Kodachrome ตำนานฟิล์มที่สีสวยที่สุดในโลก

หลายครั้งที่มีคนถามเกี่ยวกับฟิล์มสีที่ถ่ายสวยที่สุดคือตัวไหน? ช่างภาพรุ่นใหญ่หลายๆคน ก็มักจะต้องกล่าวถึงเจ้าฟิล์มสีตัวหนึ่งเป็นเสียงเดียวกันเลย จะเปรียบไปแล้ว เจ้าฟิล์มที่ว่านั้นมันก็เหมือนไดโนเสาร์ที่เคยยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้แต่ไม่มีวันฟื้นกลับมาได้ จนเป็นตำนานเล่าต่อกันของช่างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เมื่อเราพลิกดูรูปถ่ายระดับตำนานทั้งหลายที่เป็นภาพสี แทบจะทั้งหมดนั้นก็จะต้องระบุชื่อเป็นฟิล์มตัวนี้อีกนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ขนาด 8 mm.ที่ถ่ายไว้ในเหตุการณ์ลอบสังหาร JFK เมื่อปี 1963 หรือ เหตุการณ์เรือบิน Hindenberg ไฟไหม้ที่ถูกถ่ายในเวอร์ชั่นสีเมื่อปี 1936 รวมไปถึงภาพนิ่งสาวน้อยอัฟกันสุดคลาสสิคของ Steve McCurry เมื่อปี 1985

ประวัติศาสตร์ของฟิล์มสีที่ยาวนานตั้งแต่ช่วงยุค ’30s ยาวนานถึง 75 ปี นี่คือที่สุดของฟิล์มสีที่กลายเป็นตำนานแบบไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว นั่นก็คือ “Kodachrome”

PAKISTAN. Peshawar. 1984. Afghan Girl at Nasir Bagh refugee camp.
Photo by © Steve McCurry (1985) // Magnum Photos

Kodachrome คือแบรนด์ในซีรีย์หนึ่งของ Kodak ผู้ผลิตฟิล์มเจ้าใหญ่ของโลกจนถึงปัจจุบันนี้ (ต้องคอยย้ำอยู่เสมอนะ ว่าเขายังผลิตฟิล์มกันอยู่น่ะ)  มันคือฟิล์มสีสไลด์ที่มีลักษณะสีเฉพาะไม่เหมือนใคร มีวิธีการบันทึกภาพลงบนฟิล์มที่แปลกจากฟิล์มทุกตัว โดดเด่นจนช่างภาพระดับตำนานแทบทุกคนต้องหลงรักมัน เปรียบเสมือนถ้าเป็นฟิล์มขาวดำก็ต้อง Kodak Tri-X ถ้าฟิล์มสีก็ต้อง Kodachrome แบบนั้น

ว่ากันว่า ฟิล์ม Kodachrome นั้นไม่มีอะไรแทนได้ เพราะมีสีที่ไม่จัดจ้านเกินไปเหมือน Velvia ของ Fujichrome แต่ดูนุ่มนวล ดูดีมีชาติตระกูลกว่าฟิล์มใดๆ มี Dynamic ที่กว้างมากถึง 12 stop เลยทีเดียว

แม้ว่าการถ่ายภาพสีจะเริ่มต้นตั้งแต่สมัย ’10s แล้ว Kodachrome ถูกใช้เป็นแบรนด์สำหรับภาพสีตั้งแต่สมัยนั้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ด้วยการแข่งขันด้านเทคโนโลยี Kodak จึงพยายามวิจัยวิธีการถ่ายภาพสีให้ได้คุณภาพสีสูงขึ้นมาตลอด

