13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 2

ความเดิมตอนที่แล้ว  13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 1 ขี้เกียจเล่าต่ออยู่นานเลย รู้สึกว่าถ้าไม่เล่าจะยิ่งลืมและขี้เกียจพิมพ์อีกต่างหาก เลยกัดฟันพิมพ์ต่อไป (ดูลำบากเนอะ)

หลังจากที่เราอยู่ในลอนดอนมา 5 วันแล้ว ในแพลนเราคือตั้งใจว่าจะออกจากลอนดอนไปเที่ยวที่ Cornwall เมืองชายทะเลอันลือชื่อ สมัยเด็กๆเราเคยเห็นภาพ Cornwall ในหนังอะไรสักอย่างแหล่ะ จำไม่ได้เหมือนกัน แต่มันจำติดตากับภาพประภาคารท่ามกลางอากาศขมุกขมัว ดูเศร้าจัง แต่ในความเศร้า มันก็ดูสวยอย่างประหลาด เลยรู้สึกว่าสักวันจะไปเยือน

แม้ว่าจะมาถึงอังกฤษอยู่หลายที แต่ทุกทีก็มีที่อื่นให้ต้องไปก่อนตลอดเลย จนมาครั้งนี้ก็คิดว่า เออ..ไปสักทีเว้ย ซึ่งคราวนี้เลยตั้งใจว่าจะขับรถไป เพราะขับไปไม่ยาก จะว่าไกลก็ไม่ไกลมากด้วย (ราวๆกรุงเทพ-นครสวรรค์) จะได้มีแวะระหว่างทาง ได้เที่ยวโน่นนั่นนี่บ้าง

จากการสำรวจ (ด้วย Google Map) มาแล้ว พบว่าเราสามารถขับรถไปตามทางด่วน ผ่านเมือง Bristol แล้วก็ไปแวะนอนที่ Yeovil สักคืน (เป็นเมืองเล็กๆก่อนจะถึง Cornwall นิดหน่อย) จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป แล้วค่อยขับไปถึง Cornwall ซึ่งสมัยนี้การจองอะไรต่างๆนี่สบายมาก จองรถเอย จองที่พักเอย

เช้าวันที่ 28 กันยา เราตั้งใจเลือกวันจันทร์เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาคนเยอะ เพราะเป็นวันทำงาน ซึ่งในใบจองบอกไว้ว่าเราจะต้องไปรับรถที่สถานี Victoria อยู่ไกลจากที่พักน่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง แต่ไอ้เวลารับรถนี่คือ 8 โมง!!  แสดงว่าต้องออกจากที่พัก 6 โมงครึ่งเป็นอย่างน้อย

ตอนที่มาถึงสถานีรถไฟ Victoria (จริงๆคือออฟฟิศมันอยู่สถานีรถทัวร์ Victoria วุ๊ยยย คนละอันกัน) คนอื่นๆเข้าห้องน้ำไป เหลือแต่เราและปิง เราก็เอากล้องขึ้นมาเล็งๆ กะถ่ายสตรีทเต็มที่ แต่ยังดูไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ได้แต่ยืนเล็ง สักพักนึง.. มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินมาด้วยท่าทางดุดัน พร้อมกับถามเราว่า เรากำลังจะไปไหน เราก็บอกไปว่า “คอน-วอลล์” สองคนนั้นทำหน้างง เราก็เลยพูดซ้ำ “คอน-วอลล์” …ก็ยังดูงงๆกันอยู่ แต่คนผู้ชายก็หันไปพูดกับผู้หญิงเบาๆ จนเข้าใจว่าเออ กูไป Cornwall ไง.. กูพูดอะไรผิดเนี่ย…

แล้วสองคนนั่นก็ถามต่อว่าไปยังไง กี่โมง โน่นนั่นนี่ จบท้ายด้วยว่า.. สองคนนี้เป็นตำรวจ จะถ่ายรูปอะไรน่ะให้ระวังให้ดีด้วย … อ่าวเชี่ย.. มีก่อการร้ายปะเนี่ย ตำรวจนอกเครื่องแบบถึงมาแอบซุ่มอยู่

เราเดินกันต่อไปที่ออฟฟิศรับรถ หยิบเอกสารทุกอย่างมาให้ดู สิ่งที่ซวยก็เริ่มต้น ณ จุดนี้.. เจ๊คนดำที่ออฟฟิศบอกว่า เราต้องใช้ใบขับขี่ที่เมืองไทยด้วย! เชี่ย! ไปที่ไหนก็ไม่เคยต้องใช้เลย เพิ่งเจอเนี่ยแหล่ะ แล้วจะให้ทำไง… รอแป๊ปละกัน เดี๋ยวกลับบ้านไปเอาแป๊ป… บ้าแล้ว!! ใครมันจะไปหามาได้วะ  ไม่ว่าเราจะเกลี้ยกล่อมยังไง เจ๊ก็เมินเฉยมาก แถมด้วยสายตาที่ดูเหยียดเหลือเกิน.. เราเลยเดินไปหาตู้โทรศัพท์โทรหาศูนย์ Call Center ระหว่างที่พยายามจะโทรอยู่ตู้นึง พาสปอร์ตเสือกหล่นลงไปในน้ำเน่าๆที่พื้นถนนอีก! เช็ดเป็ด! พอโทรไปได้ ไอ้ศูนย์ก็ปฏิเสธการช่วยเหลืออย่างเฉยชาอีก! ทำไงดีวะเนี่ย!

เราเดินคอตกมารวมตัวกัน มีวิธีเดียวก็คือ..คงต้องยอมไปเช่าที่อื่นใหม่เลย ซึ่งที่อื่นที่ว่าก็คือออฟฟิศที่อยู่ติดกับไอ้เจ้าเดิมเนี่ยแหล่ะ.. แน่นอนว่าทุกอย่างก็จองได้เรียบร้อย ยกเว้นว่า..แม่งแพงกว่าเดิม 2 เท่า!

เมื่อได้รถแล้ว ก็คิดว่าฟาดเคราะห์ละกันวะ.. ช่างแม่ง เดินไปขึ้นรถ ไอ้รถที่เช่านี่ก็พยายามจะถูกที่สุดนะ เป็นเกียร์กระปุกด้วย อย่างน้อยก็มีวิชาติดตัวมาก่อนเว้ย สมัยวัยรุ่นขับเกียร์กระปุกมาก่อน พอได้รถก็ขับออกมาเลย พอมาถึงทางออกซึ่งเป็นที่กั้นรถอัตโนมัติ ก็เอาบัตรจอดรถที่ออฟฟิศให้มาเสียบเข้าไป

… นิ่ง… ทุกอย่างสงบ..

