13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 1

ลอนดอน เป็นเมืองที่ในความคิดเราแม่งคือเมืองโคตร Tourist ทุกอย่างเหมือนเกิดมาเพื่อเก็บตังค์เรา เราแทบไม่รู้จักหน้าตาคนลอนดอนจริงๆ ที่เดินเพ่นพ่านในเมืองมีแต่คนไทย คนจีน คนหลากชาติ ยิ่งลองคิดถึง Big Ben ,Tower Bridge , London Eye อะไรอย่างนั้นแล้ว ใครๆก็ไปยืนถ่ายรูปกับที่พวกนี้ ซึ่งมันน่าเบื่อมั๊ย.. แต่..ในความน่าเบื่อ ลอนดอนกลับมาเสน่ห์บางอย่างที่ดึงเราให้อยากกลับไปที่เยี่ยมมันซ้ำแล้วซ้ำอีก

บอกก่อนว่า รีวิวอันนี้ คงจะไม่ใช่รีวิวทริปพาเที่ยวแบบที่เค้าฮิตๆกัน เที่ยวในงบ XXX บาท (เพราะใช้ไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เอาเป็นว่าไม่ถูกไม่แพง) แต่พยายามจะแนะนำการถ่ายรูปไปด้วยมากกว่า เพราะอาชีพคือร้านขายฟิล์ม ขายอุปกรณ์กล้องโน่นนั่นนี่ไง มันก็จำเป็นต้องเอาตัวอย่างฟิล์มแต่ละแบบมาให้ดูกันด้วย ทั้งทริปนี้คือแบกฟิล์มไป 60 ม้วนได้ ยังกะจะเอาไปเปิดท้ายขายฟิล์ม แต่ช่วงวัยนี้เราคือแก่แล้ว ไม่มีไปยืนหน้าเดด ตัวตรง ถ่ายตกขอบๆหน่อย เห็นท้องฟ้าเยอะๆ ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรคูลๆชิคๆขนาดนั้น  แต่ที่เขียนนี่อีกอย่างคือแค่อยากเล่าการทัวร์ที่เพลิดเพลินจำเริญใจ ไปเรื่อยๆเปื่อยๆแบบคนแก่อย่างพวกเรา

ย้อนกลับไปวันหนึ่งเมื่อพฤศจิกา ปี 2014 ระหว่างที่เราไปเที่ยวพม่ากับครอบครัวคุณภรรยา ก็เหลือบไปเห็นโปรฯตั๋วไปลอนดอนที่ถูกมากในเฟสบุ๊ค เฮ้ย! หมื่นกว่าบาท! ก็เลยรีบหันไปถามคุณภรรยาว่าไปกันเถอะ พลีส! ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างงงๆ จากนั้นก็รีบ Line ไปถามปิง เพื่อนที่ต้องเรียกว่าเพื่อนกิน และเพื่อนเที่ยวโดยแท้จริง เพราะสิ่งที่ดึงดูดให้เจอกันตลอดสิบปีนี้คือ การกินและการเที่ยว

เรากะปิงส่วนใหญ่จะไปทริปญี่ปุ่นกันมาอย่างยาวนาน เกือบสิบปีแล้ว ด้วยความคลั่งไคล้ในญี่ปุ่นของปิง ทำให้ประเทศเดียวที่ปิงคิดจะไปก็คือญี่ปุ่น จนครั้งล่าสุดเราต้องถามว่า “คิดจะไปที่อื่นบ้างมั๊ย?ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่น” เมื่อโปรฯตั๋วถูกครั้งนี้มาถึง รองลงมาจากคุณภรรยา ก็คงเป็นปิงที่ต้องถาม เมื่อปลายทางตอบตกลงมา เราก็เลยจัดการจองตั๋วซะเลย ซึ่งมันค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย แต่ไม่เกินความพยายาม

วันเวลาผ่านไปไวราวโกหก 10 เดือนของการจองตั๋วล่วงหน้านั้น การเดินทางก็มาถึง ไอ้ไฟล์ทประหยัดนี้ มันค่อนข้างซับซ้อน เพราะเราจะต้องเดินทางไปที่โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามก่อน เพื่อไปขึ้นไฟล์ทที่เดินทางจากโฮจิมินห์ มากรุงเทพ แล้วไปอินเดีย จากนั้นถึงจะไปปลายทางที่ลอนดอน

เราถกเถียงกันหลายครั้งว่า มันจะมีวิธีที่ฝากใครสักคนหนึ่งไปโฮจิมินห์เพื่อไปเอาตั๋วให้แล้วคนอื่นๆจะรออยู่ที่สุวรรณภูมิได้มั๊ย? ซึ่งผลสรุปก็คือ แม่งก็คงไม่ได้หรอก ดังนั้นพวกเรา ซึ่งประกอบไปด้วย เรา คุณภรรยา ปิง และปอนด์ ซึ่งเป็นน้องของปิง เป็นทีมเที่ยวที่ผ่านประสบการณ์ที่ญี่ปุ่นกันมาอย่างโชกโชน จำเป็นจะต้องเดินทางที่แม่งโคตรไร้สาระ บินวนไปวนมาซะก่อน

เราขอข้ามช่วงเวลาที่โฮจิมินห์ไป เพราะมันไม่ได้อภิรมย์เท่าไหร่ เราใช้เวลาเดินทางจากโฮจิมินห์ไปถึงลอนดอน ไปถึงที่พักราวๆ 24 ชม.! เห็นจะได้ สึด! เหนื่อยมาก นี่มันไปอเมริกาได้เลย แต่ด้วยความถูก เราจึงต้องยอมจำนน

เอ๊ะ..เดี๋ยวก่อน เราต้องรีวิวการถ่ายรูปไปด้วย นี่เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ ลืมๆ.. บอกข้อมูลนิดนึง กล้องที่เราเอาไปครั้งนี้ มีด้วยกันสามตัว คือ Leica M2 ใส่เลนส์ Carl Zeiss Biogon 35mm. F/2  กับ Fujifilm Klasse S ใช้สองตัวนี้เป็นหลัก แต่เราต้องแบกอีกหนึ่งไปเพื่อถ่ายฟิล์มอื่นๆเล่นๆ ก็คือ Voigtlander Bessa R4M ใส่เลนส์ Voigtlander Ultron 28mm. F/2

