วิธีล้างฟิล์มสีด้วยตัวเอง แบบบ้านๆมาก..ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อก่อนตอนจะหัดล้างนี่หาข้อมูลยากมาก งงกันสามวันเจ็ดวัน พอล้างเป็นแล้วเลยเก็บกด อยากเขียนโพสเอาไว้ให้อ่านกันโต้งๆเลย ทีนี้.. มันก็อาจจะยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควรสำหรับคนที่คิดจะเริ่ม อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า คำถามพื้นๆนี่เราไม่เคยรวบรวมเอาไว้สักที บางทีลูกค้ามาที่ร้านมักจะถามว่า “ถ้าจะเริ่มล้างเองนี่ ใช้เงินเท่าไหร่?” แค่นี้ยังไม่เคยเอาเครื่องคิดเลขมากดๆๆบวกราคาเครื่องมือเอาไว้เลย… เอาเป็นว่า วันนี้ล่ะ! จะเป็นฤกษ์ดีในการตอบสักที

ป.ล. ขอแนะนำนิดนึงว่า ใครที่อยากจะเริ่มมาล้างฟิล์มเอง ควรฝึกถ่ายรูปให้แม่นยำก่อน และเข้าใจพื้นฐานความรู้เรื่องฟิล์มมาประมาณนึงแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจกระบวนการทำงานพวกนี้ยาก มันไม่สำเร็จรูปเหมือนกล้องดิจิตอล ต้องเข้าใจกันก่อน เช่น บางคนยังไม่รู้เลยว่า ล้างฟิล์มไปเพื่ออะไร? (เจอคำถามมาแล้วเช่นว่า ไม่ต้องล้างฟิล์มได้มั๊ยคะ จะเอาภาพเลย.. T T หรือล้างฟิล์มแล้วต้องเอาไปสแกนก่อนนะ ถึงจะได้ภาพ อะไรแบบนี้ก็เจอมาแล้ว.. )

ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำให้หาบทความในบล็อกนี่แหล่ะ อ่านมันทั้งบล็อกนี่ก็พอจะได้พื้นฐานไปบ้าง และควรฝึกถ่ายเยอะๆๆๆๆๆ มาเริ่มกันทีละคำถามเลยนะ..

 

IMG_0922

 

1.สนใจอยากเริ่มล้างฟิล์ม ล้างเองยากมั๊ย ต้องมีห้องมืดมั๊ย?

ตอบ : การล้างฟิล์ม ไม่ต้องมีห้องมืด การที่ต้องมีห้องมืดคือการอัดรูป ซึ่งเบื้องต้นเราไม่ต้องไปถึงขนาดนั้น แค่ล้างฟิล์มใช้เพียงถุงมืดเพื่อโหลดฟิล์มจากกลักฟิล์มที่เราถ่ายแล้ว ลงไปที่แท้งค์สำหรับล้างฟิล์มไม่ให้ฟิล์มมันโดนแสงก่อนที่จะทำการล้างนั่นแหล่ะ พออยู่ในแท้งค์ซึ่งมันกันแสงได้ ก็แค่นี้เลย.. ที่เหลือไปทำในห้องน้ำในบ้านนั่นแหล่ะ

004
ตัวอย่างน้องๆที่มาเวิร์คชอปที่ร้าน เราจับให้ฝึกคลำๆในถุงมืดกันก่อน

การล้างฟิล์มนี่แบ่งออกง่ายๆก่อน เป็นฟิล์มสี และฟิล์มขาวดำ ทั้งสองอย่างนี้ใช้อุปกรณ์ในการล้างเหมือนกัน แต่ใช้น้ำยา และขั้นตอนต่างกันไปบ้าง อธิบายคร่าวๆอย่างนี้ก่อนนะ

ล้างฟิล์มสี

1.มีน้ำยาหลักๆคือ 1.Color Develop / 2.Bleach / 3. Fix (น้ำยาบางยี่ห้อบางรุ่น ก็จะรวม Bleach กับ Fix เข้าด้วยกันเลย เรียกว่า Blix) และ 4.Stabilizer (บางรุ่นก็ไม่ใช้น้ำยาตัวนี้เลย เพราะบางบริษัทจะบอกว่า ฟิล์มปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องราเหมือนสมัยก่อนแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาตัวนี้)