ชิบหาย… ทำไง…

ลองอยู่หลายนาที

ข้างหลัง..เฮ้ย.. มีรถมา… งั้นเราคงต้องถอยหลบ..

ถอยยังไง.. เกียร์ถอยหลังปกติต้องตบไปขวาสุดหรือซ้ายสุด..แต่นี่ไม่มีบอก..

ชิบหาย..

ปื๊นๆๆๆๆๆๆ … เสียงแตรคันหลังอย่างโหด

เราเลยบอกปิงซึ่งนั่งมาด้วย.. ทางเดียวว่ะ.. ปิงต้องเข็นรถว่ะ

เราเข้าเกียร์ว่าง ปิงเข็นรถถอยหลัง… ไอ้เชี่ยยย.. โคตรอุบาทว์เลย วิธีถอยรถของกะเหรี่ยงสองคนนี้

พอรถเริ่มถอยไปได้ มองไปที่รถคันหลังที่บีบแตร ปรากฏว่าแม่งคือ…

ไอ้เจ๊ดำเมื่อกี้! แม่งหันมาด่าเราอีก! โอย..เจ็บปวด (แม่งมาเอารถให้ลูกค้าคนอื่น)

เราตัดสินใจขับรถลงไปชั้นใต้ดินแทน เจอพนักงานรับรถของเจ้าอื่นพอดี เลยยอมหน้าด้านถามไปว่า..เอิ่ม.. คันนี้มันเกียร์ถอยหลังทำยังไงครับ? พี่แกก็แสนดี เข้ามาทำให้ดู.. เชี่ย.. แม่งต้องดึงคันเกียร์ขึ้นก่อน กูจะรู้มั๊ยเนี่ยยยยยย

ปัญหาต่อไปคือ..ไอ้บัตรจอดรถใช้ไม่ได้ ต้องทำไง? เราติดต่อที่ออฟฟิศกันอยู่นาน วิ่งไปวิ่งมา สรุปคือเราต้องกดปุ่มเป็น Intercall คุยกับคนเฝ้าตึกจอดรถ คุยกันอยู่นานมาก เพราะเสียงแม่งอู้อี้ๆ คุยทางวอ ทราบแล้วเปลี่ยน… แม่งแค่คุยปกติก็จะแย่แล้ว กว่าจะรู้เรื่องว่า จะเอารถออก ไอ้ออฟฟิศเช่ารถ แม่งบอกมางี้โว้ยยยย.. ล่อไปเป็นสิบนาที

ผ่านความเร้าใจไปเป็นชั่วโมง เราเริ่มขับออกจากตรงนั้นได้นี่ก็สายจากเดิมเยอะมาก.. แต่พวกเราก็รู้สึกโล่งอกมากเช่นกัน ช่างเป็นวันมหาวิปโยคจริงๆ เราขับรถไปตามถนน A303 เป็นถนนที่ไม่ใช่ทางด่วน เพราะอยากลองขับไปทางธรรมดาๆ เผื่อจะมีวิวที่ดีกว่า (จริงๆตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันแตกต่างกันยังไง) เส้นทางนี้จะไปผ่านที่ Stonehenge ด้วย ไอ้ตอนยังไม่ได้ขับผ่านก็ถกเถียงกันว่าจะลงไปดูมั๊ย? เพราะมันก็ Tourist มาก ไม่รู้สึกถึงความอยากดูเท่าไหร่ แต่พอถึงเวลาที่ขับผ่านก็อดไปได้ที่จะแว่บๆไปดูจนได้

ที่ Stonehenge เพิ่งมีการปรับปรุงใหม่ ออฟฟิศที่เก็บเงิน มี Exhibition ที่ทำใหม่อย่างดีเลย อันนี้เราไม่เคยเห็น เป็นอันตกลงกันว่า ลงไปเดินดูหน่อยดีกว่า พอมาเห็นราคาค่าเข้า ทุกคนถึงกับถอยร่นทีเดียว ตกคนละ 14.5 ปอนด์ ( 7 ร้อยกว่าบาท ) คิดหนัก..  จังหวะนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายราคา Overseas Visitors เที่ยว English Heritage ทั่วประเทศภายใน 9 วัน เหลือ 2 คน 50  ปอนด์ เฮ้ย! คุ้ม! ตกคนละ 25 ปอนด์แต่ไปได้หลายที่เลย เพราะเราก็คิดว่าจะไปแวะตามที่ English Heritage อยู่แล้ว

28_0915001 (3)Edited
ADOX CMS II 20
28_0915001 (6)Edited
ADOX CMS II 20
28_0915001 (19)Edited
ADOX CMS II 20 // ชูวิทย์ก็มา…

เป็นอันว่าพวกเราก็เลยได้เข้าไปเที่ยว Stonehenge กันหมด การปรับปรุงใหม่ของที่นี่ ดูดีขึ้นและช่วงที่เราไปกันก็เป็นสัปดาห์ที่อังกฤษอากาศดีที่สุดของปีเลย นับว่าโชคดีมาก เราเลือกที่จะเดินไปที่ Stonehenge กัน ซึ่งก็ค่อนข้างไกลอยู่ แต่อากาศดี เลยเดินกันสบายๆ

เราใช้เวลาที่นี่กันสัก 2 ชั่วโมงน่าจะได้นะ แล้วถึงจะเดินทางกันต่อไปตามถนน A303 พวกเราเริ่มจะหิวกัน ก็แวะกินกันระหว่างทางนี่แหล่ะ ร้าน Little Chef เป็นร้านที่มีสาขาทั่วๆไปตามริมถนนหลวง อาหารก็จั๊งค์ๆทั่วไป เบอร์เกอร์อะไรแบบนี้ ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆแล้ว แดดค่อนข้างแรงสาดเข้ามาในร้าน มีคุณยายกับคุณปู่นั่งกินกันอยู่ด้านหลังเรา นั่นเป็นช็อตที่สวยมากที่สุดในทริปนี้เลยสำหรับเรา (ไปเที่ยววิวอย่างหรูอลังการ ท้องฟ้าสวยงาม เสือกมาจบที่รูปในร้านเบอร์เกอร์)  เราเดินเข้าไปถ่ายอยู่ 3-4 ใบ จนได้ใบนี้มา