IMG_3004

ฟิล์มที่แบกไปส่วนใหญ่ เราจะใช้ Fujicolor X-tra 400 เพราะเราถ่ายสตรีทเป็นหลักเลย ส่วนขาวดำที่ใช้ส่วนใหญ่คือ Rollei RPX400 และอื่นๆก็มีนิดๆหน่อย เอาไว้จะเขียนไว้ใต้รูปที่ลง

กลับมาเรื่องการเดินทางต่อ ที่พักที่เราไปพักนั้น โคตรพีค เนื่องจากเราจองผ่าน Airbnb เพราะเราต้องอยู่นานถึง 15 คืน และไปกันหลายคน เรารู้ว่าอังกฤษเป็นประเทศที่อาหารสันขวานมาก และเปลืองตังมากด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องมีครัวเพื่อการดำรงชีวิต ประเด็นอยู่ที่ ไอ้ตอนจอง ไม่รู้ใครเบลอ ระหว่างเรากับเจ้าของที่พัก ตอนแรกพี่แกบอกว่าอยู่โซน 3 ซึ่งเออ..พอทน ดูในแผนที่ก็เหมือนจะไม่ไกล พอจองไปจองมาแม่งบอก..โซน 6 เชี่ยยยย… โซน 6 นี่ปกติมันคือไกลมาก ไม่ใช่ที่พักในเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณอยู่ปทุมธานีเข้าไปเที่ยวสยาม ชิบหายและ.. จะบอกปิงก็กลัวจะใจเสียก่อน ดังนั้น ปิงและปอนด์ซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไรใกล้ไกล เลยเป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวลอนดอนและได้เดินทางจากสนามบิน (ซึ่งอยู่โซน 6 ด้านซ้าย) ไปที่พักย่าน Erith (ซึ่งอยู่โซน 6  ด้านขวา) ใช้เวลาราวๆ 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้นเอง..

22_09001 (3)Edited
Tube สายแรกเมื่อถึงสนามบิน เช้ามากจนยังไม่ทันจะ Rush Hour / Fujicolor X-tra 400

ย่าน Erith นั้น เราไม่เคยรู้ว่ามันเป็นยังไง แต่เมื่อไปถึง เราก็ได้รับรู้ว่า แม่งคือเป็นส่วนหนึ่งของ Kent แล้วไง ไม่ใช่ London นะ (ปทุมธานีชัดๆ) ปริมณฑลนั่นเอง.. ไกลมากกก ไปถึงคือฝนก็ตก หิวก็หิว ย่านนั้นเป็นย่านชุมชมคนผิวดำทั้งนั้น ถ้าอยากได้ความโลคอล นี่แม่งโลคอลพีคๆเลย กว่าเราจะลากกระเป๋าฝ่าฝนเดินหาที่พักได้ ก็เรียกว่าแทบจะหมดลม พลังงานที่ใช้ไปกับการเดินทางครบ 24 ชม.แทบจะไม่มีแรงลุกไปไหน โชคดีหน่อยที่ที่พักค่อนข้างสบาย เรามีห้องนอน 2 ห้อง มีห้องนั่งเล่น มีห้องครัว โอ้ว..สบายและ แค่มัน..ไกล..

24_09001 (15)Edited
ถ่ายจากหน้าต่างที่พักเมื่อตอนไปถึง ฝนเพิ่งหยุดตก / Fujicolor X-tra 400

การหาของกินย่านนี้ เราคงมีตัวเลือกน้อยมาก ซึ่งต่อให้ในเมือง ของอร่อยก็คงไม่ค่อยจะมีหรอก แพงด้วย พวกเราลองเดินดูรอบๆใกล้ๆ ช่างเป็นย่านที่ผสมผสานวัฒนธรรมกันได้อย่างเมามัน เราสามารถพบได้ตั้งแต่ร้านอาหารแอฟริกัน ร้านอาหารอินเดียแบบห่อกลับบ้าน(และเปิดเฉพาะช่วงดึก) มี KFC และ..ร้านที่เราเล็งเห็นแล้วว่าเป็นที่พึ่งได้  Star Burgers ร้านแนวๆนี้คือร้านเบอร์เกอร์บ้านๆ จะเทียบไปก็คงคล้ายๆสเต็กลุงหนวด หรือถ้าเทียบกับการกินซูชิ มันก็คงเป็นซูชิที่ขายตามตลาด ชิ้นละ 5 บาท สีแปร๊นๆอะไรแบบนั้น แต่จังหวะนี้คือไม่ไหวจริงๆ

Star Burgers คงเป็นร้านที่เป็นที่พึ่งพิงของคนย่านนี้ เพราะคนเยอะ และดูขายมาอย่างยาวนาน เมนูไม่มีอะไรซับซ้อน เบอเกอร์และฮอทด๊อกแบบต่างๆ ที่สำคัญคือมันถูกมาก ราคา 5 ปอนด์สำหรับลอนดอนมันกินอะไรไม่ได้อิ่มหรอก ที่ร้านนี้ มันมาด้วยทุกอย่างที่ไซส์ยักษ์ เฟรนฟรายด์แบบกรรมกร มึงแดกให้จุอกตายกันไปเลย

ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรืออะไร เรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ไส้กรอกที่เค้าเขียนว่า “แฟรงเฟอทเตอร์” เราคงคาดหวังไส้กรอกเยอรมันนุ่มๆ แต่กัดเข้าไป.. กร่อบ.. ทั้งโต๊ะต่างอุทานว่า นี่แม่งไส้กรอกทอดหน้าโรงเรียนไม้ละ 5 บาทนี่! จิ้มน้ำจิ้มนี่ก็ใช่เลย แต่ก็กินกันหมดนะ

บรรยากาศในร้านนั้น เราชอบมาก เพราะมันคือโลคอลอังกฤษอย่างแท้จริง ไม่มีความ Tourist เลยแม้แต่น้อย คุณลุงคุณป้ามาลูกหลานตัวอ้วนป๊อก จานชามเมเลนีนแบบร้านก๋วยเตี๋ยวแถวบ้าน วอลล์เปเปอร์ลายดอกไม้วินเทจ ไฟนีออนเป็นตัวหนังสือ ไม่มีอะไรเป็นระเบียบหรือแมชชิ่ง แต่แม่งเจ๋งดีสำหรับเรา

