รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Olympus mju Stylus ทั้งสองเวอร์ชั่น เกิดมาเพื่อ SNAP!

เราเคยรีวิวกล้องประเภทคอมแพค ออโต้โฟกัสไปครั้งนึงนะ นั่นคือ Fujifilm Klasse S ซึ่งอันนั้นเป็นกล้องคอมแพคระดับพรีเมี่ยม ฉลาดและคุณภาพสูงเทียบกับกล้องฟิล์มตัวโปรๆแบบพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้ ซึ่งราคามันก็จะโหดตามคุณภาพไปด้วย สำหรับมือใหม่ก็อาจจะหูย…ไม่ไหวว่ะ.. อยากได้กล้องคอมแพคเหมือนกัน ถ่ายง่ายๆเหมือนกัน แต่ถูกๆมีมั๊ย? …มีสิ

Olympus mju ซีรีย์ (ใครๆก็จะออกเสียงว่า เอ็ม-จู แต่จริงๆมันอ่านว่า พิว อันมาจากเครื่องหมายทางวิทยาศาสตร์แปลว่า Micro) มีมากมายหลายตัวมากๆเลย แต่เราขอพูดถึงเฉพาะตัวพ่อ ต้นตระกูล mju กันดีกว่า ไอ้เจ้า mju นี้จริงๆแล้วเป็นผลผลิตที่พัฒนาการมาจากซีรีย์ Olympus XA ในช่วงต้นยุค ’80s ซึ่งถือว่าเป็นกล้องคอมแพคที่เจ๋งมากๆแล้วในยุคนั้น แต่เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น โดยเฉพาะออโต้โฟกัสที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กล้องคอมแพคในยุค ’90s หันไปเป็นกล้องแบบออโต้โฟกัสจริงๆจังๆกันหมด (ออโต้โฟกัสในยุค ’80s มันเป็นแค่การ Zone Focus กะระยะให้เท่านั้น ยังไม่ฉลาดพอที่จะโฟกัสได้เป๊ะๆ)

ด้วยความดีงามของ XA ที่มีเลนส์เจ๋งมากๆ บอดี้ที่เล็กมากๆ ทำให้มันถูกดัดแแปลง พัฒนาในช่วงต้นยุค ’90s จนกลายเป็น mju ซีรีย์ กล้องคอมแพคออโต้โฟกัสที่โคตรใช้ง่ายและดี.. แล้วมันดียังไง? มาดูกัน

วันนี้เราเอา mju (สัญลักษณ์มันคือ μ[mju:] ) ทั้ง version 1 และ 2 มาเทสกัน กล้องที่เหมาะกับการใช้งานง่ายๆทั่วไป การถ่าย SNAP หนุกๆในส่วนของ Version 1 มีชื่ออีกชื่อว่า Infinity Stylus ออกขายในปี 1991 ว่ากันว่ามันขายดีมากถึง 5  ล้านตัว (เฉพาะรุ่นนี้) ในยุคนั้น ซึ่งตัวนี้จะเห็นได้ชัดว่ามันมีที่มาจาก Olympus XA ด้วยหน้าตามัน และเลนส์ที่ใช้นั่นคือระยะ 35mm. F3.5

IMG_1484

เจ้า mju 1 นี่สเปคเด่นๆคร่าวๆคือ เป็นกล้องที่ออโต้โฟกัสตั้งแต่ระยะ 0.35m – infinity (ถือว่าถ่ายได้ใกล้สุดยอดมากสำหรับยุคนั้น) , มีแฟลชในตัว ซึ่งเปิด Auto ได้ / ปิดได้ / Fill-in ได้ (คือถึงแสงจะมากพอแต่เราอยากยิงแฟลช) , น้ำหนักแค่ 170 g เท่านั้น!

การใช้งานเจ้ากล้องนี้เราจะปรับอะไรไม่ได้เลย เป็น Program โหมด ดังนั้นกล้องจะจัดรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์มาให้เสร็จสรรพ ดังนั้นมันก็จะไม่ได้ภาพตามใจเรานัก ไอ้ประเภทอยากได้ชัดลึกชัดตื้นตามใจนี่คงไม่ได้ แล้วแต่เวรแต่กรรมที่กล้องจะจัด Program มาให้ การใช้งานก็แค่ใส่ฟิล์มไป กล้องก็จะอ่านค่า DX Code ตั้งค่า ISO ตามนั้น แล้วก็กดถ่ายอย่างเดียวเท่านั้น 