28_091501 (8)Edited
Fujicolor X-tra 400

จากร้านอาหารมาถึง Yeovil ไม่ไกลมาก เมือง Yeovil เป็นเมืองเล็กๆที่เป็นทางผ่านไปสู่ Cornwall เราจะแวะนอนที่นี่กันหนึ่งคืน ที่พักที่นี่เป็น Farm House เก่า (ที่ไม่ใช่ขนมปัง) อายุน่าจะเป็นร้อยๆปีนะ คุณเจ้าของเป็นคุณลุงตุ้งติ้งๆที่เรียบร้อยมากๆ บ้านพักแกสะอาดสุดๆ เป็นระเบียบสุดๆ เรารู้สึกพรีเมี่ยมมากตั้งแต่มาที่อังกฤษนี่ (นอกนั้นอยู่อย่างจนๆตลอด)

 

28_091501 copy
ADOX CMS II 20

 

เวลานี้เป็นเวลาพระอาทิตย์กำลังตก ที่ Yeovil นี่เงียบสงบ มีทุ่งสวยงาม ในระยะใกล้ๆมีแค่ร้านอาหารอยู่ร้านเดียวที่วันนี้ก็ดันปิดอีก พวกเราก็เลยต้องขับเลยออกไปหน่อย ด้วยความที่เมืองนี้เงียบมาก สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะได้กินกันนั่นก็คือ.. Subway…

เราซื้อ Subway กันคนละชุด ประกอบด้วย ฮอทด็อก , คุกกี้ และโค้กหนึ่งแก้ว กลับไปกินกันที่พัก นี่พรีเมี่ยมที่สุดสำหรับวันนี้..

ตอนเช้าเรารีบตื่นกันมาดูวิวข้างนอก อากาศเย็น หมอกลงจัดมาก สีท้องฟ้าชมพูๆเหลืองๆ น้ำค้างเปียกไปทั้งพื้นหญ้ารอบๆที่พัก สดชื่นจนอยากจะมัดอากาศใส่ถุงเก็บเอาไว้ ที่นี่มันเงียบสงบดีจริงๆ

 

28_091501 (15)Edited copy
Fujicolor X-tra 400

 

เรากินอาหารเช้าฝีมือคุณลุง พร้อมด้วยหมาแก่ 3 ตัว ซึ่งลุงแกบอกว่าหมาสามตัวนี้เป็นหมา Rescue ปลดระวาง เดิมมันจะคอยช่วยดูแลคนตาบอด แต่พออายุเกินแล้ว ประมาณ 6 ขวบ เค้าจะส่งต่อให้คนที่จะรับเลี้ยงมันต่อ ที่บ้านคุณลุงนี่แหล่ะแกเป็นศูนย์กลางของคนที่สนใจจะมารับไป

ปิงเลยทำการทดสอบว่ามันถูกฝึกมาหรือเปล่า? ด้วยชุดคำสั่ง Sit , Stop , Wait , Hand ซึ่ง..แม่งได้ผลเว้ย..

อีกเรื่องที่ยังค้างคาใจพวกเรา ก็คือการออกเสียง “Cornwall” ปิงถึงกับกดฟังจาก Google ว่าอ่านยังไงกันแน่? Google พูดว่า “ค่อน-วอลล์” อ่อ… “ค่อน” เลยนะ ว่าแล้วคุณลุงก็เดินมาพูดคุยกับเรา พร้อมชงประโยคมาให้เต็มๆ “แล้วนี่จะไปไหนกันเหรอ” จังหวะนั้นพวกเราหันมองไปที่ปิงพร้อมกัน ประหนึ่งส่งบอลจากกองกลางไปให้ศูนย์หน้า

“ค่อน-วอลล์”

“โอ้..ไอซี”

เชี่ย..แม่งใช่..  มิน่าตำรวจถึงไม่เข้าใจว่าพวกมึงจะไปไหนกัน..

เราเดินทางต่อไป “ค่อน-วอลล์” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Yeovil แล้ว และเราวางแผนไว้ว่าจะแวะเที่ยวตามสถานที่ที่น่าสนใจไปเรื่อยๆจนถึงโรงแรมโน่นก็คงเย็นๆพอดี

สถานที่แรกที่จะแวะชื่อว่า Boscastle เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่า อยู่ชาวฝั่งด้านเหนือของ Cornwall แถวนี้มีเส้นทางให้เดินเล่นง่ายๆสั้นๆ เดินไม่ยากมาก เดินขึ้นเนินเขาชันเล็กน้อย แต่พอมองออกไปที่ทะเลแล้วจะรู้สึกว่าเฮ้ย..สูงว่ะ.. ลมที่นี่แรงมากเป็นธรรมดา เพราะมันติดทะเลนั่นแหล่ะ ล่อซะหนาวเลย

 

28_091501 (14)Edited
Fujicolor X-tra 400
28_091501 (15) copy
AGFA APX 100

 

จาก Boscastle เราสามารถขับต่อไปที่ Tintagel ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ (ถ้ามีเวลาเดินทางไกลนี่ก็สามารถเดินต่อกันไปได้นะ) เป็นหมู่บ้านเล็กๆชื่อดังที่คนชอบมาเที่ยวกัน ที่นี่เก่าแก่มาก อายุเป็นพันปีนะสมัยกษัตริย์อาเธอร์โน่นเลย มี Tintagel Castle เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ เพราะมันเป็นต้นกำเนิดเรื่องเล่า อัศวินโต๊ะกลม ในตำนาน

แต่สิ่งสำคัญกว่าคือที่หมู่บ้านนี่ทำ สโคนอร่อย และเราโชคดีที่หลุดไปในร้านที่ทำสโคนอร่อยมากกกกก แยมก็อร่อย (ปกติเราไม่ชอบกินแยม แต่ร้านนี่อร่อย) ตอนที่ไปถึงนี่เป็นอาหารมื้อเที่ยง แต่เราไปถึงสายนะ มันก็เลยบ่ายๆหน่อย ใครมีโอกาสแวะไปก็อย่าลืมแวะร้านชื่อ Charlie นะ อร่อยมากจริงๆ