24_09001 (19)Edited
Fujicolor X-tra 400

หลังจากอาหารมื้อนั้น เราก็รู้สึกว่ารอดตายแล้ว เบอร์เกอร์ขนาดยักษ์ราคาถูก แม้ว่ามันจะโคตร Junk ก็ตาม เราคุยกันว่าหลังจากนี้เราคงได้กลับมากินร้านนี้อีก แต่..อนิจจัง พวกเราไม่เคยได้กลับมากินมันอีกเลย เพราะแค่ใครสักคนพูดชื่อร้านขึ้นมา..เราทุกคนก็รู้สึกถึงก้อนเบอร์เกอร์ยักษ์ เฟรนฟรายด์และไส้กรอกแฟรงเฟอทเตอร์จนอิ่มจะอ้วกออกมาเลยทีเดียว

บ่ายวันนั้น เราตกลงกันว่าคงไม่มีเวลามากพอจะไปที่ไหน เลยทำการเดินสำรวจรอบๆพื้นที่ Erith กัน ย่านนี้เป็นย่านอุตสาหกรรม เปรียบไปแล้วก็คงคล้ายๆปทุมธานีจริงๆ ที่มีโรงงาน Pepsi   แถวนี้ก็เต็มไปด้วยโรงงานอะไรแบบนั้นจริงๆ

24_09001 (21)Edited
Fujicolor X-tra 400

คนแถวนี้จะดูเป็นชนชั้นแรงงาน ผสมชนชั้นกลาง จะว่าน่ากลัว ก็น่ากลัวบ้าง แต่เราชอบนะ มันออกจะคล้ายๆเวลาดูหนังพวก Trainspotting หรือหนังอังกฤษที่เป็นย่านท่าเรือใน Liverpool อะไรเทือกๆนั้น เราเดินสำรวจกันไปตามแม่น้ำที่คู่ขนานไปกับเมือง เราสามารถมองเห็นโรงงานที่อยู่ตามริมแม่น้ำ  ระหว่างเดินเล่นตามทางเลียบแม่น้ำนั้น คุณภรรยาก็ชี้ให้ดูรถเข็นช้อปปิ้งในห้าง เอ๊ะ..ทำไมมันถึงไปอยู่ในแม่น้ำได้ พอเดินๆไป มันไม่ใช่แค่คันเดียว แต่มีอีก นี่มันเป็นสัญลักษณ์อะไรหรือเปล่า?  เป็นการประท้วงต่อระบบทุนนิยมหรือยังไง? เชี่ย นี่แม่งเซอร์เรียลว่ะ.. (ปรากฏว่านอกจากหาคำตอบไม่ได้ วันหลังๆที่ไปในเมืองที่ไกลๆออกไปแต่เลียบแม่น้ำเหมือนกัน ก็ยังเสือกเจอแบบนี้อีกหลายคัน)

22_09001 (9)Edited
Fujicolor X-tra 400

วันแรกเราหมดวันไปกับการขึ้นรถเมล์ไปใกล้ๆ เดินเล่นเรื่อยเปื่อย แม้ว่าจะเมื่อย แต่อากาศเย็นๆก็ทำให้เราหายเหนื่อยกันได้

วันที่ 2 เราวางแผนไว้แล้วว่า ปิงและปอนด์ ยังไม่เคยมาลอนดอน เราควรจะพาไปที่ที่แม่ง Tourist สัดๆไปเลย เดี๋ยวจะไปคุยกะคนอื่นไม่ได้ว่ามาลอนดอนจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นแพลนวันแรกคือย่าน Westminster ทั้งหลายแหล่ Big Ben ,  Tower of London อะไรประมาณนั้น วันแรกเป็นการทำให้รู้ว่า ที่พักแม่งไกลขนาดไหน วิธีการนั่งรถเข้าเมืองนั้นก็คือ เราจะต้องเดินไปขึ้นรถไฟ จากสถานี Erith ยาวมาถึง London Bridge ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วถึงจะต่อ Tube ไปในเมืองได้ สิริรวมแล้วก็ชั่วโมงนึงเห็นจะได้ นี่เหมือนตอนอยู่บ้านเลย บ้านเราอยู่นนท์ฯโน่น เวลาใครนัดไปในเมืองก็ไม่อยากจะไป เพราะกว่าจะถึงล่อไปชั่วโมงกว่า วันแรกยังดีหน่อยที่เราออกแนวเดินเล่น จากสถานี London Bridge ก็เดินเล่นไปเรื่อยจนถึง Tower of London ซึ่งอยู่ไม่ไกล

23_09001 (15)Edited
นี่คือรูปเดียวที่ใกล้ Tower of London เพราะข้างหลังเรานี่คือ Tower of London / Fujicolor X-tra 400

เราเคยมา Tower of London ครั้งแรกเมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้ว จำได้ว่ามาด้วยความรู้ในหัวจากนิตยสารคู่สร้างคู่สมที่อ่านมาตั้งแต่เด็ก คอลัมน์ที่คุณดำรง พุฒตาล (เชี่ย.. เด็กจะรู้จักมั๊ย) เขียนเกี่ยวกับ Tower of London หลายตอน จำได้ว่าชอบมากจนแอบตัดเก็บเอาไว้อ่าน พอมาเที่ยวตอนนั้นก็เลยจำโน่นนั่นนี่ได้ แต่เมื่อ 15 ปีผ่านไป อะไรในหัวแม่งระเหิดไปหมดแล้วล่ะ

ในนั้นมีอะไรบ้างคงไม่ได้อธิบายนะ เพราะเราไม่เน้นเชิงพาทัวร์ที่หาได้ทั่วๆไป ฮาๆ เอาเป็นว่า เราแม่งเล็งแต่จะถ่ายสตรีทลูกเดียวเลย ไม่ได้ดูอะไรเท่าไหร่