ปี 1930 สองนักวิจัยหนุ่มน้อยที่ชื่อว่า Leopold Godowsky, Jr. และ Leopold Mannes ก่อนจะมาทำงานวิจัยด้านฟิล์มสีนี้ ทั้งคู่เป็นช่างถ่ายภาพที่รักการถ่ายภาพมากจนเลิกอาชีพนักดนตรีไป เพราะความที่พวกเขาทนเห็นคุณภาพภาพสีในภาพยนตร์เรื่อง Our Navy เมื่อปี  1916 ไม่ไหว ก็เลยคิดกันว่า จะลองคิดค้นกันเอง โดยเริ่มจากการค้นคว้าจากในห้องสมุด

godman1935
Leopold Godowsky, Jr. และ Leopold Mannes

ทั้งสองเริ่มเข้าใจหลักการของภาพสีนั่นคือ Two-color process ซึ่งทั้งคู่นำไปใช้ทดสอบบนหลักการ Multi-Layered Film คือฟิล์มหลายชั้นทำหน้าที่แทนสีแต่ละสี หลักการนี้มีการคิดค้นมาก่อนตั้งแต่ปี 1912 แล้วโดย Rudolph Fischer ฟิล์มสามชั้นแทนแม่สีทั้งสาม การทำให้เกิดสีคือการถูกย้อมโดยผสมเข้ากันในแต่ละชั้นสี และ Develop ด้วยเกลือเงิน เมื่อเกลือเงินถูกขัดออกไป สีที่ผสมแล้วจะคงอยู่บนภาพ ปัญหาคือ Fischer หาวิธีหยุดการผสมสีกันในแต่ละชั้นนั้นไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถควบคุมให้ได้สีที่ต้องการได้

นั่นคือจุดเริ่มต้นแนวทางของ Godowsky และ Mannes จนเมื่อปี 1922 ทั้งคู่ทดสอบวิธีการเคลือบฟิล์มด้วยชั้นน้ำยาไวแสงสองชั้น ชั้นบนเป็นน้ำยาไวแสงช้ากว่า ไวต่อแสงสีเขียวและน้ำเงิน ส่วนชั้นล่างเป็นน้ำยาไวต่อแสงสีแดง ซึ่งจะไวแสงกว่า

ดังนั้น ชั้นบนจะเป็นการย้อมสีเหลือง (เขียว+น้ำเงิน) เพื่อกรองสีน้ำเงินออกก่อนจะไปถึงชั้นล่างซึ่งเป็นสีแดง เมื่อมีแสงผ่านเข้ามา ทั้งสองชั้นนี้จะปรับสีต่างๆให้ถูกต้อง

แต่แล้ว เงินในการวิจัยก็เริ่มหมด พวกเขาจึงได้นำเสนอให้กับ Dr. C.E. Kenneth Mees ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกวิจัยของ Eastman Kodak ที่ Rochester , New York. ทำให้ทั้งคู่ได้ต่อลมหายใจในการวิจัยนี้ต่อไป จนจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิธีการดังกล่าว และปี 1924 พวกเขาได้จดสิทธิบัตรในขั้นตอนที่เรียกว่า Two-color process ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการควบคุมการกระจายของสีที่เป็นปัญหาหนึ่งของ Fischer มาก่อน

ปี 1930 Kodak ได้ดึงตัว Godowsky และ Mannes เข้ามาร่วมกับ Leslie Brooker ซึ่งเป็นจิ๊กซอร์สำคัญในการแก้ปัญหาบางอย่างของ Multi-layered ของฟิล์มที่ทั้งคู่ยังแก้ไม่ตก แถมเงินก็หมดอีกแล้วด้วย

ในเวลาสามปีต่อมา ทั้งคู่ยังคงแก้ปัญหาไม่ตกจนหมดหนทาง และคิดว่าโปรเจคนี้คงถูก Kodak ปิดในไม่ช้า แต่แล้วในโค้งสุดท้ายที่ Mees ตัดสินใจขอเงินทุนจาก Kodak ให้พวกเขาต่ออีกหนึ่งปี Godowsky และ Mannes ก็สามารถสร้าง Three-color Process ได้สำเร็จในเดือน เมษายน 1935 Kodachrome จึงถือกำเนิดขึ้นมาในตลาด

 

Screen Shot 2558-11-22 at 5.14.41 PM

 