หลังจากอาหารเติมพลัง เราก็ไปเดิน Tintagel Castle (ใช้บัตรจากที่ซื้อที่ Stonehenge เข้าได้เลย) ซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย เรื่องประวัติศาสตร์นี่ไม่ต้องถามนะ แข็งแรงมาก จำอะไรไม่ได้เลย เอาเป็นว่ามันมีประวัติมาตั้งแต่ยุคโรมันเลยทีเดียว การเดินเที่ยวปราสาทนี้ แม่งไม่ใช่แค่ปราสาท แต่มันเป็นเมือง! เมืองที่ตั้งอยู่บนเขาเลย สูงสัด! ในเมืองที่เหลือแต่ซากแล้วนะ มีเป็นโซนๆเลย ตลาด โบสถ์ ป้อมทหาร วัง อะไรแบบนี้ เจ๋งดีนะถึงมันจะเหลือแต่ซากๆ แล้ววิวดีมาก เพราะติดทะเลด้วย

เราใช้เวลาเดินจนดูพระอาทิตย์เริ่มเย็นแล้ว สถานที่เค้าก็เริ่มเช็คคนบอกให้ออกเพราะใกล้จะปิดแล้ว เดินทั้งวันนี้ขาสั่นเลยทีเดียว เพราะมันต้องเดินขึ้นเดินลงเยอะมากกก

 

30_091501 (22) copy
Fujicolor Pro400H
02_101501 (18) copy
Fujicolor Pro400H

 

จะว่าไปวันนี้นี่ ที่ Tintagel เราประทับใจสุดเลย เพราะมันสวย อากาศดี คนน้อย สบายมากจริงๆ ดูจนอิ่มเลย เราขับรถต่อไปที่โรงแรม ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากแล้ว รู้สึกจะสัก 70 กิโลได้มั้ง แต่ทางมันขึ้นๆลงๆคดเคี้ยว จากชายฝั่งด้านเหนือของ Cornwall มาถึงชายฝั่งด้านตะวันตกของ Cornwall (ก็คือใต้สุดไปเหนือสุดนั่นแหล่ะ) ใช้เวลาพอสมควรเลย เราชอบวิวระหว่างทางมาก มีแต่ทุ่งเงียบๆ จนพอสักทุ่มนึง พระอาทิตย์มันตกเต็มที่ ทุกคนในรถถึงกับอู้หู… เพราะวิวข้างหน้าพวกเราคือท้องฟ้าสีแดงมาก ทั้งฟ้าเลย ทุกอย่างดูเป็นเงาตัดกับพื้นหลังสีแดง เกิดมาไม่เคยเห็นท้องฟ้าแบบนี้จริงๆ เสียดายที่เราขับรถอย่างเดียว ถ่ายรูปไม่ได้ ค่อนข้างอันตรายเพราะข้างทางไม่มีไฟเลยสักดวง มีแต่แสงจากไฟหน้ารถนี่แหล่ะ สองข้างทางเป็นทุ่งที่เราวิ่งอยู่บนถนนเส้นเล็กๆเท่านั้นเอง

เรามาถึงที่พัก เราขอเรียกว่าเป็นโรงเตี๊ยมฝรั่ง ซึ่งที่ยุโรปเค้าก็นิยมแนวๆนี้กันล่ะนะ เพราะมันประหยัด ด้านล่างเป็นบาร์ ด้านบนก็เป็นที่พักกันไป โรงแรมชื่อว่า Wellington Hotel ตั้งติดๆกับโบสถ์ St.Just บริเวณนี้เค้าเลยเรียกว่ากันว่าย่าน St.Just เป็นโซนสุดขอบ Cornwall เลย (ก็คือสุดเกาะอังกฤษฝั่งตะวันตก) ที่พักยับเยินพอสมควร ปิงถึงขนาดช็อคจนต้องเรียกเราขึ้นไปดูเลยว่าแม่งยับเยินมากแค่ไหน 

 

29_0915001 (5)Edited copy
ADOX CMS II 20 // นี่คือ St.Just โบสถ์ข้างโรงแรมที่พัก

 

มื้อเย็นวันนั้นเราหาอะไรกินไม่ได้นอกจากในโรงแรมที่เป็นบาร์นั่นแหล่ะ เพราะเมืองแม่งเงียบมากกก มืดแล้วจบกัน จุดที่เราอยู่คือเจริญสุดแล้ว ซึ่งมีเพียงร้าน Co-Operation Food ที่เจริญสุดในละแวกนี้ จริงๆแล้วการต้อนรับของคนที่นี่ค่อนข้างแปลกประหลาดตั้งแต่เราเปิดประตูเข้ามาในโรงแรม ก็มีชายหนุ่มและไม่หนุ่มราว 7-8 คน ที่กำลังกินเบียร์กันอยู่ที่บาร์ หันมามองพวกเราเป็นสายตาเดียวกัน และเพ่งกันแบบสตั๊นๆอยู่หลายวิ จนกูงงเลยว่าเป็นอะไรกัน พอพวกเราลงมากินกัน ก็ยังเจอสายตาแบบนั้นอยู่อีก.. คราวนี้ทีเด็ดคือคุณป้าโต๊ะข้างๆที่นั่งกินข้าวอยู่พร้อมหมาหนึ่งตัว สายตาเหยียดหยามนั้นส่งมาตั้งแต่เรากำลังจะเดินไปนั่งโต๊ะ จนเรานั่งกันอยู่พักนึง ป้าแกก็ย้ายโต๊ะไปด้านในร้าน ความมาคุอบอวลไปทั้งร้าน จนกระทั่งมีหนุ่มสาวชาวจีนเดินเข้ามานั่งโต๊ะใกล้ๆเรา พวกเราส่งยิ้มให้กันเสมือนรู้ว่า เออ..กูก็โดนว่ะ มีพวกและ.. โซนเอเชียในร้านเริ่มเข้มแข็ง พวกเราเริ่มกินอาหารอย่างสบายใจขึ้นบ้าง พลางบ่นกับการเหยียดของคนที่นี่ ซึ่งถ้าคิดในแง่ดีก็อาจจะเป็นเพราะเราดูแปลกปลอมเกินไปสำหรับชาวอังกฤษที่อยู่ห่างไกลเมืองมากๆก็ได้นะ