 

IMG_0919

2.น้ำยาล้างฟิล์มสี ส่วนใหญ่จะสะดวกกว่าตรงที่จะทำเป็นชุดมาให้แล้ว มีน้ำยาครบทุกตัว ไม่ต้องไปซื้อแยกให้เหนื่อย ผสมตามสูตรที่ให้มาแล้วใช้ได้เลย

3.ล้างฟิล์มสีใช้อุณหภูมิ 38c ก็คือต้องทำอุณหภูมิร้อน ตรงนี้จะลำบากหน่อย เพราะการควบคุมให้มันร้อนต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงจะยากกว่าทำอุณหภูมิเย็น

4.ระยะเวลาในการล้างในฟิล์มแต่ละชนิด แต่ละความไวแสง ใช้เวลาเท่ากันหมด จะล้างฟิล์มความไวแสง ISO 400 กับ ISO 800 พร้อมกัน ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งแตกต่างจากการล้างฟิล์มขาวดำ

ล้างฟิล์มขาวดำ

1.ขั้นตอนหลักๆคือ ใช้น้ำยา 1.Develop / 2.Stop Bath / 3. Fixer และน้ำยาส่วนเสริมอื่นๆแล้วแต่เรา ช่วยให้สะดวกขึ้น คือน้ำยา Hyper Wash และ Photo Flo สองอย่างนี้แล้วแต่คนล้าง มันจะช่วยให้ล้างฟิล์มได้ง่ายขึ้น แต่ไม่จำเป็นที่สุด

2.น้ำยาขาวดำจะวุ่นวายกว่าน้ำยาสีตรงที่มีให้เลือกเยอะมากๆ และให้ผลต่างกันไป แล้วแต่ความต้องการ ข้อดีคือมันมีให้ทดลองมากมาย ข้อเสียก็คือจะงงมาก ทุกน้ำยาต้องซื้อแยกกันหมด ไม่ได้มีเป็นชุดเตรียมพร้อมมาให้

3.ล้างฟิล์มขาวดำใช้อุณหภูมิ 20c ก็คืออุณหภูมิเย็น (อาจจะแตกต่างกันไปตามสูตร แต่ก็คือเย็นนั่นแหล่ะ) การทำอุณหภูมิก็จะง่ายกว่า เช่น ซื้อน้ำแข็งหลอดตามเซเว่นมาเทแช่น้ำยาในกระติกประหนึ่งแช่เบียร์เลย อะไรแบบนี้ ควบคุมได้ง่ายกว่า มีการเปลี่ยนแปลงช้า

4.การล้างฟิล์มในแต่ละยี่ห้อ แต่ละความไวแสง ต้องดูสูตรให้ดี มันจะไม่เท่ากันเลย จึงยากที่จะสามารถล้างฟิล์มรวมกันได้ทีละหลายม้วน ควรถ่ายฟิล์มชนิดเดียวกันแบบเดียวกัน เพื่อล้างพร้อมกัน แต่ถ้าคนละแบบมา ต้องล้างแยกกัน เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง

 

2.ถ้าจะเริ่มล้างนี่ ใช้เงินเท่าไหร่?

คำถามยอดฮิตมาก อ้าปากยังไม่ทันลงตัวสะกดคำแรกก็เดาได้เลย  มาเริ่มเบื้องต้นก่อนว่า เราต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง?