23_09001 (23)Edited
Fujicolor X-tra 400
23_09001 (6)Edited
Fujicolor X-tra 400

หลังจากที่เดินเที่ยวเชิง Tourist สัดๆแล้ว ก็ถึงเวลาหิว เราเดินกันไปแถวย่าน Bank เพราะแถวนั้นพอจะมีของกิน ซึ่งมันเป็นเวลางาน ย่อมมีมนุษย์ออฟฟิศโผล่ออกมาหาอะไรกินมากมายแน่นอน ( แต่จริงๆแล้วเราชอบแถวนั้น มันถ่ายสตรีทสนุกมาก คนแต่งตัวดี Background สวย ) สุดท้าย เราก็ลากสังขารที่อิดโรยด้วยความเหนื่อยและหิว มาถึงตลาด Leadenhall ตลาดที่หน้าตาลิเกๆหน่อย ตั้งแต่สมัยวิคตอเรีย โชคดีที่มีร้านที่มีที่นั่งกิน เพราะจริงๆช่วงเที่ยงคนจะเยอะ เป็นช่วงพนักงานออฟฟิศแห่กันออกมาหาอะไรกิน แต่จนแล้วจนรอด เราก็ต้องนั่งรออาหารกว่าครึ่งชั่วโมง! เพราะแม่งทำช้ามาก…

23_09001 (18)Edited
Fujicolor X-tra 400

หลังจากการกินที่รอคอยอย่างยาวนาน เราตั้งใจว่าจะไปแวะ Magnum Office สาขาลอนดอนสักหน่อย Magnum คืออะไร? ไม่ใช่ไอติม.. ไม่ต้องเล่นมุก แต่เป็นเอเจนซี่ช่างภาพระดับโลกที่มีอายุยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โน่น พอดีที่ออฟฟิศสาขานี้มีจัดนิทรรศการของช่างภาพระดับตำนาน Harry Gruyaert ก็เลยต้องแวะไปดูสักหน่อย

จริงๆแล้วเคยเขียนเล่าเฉพาะเรื่องนี้ไว้ในบล็อก สยามมนุษย์สตรีท ไว้แล้วล่ะ แต่จะเล่าคร่าวๆนิดหน่อย แบบไม่เนิร์ดมาก จังหวะที่แวะไปพอดีกับลุง Harry แกอยู่ด้วย ก็เลยมีโอกาสคุยด้วย 2-3 นาที เพราะแกรีบไป ซึ่งกูก็อึ้งไง ไม่ทันตั้งตัว ก็เลยไม่ได้น้ำได้เนื้อเท่าไหร่ แกก็ดูรีบเหลือเกิน แต่ประทับใจมากนะ งานแกสวยสุดๆ ยืนดูงานปริ๊นท์สีขนาดเท่าฝาบ้าน น้ำตาไหลพราก… (ลุงเหยียบตีน) ใครไม่เคยรู้จักงานของลุงแกก็ลองเสิร์ชกูเกิ้ลเอาได้ งานคลาสสิคมากๆ

ได้กระทบไหล่ช่างภาพระดับตำนานแล้ว ก็เข้าสู่โหมดซุปเปอร์ Tourist ต่อ เอาให้หนำใจ จากออฟฟิศของ Magnum มันสามารถเดินไปที่ British Museum ได้ ใกล้ๆ ซึ่งจริงๆแล้ว British Museum นี่ควรใช้เวลาเดินสัก 3 วันนะ เพราะแม่งเยอะเหลือเกิน เราเคยมาเดินสักสองรอบแบบใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆเลยนะ ถึงจะครบถ้วน แต่ไม่เป็นไร.. อันนี้ Tourist โหมด แค่ยืนถ่ายให้รู้ว่ามาก็โอเค

ปรากฏว่า ปิง ปอนด์ ก็เดินกันซึมซับศิลปะกันดีมาก ใช้เวลามากกว่าที่คิด ส่วนเราจริงๆแล้วมีแพลนเอาไว้ว่าจะพาคุณภรรยาไปถ่ายรูปในจุดเดียวกับที่คุณแม่ของคุณภรรยาเคยมายืนถ่ายรูปไว้เมื่อสมัยสาวๆ พลอตโคตรโรแมนติกเลย ในรูปถ่ายของคุณแม่นั้น เป็นห้องที่เก็บมัมมี่ไว้ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ลวดลายของมัมมี่ในภาพ และควานหามัมมี่ที่มีลายเหมือนกัน

เราใช้เวลาอยู่สักครึ่งชั่วโมง สำรวจมัมมี่ทุกตัวจนแทบจะไปเรียนโบราณคดีได้เลยทีเดียว ก็ไม่สามารถหาได้ ดูแล้วตัวนี้คล้ายๆ แต่ไม่ใช่ อันนี้ก็เหมือน แต่ลายก็ไม่ใช่อีก … จนท้อแท้ เดินไปถามพนักงาน ซึ่งก็ต้องขอชมฝรั่งที่เขาช่างมี Service Mind มิน่าถึงทำพลอตหนังฮอลลีวูดแนวๆโรแมนติกแบบนี้ออกมาให้เราดูกันบ่อยๆ หนังอังกฤษนี่ก็เยอะแยะเลย Love Actually งี้ แหม…  ” I don’t know” นั่นคือคำตอบแสนจะโรแมนติกจากพนักงานที่นี่ แถมทิ้งเบาะแสที่คล้ายๆว่า มึงกลับไปเถอะ  “มัมมี่ที่นี่มีอีกหลายตัว เขาเก็บเอาไว้ในคลัง ซึ่งผลัดเปลี่ยนออกมาโชว์เรื่อยๆ” โอเค.. ถ้าเป็นหนังนี่กูก็คงต้องรอพิพิธภัณฑ์ปิดก่อน แล้วแอบย่องเข้าไปในคลังเพื่อค้นมัมมี่แน่ๆ ตัดกลับมาความเป็นจริง.. โอเค ถ่ายกับมัมมี่ตัวที่มันดูคล้ายๆละกัน..