เช้าวันรุ่งขึ้น เรารีบออกกันแต่เช้าเพราะอยากจะไปดูวิวสวยๆของ Cornwall ที่ใฝ่ฝันมายาวนาน โซนที่เราอยู่นี่ถือว่าใกล้กับจุดชมวิวงามๆของเมืองมาก เราเริ่มต้นไปกันที่ Botallack Mine ตรงนี้เป็นเหมืองเก่า ขุดแร่ดีบุกมาหลายร้อยปีเลย ยังคงหลงเหลือโรงงงานโบราณอายุ 4-5 ร้อยปีให้เห็นกัน

 

29_00915Edited copy
ADOX CMS II 20
29_0915001 (2)Edited copy
ADOX CMS II 20
27_091501 (10) copy
Fujicolor X-tra 400

 

เส้นทางเดินบริเวณนี้เดินได้ยาวไกลมาก พวกเราก็เลยเดินกันไปเรื่อยๆ เลาะไปตามป้ายที่เค้าชี้เอาไว้ ท่ามกลางฟ้าโปร่งสุดๆ ช่างแตกต่างกับภาพมโนในหัวมาตลอดชีวิต แต่ก็สวยมากนะ คือมันสวยคนละแบบกับที่คิดไว้

วันนี้ปิงดูซึมๆผิดปกติ จนต้องถาม ปรากฏว่าปิงรู้สึกตัวเองจะป่วย แต่ก็ยังเดินไหวกัน ประเด็นคืออากาศที่นี่ดูแจ่มใสก็จริง แต่ลมที่แรงและเย็นมากๆ ตัดกับแสงแดดเปรี้ยงๆ แรงขนาดเราวัดแสงดูนี่แรงกว่าเวลาถ่ายรูปที่เมืองไทยช่วงกลางวันๆ 1 1/2 stop กันเลยนะ สุดๆ ก็น่าจะป่วยจริงๆ เรานี่ต้องเอาฮู้ดคลุมหัวตลอดเลย

เราเดินกันอยู่ตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ต้องแวะหาข้าวกินกัน แต่รอบตัวนี่มีแต่ทะเลและเขา จนมาถึงจุดที่เป็นเอกลักษณ์แห่ง Cornwall นั่นคือประภาคารบริเวณ Cape Cornwall (ไม่ใช่เครปป้าเฉื่อยนะ คนละเคปกัน) เรานั่งพักตรงจุดใกล้ๆประภาคารซึ่งมีร้านชาเล็กๆตั้งอยู่ มีคุณลุงเดินเข้ามาคุยว่ามาจากไหนกัน แกบอกว่าวันนี้เป็นวันที่อากาศดีที่สุดของปีเลย คุณโชคดีมาก! ลุงแกเกษียณแล้วก็ย้ายมาอยู่ Cornwall นี่แหล่ะ ดีจังเว้ย โชคดีที่เรามาวันนี้ ถึงจะไม่ได้โทนแสงหม่นๆของ Cornwall แต่ก็ได้แสงโปร่งๆที่หาได้ยากกว่า

 

29_0915001 (10)Edited copy
ADOX CMS II 20
30_091501 (8)Edited copy
Fujicolor Pro400H
30_091501 (9) copy
Fujicolor Pro400H
30_091501 (15) copy
Fujicolor Pro400H

 

ติดๆกับร้านชาเล็กๆนี้ มีสนามกอล์ฟที่มีโรงแรมและร้านอาหาร พวกเราตัดสินใจว่าเดินเข้าไปกินเลยละกัน เพราะเหนื่อยมากแล้วและไม่รู้ต้องเดินไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะเจอร้านที่หาอะไรกินได้

จะว่าไปแล้ว ข้อดีของร้านอาหารที่นี่คือ ทุกที่แม่งราคาพอๆกันหมด ดูหน้าตาไฮโซก็ใช่ว่าจะแพงกว่าข้างถนนนะ มันก็ไม่หนีกันเท่าไหร่เลย ก็เลยกินไปอย่างสบายใจ รอดตายไปอีกมื้อ

ประเด็นสำคัญคือ เราจอดรถและเดินกันมาถึงจุดนี้ โคตรไกลเลย! ก็แม่งเดินมา 3 ชม.อ่ะ จนต้องถามคนแถวนั้นว่าทางไหนที่ใกล้ที่สุดที่จะกลับไปที่เดิมได้ คำตอบคือ… เดินย้อนทางเดิม! แสรดดด.. พวกเราหันมองหน้ากันวูบนึงแล้วก็กัดฟันเดินย้อนกลับไปทางเดิม ด้วยความเชื่อที่ว่า ครั้งที่สองย่อมเร็วกว่าครั้งแรก ไอ้ครั้งที่สองนี่ก็เร็วจริงอยู่นะ แต่แดดนี่สิ.. ช่วงบ่ายมันดูรุนแรงกว่าเดิมมาก ดีนะ..ที่อากาศมันหนาว เลยดูหักล้างกันพอดี เราใช้เวลาราวๆสองชั่วโมงก็ถึงที่เดิม เรียกว่าไม่อยากไปไหนต่อกันเลยทีเดียว อิ่มวิว และขาลากไปพร้อมๆกัน

28_091501 (18) copy
ADOX CMS II 20

ช่วงบ่ายเป็นช่วงที่พวกเราไร้ทิศทางมาก เพราะเดินกันจนไม่รู้จะไปไหนดีแล้ว (จริงๆเค้าก็มีเส้นทางให้เดินเยอะนะ แต่ไปไม่ค่อยถูก) จนก็ต้องค้นตาม Google นี่แหล่ะ ใน Google บอกไว้ว่า Minack Theatre เป็นที่ที่ไม่ไกลมาก และคะแนนรีวิวเกือบ 5 ดาว!! โอ้โหมึง..นี่มันเพชรในตมชัดๆ จากภาพก็ดูหน้าตายังกับสนามกีฬาโรมันๆ สงสัยจะเป็นโบราณสถานยุคโรมัน น่าจะดีเว้ย

เราใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เดินทางไปถึง Minack Theatre มีลานจอดรถกว้างขวาง มองเห็นนักท่องเที่ยวเยอะแยะทั้งเดินเข้าไปและเดินออกมา บริเวณที่นี่ลมแรงมากเพราะติดทะเลเลย ทั้งหนาวแล้วลมยังแรง แต่ฟ้าโปร่งสวย แหม่..โชคดีจริงๆ

ณ ทางเข้า Minack Theatre เขียนเอาไว้ว่าราคาคนละ £4.50 พอเดินเลยทางเข้าไปก็จะเจอส่วนที่เก็บตัง เป็นพื้นที่ออฟฟิศเล็กๆ มีป้าแก่หน้าเป็นตูดยืนเก็บตัง การที่หน้าเป็นตูดอย่างเดียวไม่พอ ยังพูดจาเป็นตูดซ้ำอีกต่างหาก เรียกว่าไม่มองหน้าพวกกูเลยนะเนี่ย ลางร้ายเริ่มมาเยือน..