ทีแรกนั้น Kodak นำวิธีการนี้มาใช้กับฟิล์มถ่ายภาพยนตร์ขนาด 16 mm. ในเดือน เมษายน 1935 ก่อน และ ขนาด 8 mm. ในเดือน พฤษภาคม 1936 จนมาถึงเดือนกันยายนในปีเดียวกัน จึงเริ่มผลิตเป็นฟิล์มภาพนิ่งขนาด 35mm. (ถ่ายได้ 18 รูป) โดยรุ่นแรกยังเป็นแบบความไวแสงต่ำ ASA 10 หรือเท่ากับ ISO 10 ซึ่งราคามันสูงมากในสมัยนั้น (ราคาขายในยุคนั้นคือ $3.50 ต่อม้วน หรือเทียบเท่า $54 ในปัจจุบัน) เนื่องจากมันเป็นฟิล์มที่ต้องส่งกลับมาล้างโดย Kodak เองด้วย (มีแลปอยู่ 9 แห่งในสหรัฐในช่วงยุค ’50s) ดังนั้น ราคาของมันคือรวมราคาที่ต้อง Process ให้ด้วยแล้ว

Kodachrome_Box

 

ในช่วงหลายปีแรก ว่ากันว่า คุณภาพฟิล์มยังไม่คงที่นัก จนกระทั่งหลังปี 1939 ไปแล้ว Kodachrome ถึงจะได้รับการยอมรับจากช่างภาพ จนกระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Kodachrome มีส่วนสำคัญมากในการบันทึกภาพสำคัญๆ อย่างเช่นภาพชุดนี้ที่เป็นภาพประชาสัมพันธ์กองทัพอเมริกาโดย OWI และ the Farm Security Administration หลังจากที่มีการประกาศเข้าร่วมสงครามโลก ถ่ายโดย Alfred Palmer ใช้ฟิล์ม Kodachrome แบบ 4×5

main_900-1
by Alfred Palmer/OWI/LOC
10
by Alfred Palmer/OWI/LOC
main_900-2
by Alfred Palmer/OWI/LOC
main_1200-1
by Alfred Palmer/OWI/LOC
main_1200
by Alfred Palmer/OWI/LOC

ขั้นตอนที่ค่อนข้างไม่สะดวกของ Kodachrome ลูกค้าต้องส่งฟิล์มที่ถ่ายแล้วกลับไปที่แลปของ Kodak ที่มีอยู่ในอเมริการาว 9 แห่ง ตลอดเวลาที่ครองตลาดยาวนานถึง 20 ปี ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องของลูกค้า จนในปี 1954 ศาลมีคำสั่งว่า การล้างฟิล์มของ Kodachrome ถือว่าเป็นการผูกขาดทางการค้า และกำหนดให้รายอื่นสามารถล้างฟิล์มนี้ได้ รวมถึงแยกค่าล้างฟิล์มที่ Kodak ได้รวมเอาไว้ในราคาขายนั้นออกไปด้วย ทำให้ราคาขายลดลงราวๆ 43% นั่นคือข่าวใหญ่ทีเดียวในยุคนั้น

แม้ว่า Kodachrome จะมีราคาที่ถูกลงแล้วก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้น ช่างภาพส่วนใหญ่ก็ยังถ่ายภาพกันด้วยฟิล์มขาวดำอยู่ และมีความเชื่อว่าฟิล์มสีเป็นเรื่องของงานโฆษณา งานข่าว และค่อนข้างมองว่าไม่ใช่งานศิลปะที่แท้จริง แต่ก็มีศิลปินบางส่วนเริ่มพัฒนางานตัวเองเป็นภาพสีอย่างต่อเนื่อง และจุดนั้นทำให้มีศิลปินหัวก้าวหน้าหลายคน สร้างผลงานภาพสีที่คลาสสิคจนถึงปัจจุบันจากฟิล์ม Kodachrome

USA. San Ysidro, California. 1979. Mexicans arrested while trying to cross the border to United States.
Photo by © Alex Webb (1979) // Magnum Photos
PAR165134
Photo by © Harry Gruyaert // Magnum Photos

