ถึงคราวเทรนช่างภาพแฟชั่น หันกลับมาใช้กล้องฟิล์ม

ต้นฉบับ Fashion Photographers Return to Film โดย Hayley Phelan ใน BOF

ภาพโดย Jamie Hawkesworth ถ่ายสำหรับงาน System magazine Autumn/Winter 2015

ในยุคที่กล้องดิจิตอลกลาดเกลื่อนอยู่ทุกอณูรอบตัวเรา มีช่างภาพแฟชั่นหลายคนกลับหันไปใช้การถ่ายด้วยฟิล์มเพื่อสร้างความแตกต่างให้งานของพวกเขา ล่าสุดแคมเปญเฟี้ยวฟ้าวของ Calvin Klein #MyCalvins โดยเฉพาะภาพถ่ายใต้กระโปรงของนักแสดงสาว Klara Kristin เป็นที่ฮือฮาอย่างรวดเร็วเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งงานนี้ถูกถ่ายโดย Harley Weir

Unknown
Harley Weir

นอกจาก Weir แล้วยังมีช่างภาพอย่าง Jamie Hawkesworth , Colin Dodgson , Zoe Ghertner และอีกหลายคนที่กำลังแพร่เทรนการถ่ายฟิล์มในวงการช่างภาพแฟชั่น แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่กล้องดิจิตอลเองเบ่งบานมากที่สุด ทั้งเชิงเทคโนโลยีและตลาด จากการสำรวจโดย InfoTrends พบว่า 75% ของรูปถ่ายในโลกตอนนี้ ถูกถ่ายด้วย iPhone

“วงการแฟชั่นกำลังค้นหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งคุณภาพจากการถ่ายภาพด้วยฟิล์มก็เป็นโอกาสอย่างนึง” Olivier Zahm บรรณาธิการของ Purple Magazine  เพิ่งจะกล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในบทบรรณาธิการเมื่อไม่นานมานี้

“มันก็คล้ายๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการเพลงนั่นแหล่ะ การฟื้นคืนชีพของแผ่นเสียง การถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลมันคมและดูสะอาดเกินไป มันเก็บรายละเอียดได้ละเอียดยิบ แต่มันดูจืดชืด ในขณะที่ฟิล์มให้รายละเอียดที่น้อยกว่าก็จริง แต่มันเต็มไปด้วยอารมณ์ แล้วเราสนใจกับอะไรล่ะ?  ระหว่างรายละเอียดกับอารมณ์? แน่นอนว่าเราอยากได้อารมณ์มากกว่า ซึ่งฟิล์มให้สิ่งนี้กับเรา คุณร้องไห้ได้เลยนะ เวลาที่เราตรวจดู Contact Sheet มันวิเศษมากๆ”

ครึ่งหนึ่งของแฟชั่นฉบับฤดูใบไม้ผลิ 2016 ถูกถ่ายด้วยฟิล์มและ Zahm บอกว่าเขายังพยายามผลักดันทั้งตัวเองและช่างภาพที่เขาร่วมงานด้วย ให้ใช้สื่อที่เป็นอนาล็อคเท่าที่จะเป็นไปได้

“ผมคิดว่าการที่มีการเปลี่ยนจากการใช้กล้องดิจิตอลไปสู่ฟิล์ม เป็นส่วนหนึ่งของการตีกลับในสิ่งที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมของพวกเรา ที่มันโคตรจะดิจิตอลเลย” Jaime Perlman ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ของ British Vogue เป็นอีกคนที่ผลักดันให้ถ่ายงานด้วยฟิล์ม ล่าสุดในฉบับ พฤษภาคม 2016 คอลเลคชั่น “Moonage Daydream” ถ่ายโดย Colin Dodson “มันเป็นงานฟิล์มเพียวๆ นั่นทำให้มันดูสดใหม่มาก”

ยุคที่การถ่ายด้วยฟิล์มกลับมารุ่งเรืองใหม่นี้ เส้นทางของมันชัดเจนว่ากำลังขับเคลื่อนไปโดยวงการแฟชั่น เมื่อหลายฤดูกาลก่อน ในยุค 2000 เป็นต้นมา มันค่อนข้างไปทาง DIY และแรงบันดาลใจจากยุคเรโทร ซึ่งมันกลืนมากับแบรนด์อย่าง Gucci และ Vetements

แฟชั่นพวกนี้เรียกเต็มไปด้วยสัมผัสของอารมณ์ภาพฟิล์มทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์หรือช่างภาพทุกคนจะเห็นด้วย บางคนจะบอกกับคุณว่า เอฟเฟคแบบฟิล์มนี้ทำได้ง่ายๆเลยจากกล้องดิจิตอล