เมื่อจ่ายตังแล้วก็เดินออกอีกด้านนึง พอเปิดประตูออกมา.. เชี่ย นี่แม่งตกแต่งสวนกันแบบนี้จริงๆเหรอวะ? นึกว่าอยู่สวนนงนุช.. ต้นไม้แต่ละต้นนี่ระลึกถึงบ้านเกิดกันเลย บางต้นนี่มันต้นโกสนหน้าหมู่บ้านก็มีอยู่ นี่ถ้าปลูกเฟื่องฟ้าที่นี่ได้คงใส่ไปแล้วใช่มั๊ย?.. เอาล่ะ… คิดซะว่าเป็นแนวทรอปิคอลละกันนะ

เดินเลยดงทรอปิคอล (อย่าคิดว่ากว้างใหญ่ แม่ง 3 ก้าวก็พ้นแล้ว) ก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ชั้นบนสุดของ..อัฒจันทร์!! อัฒจันทร์ที่หน้าตาดูคล้ายโรมัน โรมันที่เห็นกันไกลๆในรูป แต่.. แม่งคือดูโรมันปลอมมากกกก.. เหมือนเอาช่างปูนก่อส้วมแถวบ้านมาทำ มองลงไปเห็นเสาโรมันอยู่สัก 7-8 ต้น และทะเล.. ทะเลแม่งสวยจริง.. แต่ไอ้อัฒจันทร์และเสาพวกนี้.. คิดมาตลอดทางว่าต้องเป็นการสร้างในยุคโรมันจริงๆ มองไปที่เท้าตัวเอง เห็นการสลักชื่อใครสักคนไว้ “2009” จะว่าเป็นปีพุทธศักราชก็ไม่น่าใช่.. ล้มเหลว ล้มเหลวมาก

 

30_091501 (16) copy
Fujicolor X-tra 400

 

เอาวะ.. อาจจะมีที่กว้างกว่านี้ ลองกวาดสายตาไปรอบๆ นักท่องเที่ยวก็ยืนถ่ายรูปกับเสาโรมันแค่ 7-8 ต้นนั้นจนครบ เฮ้ย..มันมีแค่นี้จริงๆว่ะ พวกเรานั่งลงที่ขั้นบันไดปี 2009 นั้น จบ..มันจบเลยวันนี้ นักท่องเที่ยวจีนก็มี ฝรั่งก็มี ทำไมทุกคนดูหน้าตายิ้มแย้ม เอ๊ะ..กูผิดอะไรหรือเปล่า? เราเดินลงไปสำรวจด้านล่าง มีฝรั่งเอากล้องมาให้ปอนด์ช่วยถ่ายรูปให้ เมื่อถ่ายเสร็จ ฝรั่งผู้นั้นถึงกับเอ่ยปากกับปอนด์ว่า ที่นี่มันช่าง “อเมซซิ่ง!” … ว้อท!! อเมซซิ่งเลยเหรอ.. (จริงๆแล้วคำนี้มีคอมเม้นท์เอาไว้ใน Google ที่เราค้นเจอสถานที่นี้นั่นแหล่ะ..)

เราถึงกับเดินง่วนหาข้อมูลของสถานที่นี้ว่าอะไรทำให้พวกเราสามคนเป็นพวกแปลกปลอมของสถานที่นี้วะ… ณ บริเวณทางออกจะมีส่วนที่เป็นนิทรรศการอธิบายที่มาของสถานที่นี้ เรารีบเข้าไปเสพข้อมูลกันเลยเผื่อกูจะพลาดอะไร จากการดูพบว่า พื้นที่นี้ถูกทำเป็นโรงละคร Open Air ตั้งแต่ยุค ’30s โน่น สมัยเจ้าของแกยังเด็กๆเนี่ย แม่แกย้ายมาที่ Cornwall ซึ่งแกชอบละครเวทีก็เลยสร้างซะเลยตามสไตล์คนมีตัง ในประวัติก็บอกว่าแกกับคนสวนช่วยกันทำเองเลยนะ ไม่มีคนช่วย..

ไอ้ที่มันดังเนี่ย เพราะเป็นโรงละครโล่งแจ้งติดทะเล ดูไฮโซ แต่เราคาดว่าการตกแต่งในรุ่นต่อๆมาเนี่ยแหล่ะทำให้มันเละเทะ ดูได้จากการสลักชื่อและปีเอาไว้เต็มขั้นบันไดนั่นแหล่ะ เค้าว่าไว้ว่าที่นี่จะจัดละครเวทีตลอดและมีคนมาดูปีนึงๆ 8 หมื่นคน! สรุป.. กูไม่อิน.. โอเคนะ เราเดินออกพร้อมกันเปรยว่า.. ทีหลังเราควรจ่ายตังคนเดียวเพื่อเดินเข้าไปดูกันก่อนแล้วค่อยออกมาบอกว่าควรเข้าไปหรือไม่..