นี่แค่วันแรก.. จะเล่ายังไงวะเนี่ย 14 วัน ยาวแน่ๆ ข้ามไปวันที่ 2 อย่างรวดเร็ว วันที่ 2 เราตัดสลับสุดขั้ว เพราะเป้าหมายจริงๆแล้ว เรากับคุณภรรยาเป็นคนชอบเที่ยวที่เงียบๆมากๆ ไอ้ประเภทไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปเดินๆเยอะๆ ซึ่งที่อังกฤษจะมี National Trust เปรียบเทียบกับเมืองไทยคงเป็นกรมศิลป์ฯอย่างนี้เหรอ เราก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไร แต่เอาเป็นว่าเค้าจะอนุรักษ์ ปรับปรุง ซ่อมแซมโบราณสถานที่สำคัญๆ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มันจะมีพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติอยู่ด้วยอย่างกว้างขวาง มีอยู่เป็นร้อยๆแห่งทั่วประเทศเลย ฝรั่งที่นี่ก็ชอบเดินเล่นมาก การพักผ่อนของคนแก่ที่นี่ก็มักจะไปเดินเล่นตามที่พวกนี้แหล่ะ

ที่ที่เราจะไปนี่เรียกว่า Knole House ที่นี่เป็นบ้านที่ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอังกฤษ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าบ้านได้ยังไง คำว่าปราสาทแม่งยังดูเล็กไปเลย ที่นี่จุดเด่นอีกอย่างคือจะมีสวนกวาง ที่ไม่ใช่ไก่ย่างเขาสวนกวาง แต่เป็นสวนที่มีกวางจริงๆ ใหญ่และเยอะมาก จินตนาการว่าคนสมัยก่อนสามารถมีสวนหน้าบ้านที่มีกวางเป็นร้อยๆตัว คือมีมาแบบหลายร้อยปีแล้วด้วยนะ

ประวัติบ้านนี่คงไม่ต้องเล่านะ ยากไป คือเอาเป็นว่าที่นี่เป็นที่ที่ National Trust เค้าอนุรักษ์เป็นที่แรกๆเลย ทำมาต่อเนื่อง 50 ปีแล้ว ยังไม่เสร็จดีเลย เพราะใหญ่มาก ตามสถานที่พวกนี้ National Trust เค้าจะมีอาสาสมัครเป็นคนแก่คอยอธิบาย พาทัวร์หรือเล่าโน่นนั่นนี่ให้ฟัง น่ารักมาก เป็นเสน่ห์อีกแบบที่เราชอบ

ไอ้การไป Knole House นี่มันไม่ไกลจากที่เราพักมากนัก แต่มันต้องนั่งรถไฟอ้อม ทำให้เสียเวลาอยู่พอสมควร เพราะจริงๆแล้วมันอยู่ใน Kent เหมือนกันนี่แหล่ะ ตอนที่เรานั่งรถไฟไปถึงที่ตัวเมืองแล้ว พบว่า..กูจะกินอะไรกันดี เพราะเมืองเงียบมากกกก ความกระแดะที่ไม่เที่ยวในที่ที่Tourist เนี่ย เวรกรรมอย่างนึงคืออาหารการกิน คือหาอะไรกินยากมาก โชคดีที่เราเดินๆกันไปก็เจอร้านเบเกลที่ดูน่ากินทีเดียว ร้านดูวินเทจสวยงาม เบเกลราคาไม่แพงมากนัก ก็เลยคิดว่าคงต้องซื้อกันไปเป็นอาหารกลางวันนั่งกินกันที่เขาสวนกวาง เอ้ย! สวนกวาง ดูโรแมนติกดี

24_09001 (5)
Fujicolor X-tra 400
24_09001 (8)
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ก็สามารถถ่ายสตรีทได้ / Fujicolor X-tra 400

ระหว่างทางที่เดินเข้าที่ Knole House นั้น มันช่างรื่นรมย์เหลือเกิน เราชอบมาก แม้ว่าอากาศวันนี้จะแปร่งๆไป เดี๋ยวครึ้มเดี๋ยวแดดอะไรไม่รู้ก็ตาม แต่อากาศเย็นสบายมาก พอเดินเข้าประตูบ้านไปแล้ว มันคือทุ่งชัดๆ  แม่งกว้างมาก สุดลูกหูลูกตา ต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะเดินไปถึงบริเวณที่จะเห็นตัวบ้าน

25_09001 (6)Edited
ถ่ายคุณภรรยาบ้าง เดี๋ยวจะไม่มีรูปเลย / Cinestill 50D

ไอ้จุดนี่แหล่ะที่เริ่มเห็นนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นระดับคุณตาคุณยายมากันเป็นคันรถ คล้ายๆรถทอดผ้าป่า แต่เป็นคุณตาคุณยายที่นั่น พากันเดินเล่นอยู่อย่างมีความสุข ท่ามกลางเหล่าผู้สูงอายุนั้นเอง เราจะเห็นฝูงกวางนอนเล่นกันเรียงราย อ่า… พื้นที่ดีมาก เราเริ่มหิวกันแล้ว เลยมองหาที่นั่งกินเบเกลพื้นถิ่น Kent กันสักหน่อย

ทันใดนั้นเอง เราเริ่มสังเกตว่า ไอ้กวางตัวหนึ่งซึ่งแม่งมีเขาอย่างใหญ่ และดูเป็นจ่าฝูง มันเดินตรงมาหา แรกๆไกลๆก็ดูน่ารักดี แต่เมื่อมาใกล้เข้ามากๆชักจะไม่ดี เพราะมันมีเขา… จับใจความได้ว่า เพราะพวกเรามีอาหารแน่ๆ ไอ้กวางก็ไม่ลดละที่จะเดินตามอย่างกระชั้นชิด แม่งจะเอาเขาแทงกูมั๊ยวะ.. นั่นเป็นคำถามในใจทุกคน เราเหลือบไปเห็นป้าย เขียนว่า “ห้ามให้อาหารสัตว์” ..  เฮ้ย! คือกูไม่ได้ให้ไง แม่งจะมาเอาเอง ควรไปห้ามกวางแทนนะ กูไม่ให้มันอยู่แล้ว