“เราอยู่ในยุคที่ดิจิตอลเจ๋งมาก มันสามารถทำให้ภาพดิจิตอลดูเหมือนฟิล์มได้” Ken Miller ผู้เลือกภาพและครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ของ “Shoot: Photography of the Moment” “มันไม่จำเป็นที่ถ้าต้องการความสวยงามแบบนี้แล้วเราจะต้องเปลี่ยนไปใช้ฟิล์ม”

Miller บอกต่อไปว่า ฟิล์มอาจจะเป็นวิธีใหม่ของช่างภาพรุ่นใหม่ๆ “เพื่อที่จะนำไปสู่ภาพลักษณ์ของพวกเขา สื่อของพวกเขา”

ฟิวเตอร์ต่างๆและการ Edit รูปที่ง่ายดายในแอพต่างๆทำให้พวกเรากลายเป็นช่างภาพย่อมๆได้ง่ายๆเลย แถมด้วยโซเชี่ยลอย่าง Instagram ก็ยังทำให้เราเผยแพร่ภาพของเราไปได้ง่ายมากๆ สำหรับช่างภาพรุ่นใหม่ทั้งหลาย คำถามคือจะทำอย่างไรให้มันเติบโตจากแค่เป็นเรื่องของคนถ่ายเป็นงานอดิเรก

“เราอยู่ในยุคที่กล้องของ iPhone 6 มันเจ๋งมากๆ ถ้าคุณเป็นช่างภาพมืออาชีพถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล คุณย่อมต้องตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้มันพิเศษขึ้น”

ในขณะเดียวกัน ช่างภาพอย่าง Jamie Hawkesworth , Colin Dodgson และ Zoe Ghertner พวกเขาเรียนรู้การถ่ายภาพด้วยฟิล์มมา

“จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้เลือกที่จะถ่ายงานด้วยฟิล์ม มันก็เป็นเพียงสื่อชนิดหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาว่าใช้มันอย่างไร” Dodgeson กล่าว “ตอนที่ผมเรียนที่โรงเรียน ผมถูกสอนแค่ฟิล์ม ซึ่งมันเป็นความรู้เชิงเทคนิคเอามากๆ”

ด้าน Ghertner เธอบอกว่าเธอเคยให้ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะเรียนถ่ายดิจิตอลหรือถ่ายฟิล์ม แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เลือกฟิล์ม “ฉันหลงตะลึงไปกับมนต์วิเศษของภาพถ่ายในห้องมืด และก็ไม่ได้อยากจะใช้เวลาไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์” เธอกล่าว “ฉันไม่คิดว่าฟิล์มจะดีกว่าดิจิตอลนะ มันก็เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง และฉันก็รู้วิธีการทำงานกับฟิล์มมากกว่าบนดิจิตอล”

“สุดท้ายแล้วนะ มันก็แค่ขั้นตอนการทำงานของแต่ละคน ซึ่งผมใช้ฟิล์ม ผมเริ่มต้นจากงานภาพถ่าย ซึ่งบางสิ่งของมันเป็นสิ่งสำคัญกับผม” Hawkeworth กล่าว

ในขณะที่ช่างภาพมืออาชีพด้านภาพดิจิตอลก็มีความต้องการที่จะเพิ่มการเรียนรู้ในด้านฟิล์มมากขึ้น เพื่อจะทำความเข้าใจในบางเทคนิค ทฤษฏีของแสง ซึ่งมีผลต่อการพัฒนางานของพวกเขา การล้างฟิล์มและอัดภาพของเหล่าช่างภาพรุ่นใหม่ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบงานศิลปะที่ดีขึ้น

ในทุกวันนี้ บทบาทของช่างภาพลดลง แต่ถูกแทนที่ด้วยบรรณาธิการและครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ “ในยุคสมัยของ Avedon และ Irving Penn (ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังในยุคสมัยก่อน) เป็นยุคที่ช่างภาพเป็นผู้ชี้นำว่าแฟชั่นควรจะเป็นแบบไหน” Fabien Baron อาร์ท ไดเรคเตอร์กล่าว “ทุกวันนี้บรรณาธิการแฟชั่น คือผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับแฟชั่น ดังนั้นมุมมองของพวกเขาจึงเป็นเหตุเป็นผลแล้ว และมุมมองของพวกเขาก็กลายเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดให้ช่างภาพเป็นเหมือนเครื่องมือที่จะสื่อสารมุมมองนั้นออกมา”

ในสถานการณ์นี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่างภาพหวังว่าจะถางทางให้บทบาทของพวกเขาเป็นเสมือนศิลปินที่กำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่สื่ออนาล็อค “ความต้องการที่จะถ่ายฟิล์มเป็นความเชื่อใจของช่างภาพ ซึ่งมันสำคัญมาก การถ่ายฟิล์มเป็นความเชื่อใจสายตาตัวเอง การตัดสินใจระหว่างแบบและจังหวะ ไม่ใช่บนจอภาพดิจิตอล มันอาจจะไม่เพอร์เฟคหรืออาจจะพลาดจังหวะสำคัญไป”