เวลาจะถ่ายก็แค่เลื่อนฝาปิดหน้ากล้อง กล้องก็จะทำงานเลย เมื่อเปิดขึ้น กล้องจะตั้งให้เป็น Auto-Flash ให้ ดังนั้นถ้าอยากไม่ใช้แฟลชเลย ก็จะต้องกดปิดก่อน (อันนี้เป็นจุดอ่อนของกล้องระดับนี้ คือมันไม่จำค่าอะไรเมื่อปิดกล้อง)

จากนั้นจะถ่ายอะไรเราก็กดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่ง กล้องจะวัดแสงและโฟกัสให้ ถ้าโฟกัสเจอแล้วไฟในช่องมองภาพจะขึ้นสีเขียวค้างไว้ แต่ถ้าไม่เจอ มันจะเป็นไฟเขียวกระพริบ และเมื่อจะถ่ายก็คือกดลงไปได้เลย หรือถ้าจะจัดคอมโพสภาพใหม่ก็แค่กดค้างไว้แล้วจัดก่อนค่อยกดต่อ หลักการก็ใช้กล้องคอมแพคทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษ

สำหรับ mju Version 2 นั้น หรืออีกชื่อว่า Stylus Epic (เนื่องจากการทำตลาดในบางประเทศจะใช้ชื่อนี้) ซึ่งมันถูกพัฒนาจากรุ่นแรกอย่างมากพอสมควร แม้ว่าดูเผินๆมันจะไม่ต่างๆกัน ก็มันห่างกันตั้ง 6 ปีนะ Version นี้ออกมาเมื่อปี 1997 เลย ขายได้ 3.8 ล้านตัว! ขายดีชิบหายเลยแต่ละรุ่น

 

IMG_1489

สิ่งที่แตกต่างอย่างแรกคือ เจ้ารุ่นนี้มีสีให้เลือกสองสี คือสีแชมเปญกับสีดำ ขนาดเล็กกว่าเดิมจิ๊ดนึง.. และยังเป็นกล้องที่ All Weather ด้วย หมายความว่ามันกันน้ำได้ในระดับนึงนะ เช่น เล่นสงกรานต์อะไรแบบนี้ ซึ่งกล้องในยุคนั้นนิยมใช้เป็นจุดขาย

ส่วนที่สำคัญต่อมาคือเลนส์ ตัวนี้ใช้เป็นระยะ 35mm. F2.8 นั่นทำให้มันได้สว่างขึ้นอีก 1 stop ใครที่ชอบเลนส์กว้างหน่อย ก็คงชอบเลยล่ะ นอกจากนี้จะเป็นเรื่องออโต้โฟกัสที่ฉลาดขึ้น (มาก)

นอกนั้น การทำงานเหมือนกันหมดไม่ว่า ระยะ 0.35m – infinity , แฟลชโหมดต่างๆ อะไรพวกนี้ใกล้เคียงกันมากๆ

การใช้งานจริง

เราเริ่มทดลองเอาเจ้าสองตัวนี้ไปถ่ายพร้อมๆกัน โดยเริ่มกันทีฟิล์มขาวดำก่อน เพื่อให้เห็นเรื่องรายละเอียด , Contrast เราใช้ฟิล์ม Rollei Retro 400s ซึ่งให้ความคม เกรนละเอียดมากๆ และล้างด้วยน้ำยา ADOX Adonal 

ดูจากภาพเซ็ตแรกกันก่อน สองภาพนี้บอกอะไรได้บ้าง? เราพบว่า การวัดแสงของสองตัวนี้ค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร ภาพที่ 1 เป็นภาพตุ๊กตาเป็ดและป้ายร้านเรา จะเห็นว่าภาพบนซึ่งใช้ Version 1 นั้น จะมีความสว่างกว่าจน Hi-light หายไป ทั้งๆที่โฟกัสกลางๆนี่แหล่ะ แสดงว่ากล้องวัดบริเวณต้นไม้ซึ่งมืดกว่า ในขณะที่ภาพล่างนั้นเป็นของ Version 2 มีความพอดีมากกว่า แสดงว่ามีการเฉลี่ยค่าที่ดีกว่า

 

Mju1_001 (3) (11)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Rollei Retro 400s

 

MjuII_001 (13)
Olympus mju Ver. II / ฟิล์ม Rollei Retro 400s

 