ท่ามกลางความกดดันนั้น คุณตาคุณยายมารายล้อมพวกเราและหัวเราะชอบใจ… สัด.. นี่มันช่างเป็นคนแก่ที่โหดร้ายจริงๆ สักพักคุณยายคนนึงอยากเล่นบ้าง จึงเอาอะไรสักอย่างให้มันกิน ดี!! กูหลุดและ.. พวกเราทุกคนรีบวิ่งหนีไปจากจุดนั้น กว่าจะได้กินเบเกลพื้นถิ่นจนหมด ต้องทำลับๆล่อๆกันอยู่นาน ไอ้ความฝันที่จะมานั่งปิกนิคชิวๆได้พังทะลายลง

25_09001 (19)Edited-2
หน้าตาของ Knole House ที่แท้จริง / ฟิล์ม Cinestill 50D
25_09001 (14)Edited
ฟิล์ม Cinestill 50D
25_09001 (18)Edited
ฟิล์ม Cinestill 50D

เราใช้เวลาใน Knole House เกือบทั้งวัน เป็นวันแรกที่วัดใจว่า ปิง ปอนด์จะชอบแนวนี้มั๊ย? เพราะหาคนที่ชอบเหมือนๆเราสองคนยากอยู่ แต่พอเห็นว่าแฮปปี้ก็ดีใจ มีพวกเดินเที่ยวแนวนี้สบายๆทั้งทริปแล้ว (เล็งไว้หลายที่มากในทริป)

ขากลับก็เป็นเรื่องยากอีก เพราะเราเดินกันจนขาปวดไปหมด จะเดินกลับไปสถานีก็ไม่ไหว เลยยืนรอป้ายรถเมล์หน้า Knole House รอแล้วรออีก ก็ไม่มีรถสายที่ดูไว้มา จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็มีรถสายนั้นมาพร้อมเด็กนักเรียนเต็มคันรถ พอเราจะก้าวขึ้นเท่านั้นแหล่ะ.. เด็กมันตะโกนว่า นี่รถนักเรียน!! แล้วก็หัวเราะกันใหญ่..  เชี่ย.. โดนเด็กฝรั่งล้อ แม่งเฮิร์ทอ่ะ.. นี่มันอะไรกัน บ้านป่าเมืองเถื่อน.. โดนเด็กฝรั่งนับสิบคนล้อ กิ้วๆ

การรอคอยรถเมล์ที่ไม่มีอยู่จริง..
การรอคอยรถเมล์ที่ไม่มีอยู่จริง.. / Cinestill 50D

สุดท้าย.. ก็ต้องเดินกลับไปขึ้นรถไฟจริงๆ เพราะมันไม่มีรถผ่านเลย เมืองแม่งเงียบมาก อินดี้สัด!!  จบวันที่สองอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

วันที่ 3 วันนี้ไม่ค่อยมีไร พาคุณภรรยาไปเยี่ยมมหาลัยที่เคยเรียนแถว Pimlico แวะเดินตลาดดิบเถื่อน ที่ภายนอกจะตลาดสดบ้านเราเลย ทั้งแขก ทั้งคนดำ ค้าขายอาหารทะเล ผลไม้ มีแต่ชาวบ้านๆมาซื้อกันแต่เช้า แต่ข้างในตัวตลาดจะมีร้านเด็กแนวๆแทรกตัวอยู่หลายร้านเลย นั่นคือตลาด Brixton ซึ่งสมาคมเด็กฮิปสเตอร์โลกจะรู้จักกันดีว่าตลาดนี้แม่งคือต้นกำเนิดเด็กแนวโลก แต่ตอนเช้ามันไม่มีอะไรหรอก เลยไม่ได้แวะอะไรมาก แค่แวะกินน้ำอะไรนิดๆหน่อย

24_09001 (22)Edited
Fujicolor X-tra 400
24_09001 (24)Edited
Fujicolor X-tra 400
24_09001 (29)Edited
Fujicolor X-tra 400

คุณภรรยาพาไปร้านอาหารเช้าชื่อดังที่ Proudly present มาก อันนี้แม่งฮิปสเตอร์จริง คนฮิปสเตอร์มาก มากจนเราอายการแต่งตัวตัวเองเลยทีเดียว  นั่นคือร้าน Regency Cafe เด็กแนวน่าจะรู้จักดี คือคนเยอะมาก มากจนแม่งต้องอร่อยแน่ๆ! เจ๊เจ้าของร้านนี่คือเป็นเอกลักษณ์เลย คือตะโกนบอกออเดอร์แบบดังสัด! ดังแบบถ้ามึงถือมีดอีโต้อยู่นี่คือต้องคิดว่าเตรียมจะไปฟันใครสักคนแน่ๆ

24_09001 (38)Edited
หน้าร้าน Regency Cafe / Fujicolor X-tra 400
24_09001 (41)Edited
ในร้าน Regency Cafe / Fujicolor X-tra 400

บอกตรงๆว่าการแต่งตัวของลูกค้าแต่ละคน คนแน่นร้าน มันคือมายา รสชาติอาหารสิของจริง เชี่ย!! เชี่ยมาก! กูทอดไข่กินเองนี่รับรองว่าอร่อยกว่า แต่นี่คือลอนดอน! กินไปเถอะ ดีกว่าหิวนะ

ที่เหลือของวันคือเดินซื้อหนังสือมั่ง นัดเจอเพื่อนมั่ง ตัดจบ! เฮ้! ข้ามไปวันที่ 4 เลยดีกว่า วันนี้ตัดสลับกลับไป Tourist Mode อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ปิงปอนด์เสียชื่อว่าได้มาลอนดอน แล้วมีแต่เขาสวนกวาง เราจึงพาไป North Greenwich เลย  ซึ่งมันก็ใกล้ที่พักด้วยนะ แต่เวลาคนอื่นเค้าไปเที่ยวน่ะ ไอ้นี่คือไกลแล้วนะ  ที่นี่ก็คือไอ้จุดเส้น Time Zone น่ะ ที่เริ่มนับจากจุดที่นี่ อุตส่าห์แซมความรู้เข้ามาหน่อยนึง

26_09001 (10)Edited
แทรกรูปคุณภรรยานิดนึง ตื่นแต่เช้านั่งรถไป North Greenwich / Fujicolor X-tra 400
26_09001 (24)Edited
ที่ North Greenwich / Fujicolor X-tra 400