2.1 แท้งค์ล้างฟิล์ม : เริ่มแค่ตัวมาตรฐานก็พอ Paterson Universal จะมาพร้อม Reel สำหรับโหลดฟิล์มขนาด 135 ได้ 2 ม้วน ที่สามารถแปลงเป็น Reel สำหรับโหลดฟิล์มขนาด 120 ได้ ด้วยขนาดแท้งค์เล็กสุดนี้ สามารถล้างฟิล์มขนาด 135 พร้อมกันได้ 2 ม้วน หรือ ฟิล์มขนาด 120 ได้  1 ม้วน แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการล้างอยู่บ้านแล้วล่ะ

 

2.2 ที่ดึงฟิล์ม : ฝรั่งเรียก Film Picker เอาไว้ใช้เวลาที่เราดึงฟิล์มขนาด 135 ที่ถ่ายแล้วออกมาจากม้วน สะดวกมากๆ บางคนไม่ใช้ก็ต้องใช้เปิดกลักฟิล์มในถุงมืดเอา ซึ่งลำบากกว่า

 

2.3 ถุงมืด : อันนี้คือสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ใช้แทนห้องมืดนั่นแหล่ะ หน้าตามันจะคล้ายเสื้อ คือเป็นถุงที่มีแขนออกมา เอาไว้ให้เราใส่แขนเข้าไปเพื่อโหลดฟิล์มจากกลักเข้าไปใน Reel แล้วใส่เข้าไปในแท้งค์

IMG_1212
ตัวอย่าง ถุงมืด

 

2.4 เทอร์โมมิเตอร์ : บ้านๆเรียก ปรอท จริงๆแล้วใช้ปรอทแบบไหนก็ได้ที่สามารถบอกอุณหภูมิตั้งแต่ 20c ถึง 38c ได้นั่นแหล่ะ แต่ถ้าพวกที่ใช้สำหรับการล้างฟิล์มนี่มันจะเที่ยงตรง ละเอียดกว่า และทนกว่า

อันนี้เทอร์โมแบบในห้องมืด จริงจัง สะดวก เป๊ะ แต่ถ้าเริ่มต้น งบน้อยไม่จำเป็นก็ได้นะ

 

2.5 ขวดเก็บน้ำยา : เวลาที่เราผสมน้ำยาสำหรับล้างฟิล์มเสร็จแล้ว ต้องหาที่เก็บให้ดี ขวดที่เหมาะสมคือขนาดประมาณ 1 ลิตร (เพราะส่วนใหญ่น้ำยามาตรฐานจะใช้ประมาณ 1 ลิตร) อย่าให้เหลือที่ว่างระหว่างน้ำยากับปากขวดเยอะ เพราะยิ่งน้อย อ๊อกซิเจนจะน้อย ช่วยให้ยืดอายุน้ำยาได้ ที่สำคัญคือ ควรเป็นสีทึบ สีชา เพื่อป้องกันแสงแดด ถ้าขวดปากกว้างได้จะทำงานได้สะดวกขึ้น

 

ทั้ง 5 อย่างนี้ รวมกันเท่าไหร่บ้าง?

  • แท้งค์ ถ้าเป็น Paterson ขนาดเล็กทั้งชุดจะอยู่ราวๆ 1,700 บาท
  • ที่ดึงฟิล์มอยู่ราวๆ 600-700 บาท ขึ้นไป แล้วแต่ยี่ห้อและคุณภาพ
  • ถุงมืด แนะนำให้ใช้ไซส์ใหญ่ไปเลย ราคาประมาณ 1,300 บาท ขึ้นไปแล้วแต่ยี่ห้อ
  • เทอร์โมมิเตอร์ ถ้าจะซื้อบ้านๆมาก็ได้ อันนึงไม่ถึงร้อยบาท แต่ถ้าดีๆกว่าหลายร้อยบาท
  • ขวดเก็บน้ำยา แล้วแต่จะสรรหากันได้ ถ้าขวดสำหรับเก็บน้ำยาโดยเฉพาะ ก็ขวดนึงร้อยกว่าบาทขึ้นไป แล้วแต่คุณภาพ

สรุปคือเบื้องต้น ต้องมีตังซื้ออุปกรณ์ประมาณ 4,000 บาท

 

3. ซื้อน้ำยาทีนึง จะล้างได้กี่ม้วน?