ในขณะที่ช่างภาพดิจิตอลสามารถกดถ่ายได้เป็นหลายๆพันรูปในวันนึง แต่ช่างภาพฟิล์มจะต้องตั้งใจมากกว่าในการถ่าย ทำอย่างไรให้พลาดน้อยที่สุด

“โดยพื้นฐานเลยคือทำให้คุณต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะถ่ายได้สำเร็จมากกว่าเดิม ซึ่งปกติมันดูได้จอ” Dodgson กล่าว

“ใช้เวลากับการถ่ายฟิล์ม เอาฟิล์มไปเช็คดู ตัดสินใจ แก้ไข และสุดท้ายก็ปริ๊นท์ออกมา มันต้องผ่านขั้นตอนมากมายเพื่อให้ได้คุณภาพ”

แม้ว่าลูกค้าและอาร์ท ไดเรคเตอร์อาจจะไม่พอใจมัน ทั้งฝ่ายแฟชั่น โปรโมท จะไม่ได้งานที่รวดเร็วเท่าเดิม เหล่านี้คือขั้นตอนที่เป็นการขบถเพื่อให้พวกเขาทำงานช้าลง “ถ่ายด้วยฟิล์มช่วยให้ภาพมันมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น สำหรับผม ความสมบูรณ์มันเป็นส่วนหนึ่งของงานของผม” Ghertner กล่าว

Zahm เรียกมันว่า ‘สิ่งประกอบของคนที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์ม’ นั่นคือ “มองเข้าไปในดวงตาของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร” ในขณะที่กลับไปสู่งานฝีมือ ก็ยังต้องเจออุปสรรคกับลูกค้าซึ่งต้องการผลผลิตที่มากขึ้น

“ภาพดิจิตอลมันคือควาสะดวก มันง่ายกว่าเป็นสิบเท่าและเร็วกว่าฟิล์มมาก” Zahm กล่าว “สิ่งนี้แหล่ะที่เราเรียกว่า ทุนนิยม การถ่ายด้วยฟิล์มมันเป็นไปในทางตรงข้ามกับทุนนิยม แต่มันเป็นสิ่งที่ดี”

ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกดีกับการฟื้นคืนชีพของฟิล์มว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับวงการแฟชั่น

“คนรุ่นใหม่พวกนี้ที่หันมาใช้ฟิล์ม พวกเขาคิดว่ากำลังเปลี่ยนโลก ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่” Baron กล่าว

“มันแค่เป็นการทำซ้ำสิ่งที่เคยเกิดมาก่อนแล้ว พวกเขาไม่ได้โตมากับฟิล์ม ก็เลยคิดว่ามันเจ๋งมาก แต่พวกเขาก็แค่ก็อปปี้การถ่ายภาพจากยุค ’90s ของ Mario Sorrenti , David Sims หรือ Corrine Day มา ผมมองเห็นภาพนั้น และก็รู้ว่ามันได้แรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับอันไหน”

สำหรับ Baron แล้ว มันยังห่างไกลจากการจะเรียกว่านวัตกรรมที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสร้างสรรค์ภาพใหม่ๆได้

“ผมก็ยังสนใจมากกว่าซะอีกถ้ามีช่างภาพบอกกับผมว่า เขาสนใจในงานแฟชั่นและถ่ายทั้งหมดนั่นด้วย iPhone” เขากล่าว “นั่นเป็นอะไรที่ปรับให้เข้ากับช่วงเวลา และเป็นมุมมองที่ช่างภาพสมัยใหม่ควรจะมี”

ขณะเดียวกัน Baron ก็เชื่อว่า มีช่างภาพสมัยใหม่จำนวนหนึ่งที่พยายามจะพัฒนามุมมองของตัวเอง โดยการทำงานด้วยฟิล์ม อย่างเช่น Hawkesworth 

“ผมไม่คิดว่าการใช้ฟิล์มจะเป็นวิธีสามารถทำให้ใครสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางโลกยุคดิจิตอล” เขากล่าว “นั่นไม่ใช่แรงจูงใจของผม มันเป็นพื้นฐานของช่างภาพต่อการผลิตงานศิลปะด้วยมือและวิธีของการมองเห็นว่าทำอย่างไรให้เขายืนหยัดได้ และแน่นอนว่ามันไม่ควรผูกติดอยู่กับฟอร์แมตใด หรือแม้แต่เป็นประเด็นในการพูดคุยกันระหว่างภาพและคนที่เสพภาพ”

แปลและเรียบเรียง โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s