ส่วนภาพที่ 2 ถ่ายภาพตุ๊กตาปูนปั้นรูปเด็ก ก็มีอาการคล้ายๆกับภาพแรกอยู่ คือมีความสว่างกว่า แต่ไม่หนักหนาเท่า แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดสองอย่างคือ เลนส์ของ Version 2 นั้นเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าแบบพอเห็นได้ และเลนส์ของ Version 1 นั้นด้านข้างมีอาการหมุนเล็กน้อย (Swirl) ซึ่งอันนี้เป็นคาแรคเตอร์ของกล้อง Olympus XA เลยล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าพ่อมันเป็นใครนี่ก็ไม่ต้องไปตรวจ DNA กันเลย

 

Mju1_001 (3) (12)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Rollei Retro 400s

 

MjuII_001 (12)
Olympus mju Ver. II / ฟิล์ม Rollei Retro 400s

 

มาถึงเทสฟิล์มสีกันบ้าง เราใช้ฟิล์มสี Fujicolor X-tra 400 และล้างด้วยน้ำยา Rollei C-41  อันนี้เป็นเรื่องที่เราอยากรู้มากๆ เพราะส่วนตัวใช้ฟิล์มสีเยอะกว่าฟิล์มขาวดำ และมักจะไม่ถูกใจกับกล้องก็ไอ้ตรงสีนี่แหล่ะ แม้แต่กล้องคอมแพคราคาแพงๆ ถ้าสีไม่ถูกใจนี่เราก็ไม่เอานะ อย่างเช่น Ricoh GR-1 ที่เค้าฮิตๆกัน เราเจอเข้าไป…ขอบายเลย ไม่ชอบสีที่ได้เท่าไหร่

แต่สำหรับ mju ทั้งสองเวอร์ชั่น โอ้ว…ไม่น่าเชื่อเลย สีใช้ได้เลยล่ะ  ไม่ธรรมดาเลย อาจจะมีความต่างกันบ้างเล็กๆน้อยๆสำหรับสองเวอร์ชั่น มาดูกันที่ภาพแรกก่อน เป็นภาพเจ้าส้มกับป้ายร้านเรา วันที่ถ่ายนี่แสงแดดไม่มีนะ ครื้มๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ Version 2 นั้นมี Contrast ที่เยอะกว่า ทำให้สีมันออกเยอะกว่า แต่…สิ่งที่เราพบคือ ความ Error เรื่อง Parallax หรือพวกความเอียงของภาพนั้น เราว่า Version 2 มีมากกว่า Version 1 ซะงั้น..  (แต่ปัญหานี้ สมัยนี้ก็ปรับในคอมได้อยู่แล้ว)

MjuI1Test_001 (2)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400
MjuIItest_001 (3)Edited
Olympus mju Ver.II / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400

ภาพที่ 2 นี้ลองถ่ายคนดูบ้าง จะเห็นว่าใกล้เคียงกันมากถ้าแสงโดยรวมมันไม่มีมืด/สว่างต่างกัน อย่างเช่นภาพนี้คือสว่างหมด กล้องจะทำงานได้ใกล้เคียงกันมากๆ โดย Version 2 จะคมกว่าเล็กน้อย แต่แม่งเอียง.. ( มั่นใจว่ามือไม่ได้เอียงเองนะ อันนี้เป๊ะๆแน่นอน )

 

MjuI1Test_001 (9)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400
MjuIItest_001 (14)
Olympus mju Ver.II / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400

 

มาดูการใช้งานทั่วๆไปกันบ้าง กล้อง mju นั้นมีชื่อเสียงในแง่การถ่ายสตรีทอย่างมาก แต่เมื่อเราเอาใช้งานจริงก็ขอบอกว่า มันก็ทำได้ดีในระดับนึง แม้ว่ามันจะดูทำงานได้เร็วมากๆนะ เปิดกล้องปุ๊ป…ถ่ายได้เลย โฟกัสนี่ดูจะเร็วมาก แต่… ปัญหาหลักของ Version 1 ที่ให้อภัยไม่ค่อยจะได้คือ ออโต้โฟกัสของมันนั้นผิดพลาดค่อนข้างบ่อย แม้ว่ามันจะดูทำงานได้เร็วมากก็ตาม แต่คือมึงโฟกัสผิดไง..  (โดยเฉพาะสถานการณ์เช่น Subject เล็กไป , แสงน้อย , กระจกใส , มีความซับซ้อนของระยะ มี Subject หลายระยะ) เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ต้องการความเร็วมากๆ มันก็โอเคอยู่ ซึ่งใน Version 2 นั้น Olympus เค้าก็แก้ไปเยอะเลย อย่างเช่น ถ้ามีคนยืนอยู่สองคน ปกติแล้วอีกล้องมันจะโฟกัสกลางใช่ป่ะ? มันก็จะจับทะลุไอ้สองคนนี้ไปข้างหลังโน่น..ผิดสิมึง.. พอเวอร์ชั่นนี้ก็เลยเผื่อซ้ายขวาด้วยว่าถ้ามีแบบนี้ มึงก็โฟกัสซ้ายขวาด้วยนะ อะไรแบบนี้ ทำให้แม่นกว่าเดิมมาก (แต่อย่าไปเทียบกับสมัยนี้ที่แม่ง Tracking คนวิ่งกล้องแม่งยังโฟกัสวิ่งตามได้เลย.. คนละโลก)