เราจะแบ่งเป็นสองแบบเหมือนเดิม ก็คือการล้างฟิล์มสี และฟิล์มขาวดำ

การล้างฟิล์มสี

น้ำยาล้างฟิล์มสีเบื้องต้นจะเป็นเซ็ต แนะนำให้ซื้อชุดขนาด 1 ลิตร เพราะไม่มากเกินไปจนล้างไม่ทัน ยี่ห้อหลักๆที่ขายกันก็คือ Tetenal รุ่น C-41 ขนาด 1 ลิตร , Rollei รุ่น Digibase C-41 ขนาด 1 ลิตร เป็นต้น หลักการทำงานคล้ายๆกัน แตกต่างกันบ้างในรายละเอียดแนะนำให้ดูในคู่มือ

น้ำยาล้างฟิล์มสี Tetenal C-41 ขนาด 1 ลิตร อันนี้คือน้ำยาที่ยังไม่ได้ทำการผสมนะ ผสมแล้วจะเหลือ 3 ตัว

 

น้ำยาล้างฟิล์มสีจะมาเป็น Concentrate คือน้ำยาเข้มข้น ต้องมาผสมมาสูตรที่ให้มา เมื่อผสมแล้วจะได้ชุดน้ำยาขนาด 1 ลิตร โดยปกติจะล้างฟิล์มได้ 12 – 16 ม้วน ( ของ Rollei Digibase C-41 จะล้างได้ 20 ม้วน ) และเมื่อมีการผสมแล้ว น้ำยาจะมีอายุประมาณ 1- 1เดือนครึ่ง ( ของ Rollei Digibase C-41 จะมีอายุประมาณ 2-3 เดือน ) เลยแนะนำว่า ควรมีฟิล์มพร้อมล้างจำนวนหนึ่งก่อนที่ผสมน้ำยา ไม่งั้นจะล้างไม่ทันเอาได้

 

อันนี้เป็น Rollei Digibase C-41 ลักษณะคล้ายๆกัน แต่ละเอียดกว่าที่แยกน้ำยาออกจากกันทุกตัว เป็น 4 ตัว

 

น้ำยาล้างฟิล์มสีจะเป็นประเภทใช้ซ้ำ คือล้างเสร็จก็เทเก็บเอาไว้ล้างใหม่ วนจนครบจำนวนที่บริษัทกำหนดไว้

ราคาของชุดน้ำยาล้างฟิล์มสี ขนาดมาตรฐานที่ล้างได้ประมาณ 16 ม้วน อยู่ที่ประมาณ 1,600 บ. (แล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นน้ำยาด้วย)

 

การล้างฟิล์มขาวดำ

น้ำยาสำหรับล้างฟิล์มขาวดำนี่อธิบายกันยาวววเลยล่ะ เพราะมันเยอะ.. จะพยายามย่อๆก่อนนะ เริ่มต้นง่ายๆตามนี้

1.น้ำยา Developer ตัวนี้ทำหน้าที่ทำให้ฟิล์มเกิดภาพ น้ำยาตัวนี้จะแบ่งเป็นสองแบบ

1.1 แบบผง แบบนี้จะราคาถูก เอาไปผสมน้ำเอง ตอนมันเป็นผงอยู่นี่จะเก็บได้นานมากๆ หลายปี แต่เมื่อผสมเป็นน้ำแล้ว ต้องรีบใช้ อายุมันจะประมาณเดือนเดียว และต้องผสมให้หมดในทีเดียว เหมาะกับคนที่ล้างจำนวนมากๆ

ตัวอย่าง น้ำยา Kodak D-76 คลาสสิคมาก แบบซองเล็กก็ง่ายดี ผสมน้ำร้อน ก็พร้อมใช้งาน

1.2 แบบ One Shot คือเป็นแบบน้ำเข้มข้น จะใช้ทีนึงก็เทออกมาผสมน้ำ แบบนี้จะประหยัดเช่นกัน เหมาะกับคนที่ไม่ได้ล้างทีละเยอะๆ ล้างบ้างไม่ล้างบ้าง แต่น้ำยาเข้มข้นเองก็เก็บได้ไม่นานเท่าผงนะ แต่ก็ไม่ได้เร็วขนาดหลักเดือนสองเดือน ราคาจะแพงกว่าผง มากน้อยก็แล้วแต่สูตร