จังหวะที่เดินๆเล่นอยู่แถว North Greenwich ก็มีคุณฝรั่งอุ้มลูกเล็กๆมาพร้อมกระดาษใบเล็กๆบอกว่า ช่วยมารวมตัวกันแถวนั้นตอนบ่ายโมงเพื่ออวยพรวันเกิดให้คุณทวดของเค้าที่อายุ 100 ปี ได้มั๊ย ซึ่งมันก็อีกไม่นานเท่าไหร่ และมันดูเป็นพล็อตหนัง (อีกแล้ว) ที่น่ารักดี เราก็เลยนั่งรอกันเพื่อไปร่วมวงอวยพร พอถึงเวลาปรากฏว่ามีคนแถวนั้นมารวมกันเต็มเลย ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ด้วยกัน เออ นี่มันหนังฟิวกู๊ด GTH หรือเปล่า

คุณฝรั่งที่อุ้มลูกมาขอให้ช่วยอวยพรวันเกิดคุณทวด
คุณฝรั่งที่อุ้มลูกมาขอให้ช่วยอวยพรวันเกิดคุณทวด / Fujicolor X-tra 400
26_09001 (20)Edited
หลังจากการอวยพรเสร็จ ไอ้น้านี่มานอนตั้งแต่เมื่อไหร่.. / Fujicolor X-tra 400

พอเดินดูให้มันรู้แล้วว่าที่นี่เป็นยังไง ก็นั่งรถต่อกันไปในเมือง ตั้งใจว่าจะไปแวะตลาด Borough Market หาอะไรกินกันตอนกลางวัน แต่ระหว่างทางขอแวะดูงานศิลปะ Installation Art เพราะว่าเป็นช่วงเดือนที่ลอนดอนกำลังจัดนิทรรศการงานศิลปะไปทั่วเมือง

26_09001 (48)Edited
Fujicolor X-tra 400

งานนี้เจ๋งดี พี่แกเป็นศิลปินดังเลยนะ ล่อทำเป็นเสาไฟฟ้ากลับหัวกันเลยทีเดียว ซึ่งทุกคนก็เข้าไปถ่ายรูปปู้ยี่ปู้ยำกันอย่างเกรียน อย่างเช่นการทำท่ายกเสาแบบนี้เป็นต้น ใครเห็นก็คงอดไม่ได้ ซึ่งปิงนี่ตัวดีเลย ปรากฏว่าคุณพี่ศิลปินแกก็นั่งอยู่แถวนั้นแหล่ะ คงกำลังชื่นชมวิธีการเกรียนของคนที่เข้ามาดูในรูปแบบต่างๆ

เราเดินทางต่อไปหาของกินกันที่ Borough Market ซึ่งมันเป็นวันเสาร์ กลางวันด้วย คนมหาศาลเลย ไม่มีอะไรให้พูดถึง เพราะเราก็ยืนถ่ายอะไรไปเรื่อยๆเปื่อยๆเหมือนกัน เอามาให้ดูว่าแต่ละรูปนี่แม่งไม่ได้มีข้อมูลท่องเที่ยวอะไรเลย

26_09001 (3)Edited-2
Fujicolor X-tra 400
26_09001 (5)Edited
Fujicolor X-tra 400
26_09001 (15)Edited
Fujicolor X-tra 400

ปิดท้ายของวัน พวกเราไม่มีแผนใดๆก็เลยเดินเล่นเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆเพื่อไปที่ Tate Modern ซึ่งก็เช่นเดิมที่เราจะเป็นห่วงจะปิงกะปอนด์จะสนุกด้วยมั๊ย? เพราะเราชอบเดินเล่นไอ้พวกพิพิธภัณฑ์มาก เพราะบ้านเราขาดแคลนอย่างรุนแรง อย่าง Tate เองเค้าก็เปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ มีอะไรให้ดู ก็เป็นที่ประทับใจที่ปิงดูอินมาก

26_09001 (58)Edited
น้าคนนี้แม่งเวี๊ยดมาก อยู่ๆก็ใส่สูทเดินมีหัวเป็นสามเหลี่ยมอะไรไม่รู้ ฮาๆ / Fujicolor X-tra 400
26_09001 (59)Edited
วิวจากระเบียง Tate ยามเย็น ที่มองเห็น St.Paul นี่รูปป๊อปสุดในทริปเลย  / Fujicolor X-tra 400
25_09001 (2)Edited-2
Rollei RPX 400

วันที่ 5 ของทริป เป็นวันอาทิตย์ซึ่งปกติแล้วในลอนดอนจะมีตลาดมากมาย ไอ้ที่ขึ้นชื่อเด็กแนวก็คงเป็น Columbia Flower Market กับ Brick lane Market นั่นแหล่ะ ไหนๆก็ไหนยังไงมาแล้วก็ต้องพากันไปสักหน่อย

การที่จะไปตลาด Columbia ได้เนี่ย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปเช้าๆ ซึ่งบ้านอยู่ไกลมากไง ใช้เวลาสักชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ การที่จะไปถึงสัก 9 โมงก็ต้องออกจากที่พักสัก 7 โมงครึ่ง ก็แหกขี้หูขี้ตาตื่นกันไปท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือก นั่งสัปปะงกกันตลอดทาง จริงๆแล้วไปถึงก็ไม่มีใครอินเท่ากับคุณภรรยาเรานะ ไอ้ที่เหลือคือผู้ชายหมด เรานี่เรียกว่าไม่ได้ถ่ายรูปเลยดีกว่า ส่วนคุณภรรยาก็แวะไปคุยกับเจ้าของร้านประจำคือร้าน Jesseie Chorley เป็นคุณผู้หญิงรุ่นๆเดียวกะเรานี่แหล่ะ แกคลั่งไคล้งานเย็บปักถักร้อย เลยมาเปิดร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊ก แฮนด์เมดอยู่ห้องนึงที่หัวถนน โคตรเฉพาะทางเลย เปิดร้านอยู่ที่ Columbia นี่มาหลายปีมาก สัก 6 ปีได้ ไม่รู้อยู่ยังไง เก่งมากๆ  ไอ้ผู้ชายอย่างเรานี่ก็ขอบ๊ายบาย