ที่ด้านล่างของ Minack สามารถเดินลงไปที่ชายหาดเล็กๆได้ เราย้ายรถไปจอดแถวๆชายหาดแล้วเดินเล่น นับเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำได้ก่อนพระอาทิตย์วันนี้จะตกลง ลมวันนี้แรงมากๆ แรงจนหนาว เนื่องจากทางเดินไปชายหาดเป็นหุบเขา ชายหาดที่อยู่ระหว่างหุบเขานั่นเอง เราเข้าใจฝรั่งที่โหยหาแต่แดดขึ้นมาทันที พวกเรารีบเดินไปหาแสงแดดที่ชายหาด ซึ่งก็ใกล้จะหมดเต็มที

 

30_091501 (17) copy
Fujicolor Pro400H
30_091501 (19) copy
Fujicolor Pro400H
29_00915 (21) copy
ADOX CMS II 20

 

พูดถึงทะเล จะว่าไปไม่มีที่ไหนสวยอย่างเมืองไทยเลย ที่อื่นมันก็ได้อีกอารมณ์ อย่างเช่นที่นี่… มีฝรั่งกระจุกตัวอยู่กับแดดที่ริมหุบเขา ในขณะที่แดดเริ่มหดตัวไปเรื่อยๆ เรายืนดูวิวตรงนั้นได้ไม่เกิน 20 นาทีก็ต้องกลับกันเนื่องจากแดดหมด.. และหนาวมากกก

พวกเราผิดหวังและหิวมาก วันนี้ต้องขอกินอะไรที่มันดีๆกันหน่อย อย่างน้อยก็ไปให้ไกลๆแก๊งค์เหยียดข้างล่างโรงแรม และลืมเรื่อง Minack ออกไปจากหัว ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมเรา เป็นร้านอาหารเดียวในละแวกนี้ที่ดูดีมีชาติตระกูล จริงๆวันก่อนก็แวะมาทีนึงแล้วแต่เค้าปิดพอดี อาหารขึ้นชื่อของ Cornwall ก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองชายทะเลอื่นๆของอังกฤษ นั่นคือ!.. Fish & Chip คนอังกฤษนี่ไม่นิยมกินของสดเลยแม้ว่ามันจะมีสดๆให้กินก็ตาม ยังไงก็ขอเอาไปแช่แข็งก่อนเสมอ เออ..แปลกดี

หมดกันแล้วสำหรับทริป Cornwall ของพวกเรา… จบกันที่ Minack Theatre โคตรฟินเลย.. เช้าวันต่อมา เราเดินทางกลับลอนดอนกัน ยิงตรงยาวขึ้นทางด่วน M4 กว่าจะไปถึงลอนดอนก็เย็นๆพอดี ตลอดการเดินทางเราประทับใจถนนของที่นี่มาก แม่งโคตรดีเลย เหมือนเรามาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ถนนต้องมีหลุมมีบ่ออยู่ร่ำไป เพิ่งกระจ่างรู้ว่าจริงๆแล้วถนนมันสามารถดีได้ตลอดระยะหลายร้อยกิโล แม้ซอกซอนไปในหมู่บ้านเล็กๆก็ตาม

อีกอย่างที่ชอบใจคือมารยาทในการขับรถ คนส่วนใหญ่จะมีน้ำใจให้อีกคนหนึ่งก่อนเสมอ เช่น สมมติเจอทางสวนกันแล้วมันสวนกันยาก ถ้าเป็นคนไทยแม่งต้องบีบแตรเพื่อบอกให้อีกฝั่งว่า “มึงอย่าออกมานะ กูจะไปก่อน” แต่คนที่นี่ตรงข้ามเลย บีบแตรเหมือนกัน แต่ความหมายคือให้อีกคนไปก่อนเสมอ (อันนี้ไม่ได้มโนนะ มันเป็นวัฒนธรรมของเค้าจริงๆ)

กว่าจะกลับไปถึงที่พักแม่งล่อไปหลายทุ่มเลย เหนื่อยมากกก ไกลโคตรรรร แต่ก็ถือว่าอิ่มหนำกับ  Cornwall ในฝัน นับไปนับมานี่ก็ค่อนทริปแล้ว วันที่เหลือถือว่าเป็นวันเตร็ดเตร่

วันที่ 2 ตุลา วันนี้ตั้งใจกันว่าจะพาคุณภรรยาไปเยี่ยมอพาร์ทเมนต์ที่เคยอยู่สมัยมาเรียนที่นี่ และก็เป็นที่แรกที่เราเจอกันด้วย เราก็เลยไม่ต้องรีบออกมากเท่าไหร่  หลังจากสะบักสะบอม การเดินทางมาที่ย่าน Earl’s Court นั้นใช้เวลาชั่วโมงครึ่งได้ นี่ก็เริ่มชินแล้วที่ไปไหนทีใช้เวลาเป็นหนังเรื่องนึงเลย

 

02_101501 (23) copy
Fujicolor Pro400H
02_101501 (15) copy
Fujicolor Pro400H
02_101501 (2)Edited copy
Fujicolor X-tra 400

 

หลังจากเดินเที่ยวเล่นกัน เราก็ไปเดินที่ V&A Museum กันต่อ อันนี้สมัยก่อนที่มาลอนดอนก็จะมาเดินเล่นตลอด มีงานศิลปะดีๆให้ดูสม่ำเสมอ วันนี้ก็เลยหมดเวลาไปกับการเรื่อยๆเปื่อยๆ ซึ่งก็ดีนะ… การไปเที่ยวแบบมีเป้าหมายตลอดนี่ก็เหนื่อย เมื่อก่อนเราจะชอบมากเวลามาเที่ยวนานๆคือการแล้วแต่จะตื่น ตื่นแล้วก็แล้วแต่จะไป แล้วแต่จะกิน รู้สึกเหมือนเวลาอยู่กรุงเทพที่ปกติมนุษย์เราก็ไม่ได้จะมีแพลนตลอดเวลา

 

03_101501 (17)Edited copy
Fujicolor X-tra 400
03_101501 (2)Edited copy
Fujicolor X-tra 400

 

เริ่มขี้เกียจเล่าต่อ…555 ไม่หรอก..เพราะวันหลังๆคือเราไม่ได้ไปไหนเป็นพิเศษกันเลย ซื้อของฝากอะไรแบบนั้น อ่อ..มีพิเศษคืออันเดียวล่ะ คือเราไป Rochester Castle วันสุดท้ายเลย อยู่ใกล้ๆที่พัก นั่งรถไฟไปประมาณชั่วโมงนึง อันนี้เป็นปราสาทเก่าเป็นพันปีเลย หน้าตานี่เหมือนพวกในหนังอัศวินเด๊ะๆ คือเห็นแล้วแม่งต้องมังกรออกมาแน่ๆ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ใช้บัตรร่วมกับที่ซื้อจาก Stonehenge นั่นแหล่ะ วันที่ไปนี่อากาศเริ่มไม่ดีแล้ว คือมันตลกมากว่าที่อังกฤษเค้าจะเขียนไว้เลยว่า หมดฤดูกาลท่องเที่ยวคือ 30 กันยา บางทีก็คือหลังจากวันที่ 30 ก็จะไม่เปิดให้เข้าแล้ว ซึ่งมันยังกะอากาศนี่ตั้งเวลาไว้เลย พอหลังจาก 30 กันยาคืออากาศมันก็แย่จริงๆ ไม่มีวันไหนสวยเมื่อวันก่อนๆที่เรามาถึงเลย ฟ้าก็ครื้ม ฝนก็ตกทั้งวัน อย่างเช่นวันที่ไปปราสาทนี่ก็เหมือนกัน ฝนตกทั้งวันจริงๆ แถมเค้าก็ยังซ่อมบำรุงกันอีก