 

ตัวอย่าง Rollei R09 เป็นสูตรยอดฮิต เพราะประหยัดและคุณภาพดี
ตัวอย่างอีกอันที่เราใช้บ่อย ILFORD DDX เน้นพวกที่ชอบ Push ฟิล์มทั้งหลาย

 

ทีนี้ นอกจากมันจะแบ่งเป็นแบบผงกับแบบน้ำแล้ว มันก็ยังมีสูตรมากมายมหาศาล แนะนำให้สอบถามทางร้านที่ขายด้วยว่า เราล้างกับฟิล์มอะไร? อยากได้โทนแบบไหน? จะทำให้เลือกซื้อน้ำยาได้ถูกต้องมากกว่า

2. น้ำยา Stop Bath ทำหน้าที่หยุดการสร้างภาพจากขึ้นตอนแรก ณ ปัจจุบัน เป็นน้ำยาประเภทน้ำ ตัวนี้ใช้นิดเดียว ไม่เปลืองเท่าไหร่ ราคาไม่แพงมาก ราคา 3-4 ร้อยบาทใช้กันได้ยาวๆเป็นหลายสิบม้วน

 

ตัวอย่างน้ำยา Stop Bath ของ ILFORD จริงๆน้ำยานี้ของยี่ห้อไหนไม่ค่อยต่างกันมาก

 

3. น้ำยา Fixer ทำหน้าที่ทำให้ภาพคงทน เจ้าตัวนี้ก็มีทั้งแบบผงและแบบน้ำเช่นกัน แล้วแต่จะเลือก แต่แนะนำแบบน้ำมากกว่า เพราะใช้งานง่ายกว่ามาก ก็ไม่ได้ราคาแพงอะไรมากด้วย

 

ตัวอย่างน้ำยา Fixer ของ ILFORD

 

4. น้ำยา Hyper Wash ปกติแล้วขั้นตอนหลังจากการ Fix คือต้องนำฟิล์มไปล้างน้ำ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที อาจจะทำให้ใช้น้ำมากและเสียเวลา อาจจะไม่สะอาดเท่าที่ควรอีกต่างหาก น้ำยา Hyper Wash เลยถูกผลิตขึ้นเพื่อย่นเวลาการล้าง ให้เหลือประมาณ 10 นาที และทำให้ฟิล์มสะอาดขึ้น อันนี้แล้วแต่คนเลยว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้

 

ตัวอย่าง น้ำยา ILFORD Washaid ทำหน้าที่ Hyper Wash นั่นแหล่ะ

 

5. น้ำยา Photo Flo เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะนำฟิล์มไปตาก ปัญหาของการล้างฟิล์มคือ น้ำยามักจะทิ้งคราบเอาไว้บนฟิล์มเมื่อฟิล์มแห้งแล้ว เจ้า Photo Flo จึงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นตัวไล่คราบน้ำบนฟิล์มออกในขณะที่ตากฟิล์ม ทำให้ไม่ทิ้งคราบเอาไว้ ตัวนี้มีความจำเป็นพอสมควร แต่จะไม่ใช้ก็ได้เช่นกัน ราคาไม่แพง คือมันใช้น้อยมาก หยดเดียวอะไรแบบนี้เลย บางยี่ห้อขวดใหญ่เชียว ใช้ยันลูกบวชก็ไม่ยอมหมด

 

ตัวอย่างน้ำยา Adox Adoflo เล็กดี ไม่ต้องรอใช้จนชั่วลูกชั่วหลาน

 

สรุปคือ น้ำยาพวกนี้ซื้อทีนึงใช้ได้กี่ม้วน? ตอบไม่ได้แน่นอนครับ ว่าใช้ได้กี่ม้วน ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดที่ซื้อมา แต่แน่นอนว่ามันคุ้มกว่าไปส่งร้านมาก บางอย่างขวดนึงล้างกันได้เป็นร้อยม้วนเลย

 

4. ล้างเอง ต่างจากล้างฟิล์มที่ร้านยังไง?