สรุปปัญหาใช้งานในแต่ละรุ่นให้ฟังดังนี้ จากภาพที่ 1 และ 2 นี้จะเห็นว่า Version 1 มีปัญหาโดยรวมคือ

  • เรื่องเลนส์ที่มี Swirl ที่มุมภาพ
  • การโฟกัสที่ไม่แม่นยำเท่าไหร่ ยิ่งเวลาเจอกระจกใสงี้..ตายห่าเลย
  • วัดแสงที่ค่อนข้างไปทางสว่างเกิน

 

Mju1_001 (3) (4)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Rollei Retro 400s
MjuI1Test_001 (16)
Olympus mju Ver.I / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400

 

ส่วนใน Version 2 มีปัญหาโดยรวมคือ

  • ความเบี้ยวของภาพ Parallax Error มีประมาณนึง (แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่)

นอกนั้นพี่เค้าแก้ปัญหาจากเวอร์ชั่น 1 ที่บอกไปได้หมดเลย

 

MjuII_001 (6)
Olympus mju Ver.II / ฟิล์ม Rollei Retro 400s
MjuIItest_001 (19)
Olympus mju Ver.II / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400
MjuIItest_001 (15)Edited-2
Olympus mju Ver.II / ฟิล์ม Fujicolor X-tra 400 (ถ่ายผ่านกระจกใส)

สรุป

กล้อง mju ทั้งสองเวอร์ชั่น ดีงามมากๆ เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกโคตรๆ (ปัจจุบันหาได้ในราคาประมาณ พันกว่าบาทถึงสามพันขึ้นอยู่กับสภาพ) ใครที่ไม่รีบร้อนโฟกัสมากนัก รับได้เวลามันโฟกัสผิดไปบ้าง ไม่แคร์เลนส์หมุนที่ขอบ ตัวนี้ซื้อ Version 1 ได้เลย ส่วนใครอยากได้ที่โฟกัสแม่นกว่า (เร็วพอๆกัน) เลนส์กว้างกว่า คมกว่า (ซึ่งบางทีราคาก็แพงกว่านิดหน่อยนั่นแหล่ะ) ก็ซื้อ Version 2 ไปเลย แล้วแต่ใครชอบตัวไหน

ใครจะเอาไปเพื่อการสตรีทก็นับว่าพอใช้ได้ในบางสถานการณ์ เรียกว่า Snap สนุกๆละกัน ดีเลยล่ะ.. เราชอบและแนะนำอย่างมาก

ปิดท้าย มาสรุปคะแนนกันสักหน่อย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★☆
(เล็ก หล่อ โดยเฉพาะเวอร์ชั่น 1 อันนี้ชอบส่วนตัว)

วัสดุ // ★★★★☆
(เป็นพลาสติกที่คุณภาพดี โดยเฉพาะเวอร์ชั่น 2 ที่กันน้ำได้ด้วย)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★★
(ถ้าเทียบกับราคาค่าตัวแล้ว เอาเต็มไปเลย!)

ฟังก์ชั่น // ★★★★☆
( พอมันเป็นกล้อง Program โหมดก็แอบหงุดหงิดเวลาปรับอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน )

คุ้มค่า? // ★★★★★
( อย่างงี้ไม่คุ้มค่าก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว! )

 

รีวิว โดย SUN

facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

 

 

One Comment Add yours

  1. dottyaom says:

    mju II แนะนำแหล่งที่ขายมั้ยคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s