26_09001 (33)Edited
ระหว่างนั่งรถเมล์ไป เห็นตรงนี้สวยดี วินเทจมาก แสงสวย / Fujicolor X-tra 400
26_09001 (3)Edited
Fujicolor X-tra 400

เราเดินเลยกันไปต่อถึง Brick lane ต้องอุทานกับแก๊งค์ๆว่าเฮ้ย!แม่งเราเดินมาไกลถึงคลองถมตั้งแต่เมื่อไหร่วะ มีแต่แขกมาขายปลอกมือถือ ขายของสำเพ็งมาก  พอเลยมาส่วน Street Food นี่โคตรมึนหนัก ฝรั่งขายผัดไท แขกขายซูชิ คนจีนขายแฮมเบอร์เกอร์ ทำไมมึงไม่สลับชาติกันให้ถูกๆก่อน ราคาก็เรียกว่า อาหารตลาดเจเจกรีน แต่ราคาพารากอน ดีที่เราแวะกินเบเกลร้าน Beigel Bake ซุปเปอร์คลาสสิคที่ต้นถนน Brick lane ไปก่อนหน่อยนึง

เรายังคงเดินไปเรื่อยๆที่ร้านหนังสือมือสองที่มักจะได้หนังสือที่นั่น จำได้ว่าตรงนั้นเคยมีตลาดที่มีคนเอาของเก่ามาวางกองขาย มีแผ่นเสียงวางกองๆราคาปอนด์สองปอนด์ แต่พอเดินไปถึงก็ต้องเศร้า.. เพราะไม่มีอะไรเลย.. ยังดีที่ร้านหนังสือยังคงอยู่ เลยได้เดินดูหนังสืออยู่พักใหญ่

27_09001 (10)
Fujicolor Pro400H
27_09001 (24)
Fujicolor Pro400H
27_09001 (20)
Fujicolor Pro400H
27_09001 (21)
Fujicolor Pro400H
27_09001 (23)
Fujicolor Pro400H

เราเดินมาขึ้นรถเมล์ นั่งพักที่สวนสาธารณะตรง Bricklane ตรงนี้หนุ่มๆสาวๆฮิตจะมาปิคนิคกันตรงนี้ในวันอาทิตย์แบบนี้แหล่ะ ปิ้งหมูปิ้งไก่กันไปกลางแดด ส่วนคนเอเชียอย่างเรา ก็ต้องหลบแดดสิ ที่บ้านกูมีเยอะแล้ว ไม่อยากได้เท่าไหร่

ระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถเมล์ เราก็เดินไปเล็งภาพหนุ่มสาวคู่นี้กำลังกุ๊กกิ๊กกันเลย จังหวะที่ป้าข้างๆทำท่ามองไปที่อื่น เฟรมดี เล็งไปเล็งมา คุณภรรยาบอกว่า เหม็นขี้หมา เราเลยสังเกตว่าที่ตีนกูนี่เองแหล่ะ หึ่งมาก โอ้โห.. จบกันชาวสตรีท ต้องขอถอนตัวไปล้างรองเท้าก่อน เพราะเต็มที่มาก อดซ้ำชอตนี้เลย

27_091501 (8)Edited
Fujicolor X-tra 400
27_091501 (15)Edited-3
Fujicolor X-tra 400

ตอนบ่ายคล้อยๆ มันไม่มีอะไรจะทำกันจริงๆ ก็เลยแวะนั่งเล่นที่หน้าวังบักกิ้งแฮมกัน เลยได้จังหวะเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆเปื่อยๆหน้าวังนั่นแหล่ะ ปิดท้ายด้วยการไปหาข้าวเย็นกินกัน ตัดจบ! เป็นอันหมดวัน

27_09001 (3)Edited
Fujicolor X-tra 400
26_09001 (35)
Fujicolor X-tra 400

มาถึงตรงนี้ เรานับว่าเป็นครึ่งทริปแล้ว เพราะหลังจากวันนี้ เดอะแก๊งค์ได้ทำการเดินทางจากลอนดอนไปสู่คอนวอลล์ ( Cornwall) เมืองชายทะเลอันสวยงามของอังกฤษ เป็นการผจญภัยครึ่งหลังที่สนุกสนานดีงาม คุ้มค่ากับการรอคอย (เพราะอยากไปมานาน) เอาเป็นว่า ขอแบ่งออกเป็นอีกหนึ่งตอนต่อไปละกันนะ นี่ขนาดย่อโคตรๆแล้ว ยังยาวเลย อย่าลืมมาอ่านกันต่อด้วยล่ะ

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

 

** เพิ่มเติมข้อมูล เราล้างฟิล์มด้วยน้ำยา Tetenal C-41  (อ่านดูบทความเรื่องการล้างฟิล์มสีด้วยตัวเองได้)

และสแกนฟิล์มเอง ด้วยเครื่องสแกนฟิล์ม Plustek

 

เขียน / ภาพ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

Advertisements

10 Comments Add yours

  1. Muxqi says:

    อ่านแล้วเพลินดีค่ะ

  2. pitchaya says:

    เป็นบล็อกที่ต้องตั้งใจอ่านทุกประโยค
    ห้ามข้ามเลยนะ เพราะตัดจบวันเร็วมาก
    ความรู้สึกและเนื้อเรื่องมันโฟลว์ดีมาก
    รอ ติดตามอ่านตอนต่อไป
    ปล. งานสตรีทคุณดีมากเลย 🙂

  3. Kitter says:

    Thank you for sharing. ^^

  4. redglasseslee says:

    ชอบจังเลยค่ะ ชอบภาพด้วย เห็นแล้วอยากจะกลับไปงัดกล้องฟิล์มบ้าง

    แอบถามได้มั้ยคะ ว่าถ่ายสตรีทยังไง ถึงจะสวย..เอ่อ เนียนคะ 5555 /นี่โดนเค้าจ้องหน้าเหมือนด่ากลับตลอดเลย TwT

    1. ขอบคุณครับ ติดตามได้ใน siamstreetnerds.com นะครับ เป็นบล็อกที่พูดถึงการถ่ายสตรีทโดยเฉพาะ

  5. Boy says:

    รูปสวยชอบมากคับ. จนลืมอ่านเนื้อเรื่อง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s