เป็นคำถามสำคัญสำหรับคนที่อยากล้างฟิล์มเองที่บ้าน เราขอสรุปให้เป็นข้อๆนะ

 

004

 

  • ล้างเองนั้น จะล้างเมื่อไหร่ก็ได้! แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว เพราะถ่ายปุ๊ปเกิดอยากดูตอนตี 3 ก็ลุกขึ้นมาล้างได้ แต่ส่งร้านตอนตี 3 ก็คงไม่ได้
  • ปรับปรุงโทนภาพให้ได้ตามที่เราต้องการ หลายๆคนเจอปัญหาโดยเฉพาะฟิล์มขาวดำ คือร้านล้างมาไม่ถูกใจเรา ฟิล์มขาวดำนี่เป็นเรื่องของรสนิยมมาก เช่น Contrast เยอะ-น้อย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการล้างเลย หรือฟิล์มสีเองก็ตาม เกิดปกติเป็นคนถ่ายแล้วอันเดอร์ อยากจะ Push ให้มันสว่างมากหน่อย ก็ทำได้เอง อาจจะ 1 – 1 ครึ่งอะไรแบบนี้ ร้านก็อาจจะทำได้ไม่ถูกใจเรา
  • ไม่ต้องกังวลว่าร้านจะทำฟิล์มเราเสีย เพราะถ้าล้างเอง ทำเสียเอง จะไม่เสียใจเท่าคนอื่นทำเสีย 555
  • ราคา ข้อนี้ขอบอกก่อนว่า หลายคนคาดหวังว่าจะประหยัดขึ้น บอกเลยว่าไม่ทุกกรณี เช่น ฟิล์มสี เราบอกเลยว่าแพงกว่าร้านล้างแน่นอน แต่.. บอกเลยเช่นกันว่า การที่ได้ควบคุมเอง ล้างเมื่อเราต้องการเนี่ย มันคุ้มกับเงินที่จ่ายไปแน่นอน ส่วนฟิล์มขาวดำนั้น ถ้าใช้น้ำยามาตรฐานก็เรียกว่าประหยัดกว่าล้างที่ร้านแน่นอน ในบางกรณีที่ใช้น้ำยาพิเศษๆ ราคาก็อาจจะแพงกว่าร้าน ซึ่งก็แลกมาด้วยคุณภาพที่ดีกว่ามาก ที่ร้านจะทำให้เราไม่ได้เช่นกัน
  • เพื่อนจะรักเป็นพิเศษ เนื่องจากถ้าเรามีสกิลนี้ เราสามารถรวบรวมเป็นแก๊งค์ หารกัน แล้วให้เพื่อนส่งให้เราล้าง สนุกสนาน เป็นที่ต้องการตัวของเพื่อนๆ หรือจะคิดตังค่าล้างกับเพื่อนก็ได้ 555

 

5. แล้วจะหัดล้างเองได้ยังไง?

ถ้าเป็นการล้างฟิล์มขาวดำ ไม่ยากเลย ตาม Youtube ก็มีสอนเยอะแยะ หรือหลายๆที่ก็เปิดสอนกัน ไม่ยาก ส่วนล้างฟิล์มสี ก็ลองอ่านที่เราเขียนเอาไว้ในบทความ วิธีล้างฟิล์มสีด้วยตัวเอง แบบบ้านๆมาก..ถึงมากที่สุด ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ แนะนำให้แวะมาที่ร้านเราได้ ปกติจะมีเปิดเวิร์คชอปฟรีๆสำหรับคนที่สนใจ

005

เอาล่ะ.. คิดว่าหมดข้อสงสัยเบื้องต้นนะ เรื่องการล้างฟิล์มนี่ถ้าสนใจ มันก็จะมีเจาะลึกลงไปเรื่อยๆแหล่ะ ใครที่สนใจถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์ม ก็ไม่ควรพลาดที่จะลองล้างฟิล์มเองสักครั้งนะ มันเป็นความภูมิใจ ความสนุกที่หาไม่ได้จากการถ่ายรูปด้วยกล้องดิจิตอลเลยล่ะ

 

บทความโดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s