Kodachrome ได้รับความนิยมอย่างมากที่สุดในช่วงยุค ’60-70s ทุกบ้านทุกครอบครัวต่างก็ใช้ถ่ายภาพในช่วงเทศกาลบ้าง หรือวันสำคัญๆอย่างวันแต่งงานเป็นต้น และ Kodak ก็พัฒนา Kodachrome เป็น Kodachrome II ซึ่งมีความไวแสงมากขึ้นอีกหน่อย คือ ASA 25 หรือ ISO 25 แต่ก็ยังคงไวแสงต่ำมากเมื่อเทียบกับฟิล์มขาวดำ

เข้าสู่ยุค ’70-80s ไม่มีใครคิดเลยว่ามันจะเสื่อมความนิยมลงได้ Kodak ยังคงพัฒนา Kodachrome ต่อไปสู่รุ่น Kodachrome 40 , 64 และ 200 มีความไวแสงมากพอสำหรับใช้งานทั่วไป

จนกระทั่งในยุค ’80 ที่วิดีโอเริ่มเข้ามาในตลาด นั่นกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น เทปจึงเข้ามาแทนที่ฟิล์มเคลื่อนไหวทันที และอีกด้านหนึ่ง ตลาดฟิล์มภาพนิ่ง ฟิล์มสี Fujifilm ที่สะดวกกว่าและราคาถูกก็ตีตลาดในจังหวะนั้น ทำให้ Kodak ต้องเผชิญศึกหลายด้าน  ด้วยการล้างฟิล์ม การใช้งานที่ง่ายกว่า ซึ่งเป็นจุดอ่อนมาตลอดของ Kodachrome ทำให้ฟิล์มสียุคสมัยใหม่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

เมื่อยุคดิจิตอลย่างกลายเข้ามาในช่วงปี 2000 Kodak สูญเสียรายได้ลงมากกว่า 70% ไม่ใช่เฉพาะ  Kodachrome เท่านั้น แต่คือหายนะของสินค้าฟิล์มทุกชนิดของ Kodak

Kodachrome ปิดฉากลงในปี 2009 เมื่อ Kodak ประกาศเลิกผลิตฟิล์ม Kodakchrome 64 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่เหลืออยู่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน และประกาศจะยกฟิล์มสองม้วนสุดท้ายให้กับ George Eastman House’s photography Museum และอีกม้วนให้กับ Steve McCurry ช่างภาพ Magnum ชื่อดังที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ Kodachrome เพื่อเป็นช่างภาพที่ได้ถ่ายมันเป็นม้วนสุดท้าย (ซึ่งทาง Steve เองที่เป็นคนขอไปทาง Kodak)

Steve McCurry เป็นช่างภาพที่ใช้ Kodachrome มาแล้วกว่า 800,000 ภาพในระยะเวลาตลอด 40 ปี แม้ว่าปัจจุบันเขาจะหัันมาทางดิจิตอลหมดแล้ว แต่ Steve ก็กล่าวว่า ถ้าคุณเจอแสงสวยๆ ไม่มีอะไรเก็บสีสวยๆนั้นทดแทน Kodachrome ได้อีกแล้ว

ปัจจุบัน ถึงแม้จะมีการขายฟิล์ม Kodachrome ในตลาดของมือสองอยู่บ้าง (และราคาก็สูงขึ้นๆ) แต่เราจะไม่มีทางล้างฟิล์มชนิดนี้ออกมาได้เลย เพราะขั้นตอนการล้างที่เรียกว่า K-14 (เป็นรุ่นสุดท้าย สำหรับการล้างฟิล์ม Kodachrome รุ่นหลัง) เป็นขั้นตอนที่ต้องทำในเครื่องมือและน้ำยาเฉพาะของทาง Kodak เท่านั้น ซึ่งไม่มีที่ไหนเลยสามารถทำได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้น Kodachrome จึงกลายเป็นตำนานที่ทำได้แค่เล่าต่อไปแค่นั้นเอง

สารคดี The Last Roll of Kodachrome ของ National Geographic ที่บันทึกการถ่ายภาพด้วย Kodachrome ม้วนสุดท้ายของโลกโดย Steve McCurry

 

บทความโดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s