 

29_00915 (24)Edited copy
ADOX CMS II 20

 

เย็นสุดท้ายที่เราจะกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่เราหิวข้าวมากๆ เบื่ออาหารขนมปังทั้งหลายอย่างที่สุด พวกเราก็เลยแวะซุปเปอร์ฯกวาดข้าวและกับข้าวอะไรที่จะสามารถกินเป็นกับข้าวไทยๆได้ นี่กลายเป็นมื้อเต็มที่ที่สุดของพวกเราเลยทีเดียว อิ่มหนำกันไป

วันกลับนี่ถือได้ว่าเป็นวันนรกพีคมาก เราต้องตื่นตี 4 เพื่อจะออกจากบ้านไปขึ้นรถไฟให้ทันตี 5 พอถึงเวลา..ชิบหาย! มีเวลาเดินไปขึ้นรถไฟ 15 นาที พวกเรารีบลากกระเป๋าท่ามกลางฟ้ามืด ฝนพรำ อากาศหนาวเหน็บ เราวิ่งๆๆๆๆประมาณ 2 กิโล มาถึงสถานีปุ๊ป..เราเห็นรถไฟเข้าเทียบท่าพอดี ประเด็นคือ… กูต้องข้ามฝั่ง!!! ว่าแล้วทุกคนก็ยกกระเป๋าเดินทางคนละสิบกว่ากิโลขึ้นบันไดข้ามฝั่ง ช็อตนี้แม่งเหมือนในหนังเลย จังหวะที่เดินลงบันไดพร้อมกระเป๋าพะรุงพะรังแล้วมองรถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป …เจ็บปวดและหอบอย่างหนัก

ประเด็นคือรถไฟเที่ยวต่อไปคืออีกครึ่งชั่วโมง..และ..มันจะทำให้รถไฟสายที่ไปสนามบินนั้นแม่งเคลื่อนหมด! หลังจากประชุมกันโดยการใช้ Google ค้นหาเส้นทาง คำนวณเวลาแล้วพบว่าเราต้องนั่งไปอีก 3 ต่อโดยแต่ละต่อเรามีเวลาเดินไปขึ้นรถไฟแค่ 1 นาที! เชี่ย! และ… ถ้าพลาดแล้ว…พวกเราจะตกเครื่องบินทันที!! โหดสัส!!

ทุกครั้งที่รถไฟกำลังจะจอดสถานีปลายทาง เราจะมายืนพร้อมกันหน้าประตูเสมือนอยู่ในจุดสตาร์ทวิ่ง พอประตูเปิดปุ๊ป…ทุกคนก็จะวิ่งลากกระเป๋าไปอย่างรวดเร็ว มีสถานีนึงที่เราเดินลงบันไดไปแล้วเจอกับป้ายให้เลือกว่าไปซ้ายหรือขวา สัส!! เอาไงวะ.. วินาทีเดียวที่ตัดสินใจ… ซ้ายเว้ย! ออกไปปุ๊ป.. รถไฟจอดพอดี โอ้โห..แม่งเอ้ย คือถ้าไปขวานี่คือตกรถทันทีนะ โหดมาก!

สุดท้ายเราก็สามารถขึ้นรถไฟคันสุดท้ายตรงไปสู่สนามบินได้อย่างทันเวลา โคตรเหนื่อยเลย.. ยังกะหนังทริลเลอร์ ในที่สุดก็ได้กลับบ้านสักที 14 วันในอังกฤษ มีทั้งความสุข ความเหนื่อย ความร้อน ความหนาว ความเมื่อย ครบเลย.. คุ้มแล้วที่ได้มา นับเป็นทริปแก้คิดถึงลอนดอนได้เป็นอย่างดี และเราคงไม่ได้เจอกันอีกนาน..

เรากลับบ้านมาพร้อมฟิล์ม 30 กว่าม้วน จำได้ว่าใช้เวลา 2 เดือนถึงจะล้างหมด เพราะเราล้างฟิล์มเองสแกนเอง แม่งมือเปื่อยเลย แต่ก็เรียกว่าคุ้มค่ามากเวลาที่ได้เห็นภาพที่เราถ่ายไปมันค่อยโผล่ออกมา การที่ได้พิมพ์ลงมานี่ก็เป็นการบันทึกควบคู่กับภาพก่อนที่สมองจะจำอะไรไม่ได้ (นี่ก็ลืมไปเยอะแล้ว) ต่อไปนี้จะเอาสมุดจดไปด้วยเสมอเลย

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนถึงตรงนี้ ยอมรับว่าขี้เกียจเล่าไปหน่อย เพราะว่าลืมๆไปเยอะแล้วด้วย บางเรื่องนี่ใช้เวลานึกหลายวันมาก ถ้ามีโอกาสเล่าทริปต่อไป จะจดมาเขียนอย่างดีเลย 555 สวัสดี…

ป.ล. เพิ่มเติมรายละเอียดของอุปกรณ์ที่เราใช้

กล้อง Leica M2 , Voigtlander Bessa R4M , Fujifilm Klasse S

ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400 , Fujicolor Proo400H , Agfa APX 100 , ADOX CMS II 20

ล้างฟิล์ม Tetenal C-41 (ฟิล์มสี) , Rollei R09 (ฟิล์มขาวดำ)

สแกนฟิล์ม Plustek Scanner

 

03_101501 (19) copy
Fujicolor X-tra 400 // หนึ่งในรูปคู่ตลอดทริปที่มีอยู่ไม่กี่รูป ( แม่งจบด้วยรูปเซลฟี่ ฮาๆๆๆ )

 

เขียน / ภาพ โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s