วิธีถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม โคตรเบื้องต้น ตอนที่ 1

หลังจากเราเขียนบล็อกนี้มานานหลายปี ถ้าลองไล่อ่านย้อนไปเรื่อยๆจะเห็นว่า เราจะพยายามเอาคำถามของน้องๆที่สนใจเรื่องกล้องฟิล์มมาเขียนอธิบายเป็นเรื่องๆไป ทีนี้..เราเจอปัญหานึงคือ เวลาที่มีน้องๆที่ไม่มีความรู้เรื่องกล้องเลยมาถามเนี่ย บทความมันยังกระจัดกระจาย หรือบางทีก็ครอบคลุมไม่ครบบ้าง คล้ายๆว่าเราไม่มีบทความที่เป็นเหมือนตู้ยาสามัญประจำบ้าน ปวดหัวก็มีพาราฯ มีดบาดก็มีทิงเจอร์ฯ ไรงิ ก็เลยคิดว่าจะเขียนบทความที่แบบครอบจักรวาล ใครที่มีความรู้เป็น 0 ได้เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น

บทความนี้เหมาะกับคนที่ปรับพื้นฐานการถ่ายรูปให้เข้าใจว่า การถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มคืออะไร? เริ่มต้นยังไงดี? คิดว่าอ่านจบอันนี้แล้ว สามารถไปย้อนหาข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมในบล็อกนี้ได้เข้าใจมากขึ้น ย้ำ!! การจะมาเล่นกล้องฟิล์มต้องใจเย็น อย่ารีบร้อนไปซื้อกล้องโดยไม่ศึกษาให้ดี เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะ.. เจ็บกันมาเยอะ

ถ่ายรูป ก็เหมือนการวาดภาพนั่นแหล่ะ!

การถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม มันอาจจะดูยากสำหรับคนที่เกิดในยุคที่กล้องเป็นดิจิตอลไปหมดแล้ว แต่จริงๆแล้วถ้าศึกษาทำความเข้าใจหน่อยนึงจะรู้ว่า มันเป็นหลักการที่เป็นธรรมชาติมากๆ เป็นตรรกะมากๆ เหมือน 1+1 เป็น 2 เลย ไอ้การถ่ายแบบภาพแบบดิจิตอลหรือมือถือซะอีกสิ..ที่ทำให้คนเราจดจำแค่คำตอบ แต่ไม่รู้วิธีคิด ไม่รู้ที่มาของคำตอบ คล้ายๆกับที่เราใช้ Preset ในแอพแต่งภาพ แต่ไม่รู้ว่าจริงๆมันต้องทำยังไงให้ได้สีแบบนั้น ซึ่งก็ทำให้เราไปยึดติดกับเครื่องมือเกินไป เช่น พอไม่มี Preset นี้ กูตายไปเลย ทำเองไม่เป็น หรือพอใช้กล้องรุ่นนี้แล้วพอไปใช้ของยี่ห้ออื่นก็ตายเลย ไปไม่เป็น เป็นต้น

เพราะฉะนั้นถ้าจะเล่นกล้องฟิล์ม สิ่งสำคัญคือพื้นฐานการถ่ายภาพ ใครที่มักจะมาถามให้เราแนะนำโน่นนี่ ถ้าเกิดเราเห็นว่าไม่มีพื้นฐานการถ่ายภาพเลย ก็มักจะบอกให้ไปหาอ่านพื้นฐานซะก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะผิดไปหมดตั้งแต่การเลือกซื้อกล้อง บางคนเลือกซื้อเพราะสวย เพราะเพื่อนใช้ เพราะราคาถูก ฯลฯ แต่ไม่ได้เลือกเพราะเราเข้าใจหรือเหมาะกับตัวเราจริงๆ

เอาล่ะ.. เราจะเริ่มอธิบายขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ก่อนนะ อย่างแรกคือการทำงานของกล้องฟิล์ม มันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย ตรงมาตรงไป ภาพที่เกิดขึ้นบนฟิล์มได้เกิดจากแสงไปกระทบบนฟิล์ม ฟิล์มทำหน้าที่เก็บแสง เปรียบเทียบก็คือ

“แสง คือ ดินสอสี”

“ฟิล์ม คือ กระดาษ”

“คนวาด ก็คือ กล้อง”

อยู่ๆ ดินสอสีจะไประบายลงกระดาษเองก็คงไม่ได้ ต้องมีคนจับไปวาด เพราะฉะนั้น กล้องคือตัวที่ทำหน้าที่ ควบคุมปริมาณแสง ระยะโฟกัส ให้พอดีที่ต้องการ (ด้วยการปรับรูรับแสง , ความเร็วชัตเตอร์) แล้วปล่อยให้ปริมาณแสงนั้นผ่านเลนส์เข้าไปตกกระทบบนฟิล์ม

 

lesson1
คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

 

เมื่อภาพถูกบันทึกด้วยแสงลงบนฟิล์มแล้ว เราจะต้องนำฟิล์มไปล้างซะก่อน ช่วงแรกๆที่เขียนบล็อกมีน้องๆมาคุยเรื่องนี้เยอะมาก คิดว่าถ่ายแล้วก็ดึงฟิล์มออกมาดูได้เลย…พังซิโว้ยครับ! บางคนลามไปจะดึงฟิล์มออกมาอัพขึ้น Facebook เลยซะงั้น…เฮ้ยใจเย็น! ต้องล้างฟิล์มก่อน การล้างฟิล์มก็คือการเอาเคมีไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มให้เกิดภาพก่อน (อันนี้ขอไม่อธิบายลึกนะ เดี๋ยวจะงงกันตั้งแต่เริ่ม) เมื่อล้างฟิล์มจนเกิดภาพขึ้นบนฟิล์มแล้ว ค่อยนำฟิล์มไปสแกนฟิล์มเป็นไฟล์ภาพ หรือสมัยก่อนก็คืออัดเป็นภาพลงบนกระดาษเป็นต้น

วิธีควบคุมกล้อง ก็คือวิธีวาดภาพ

หรือที่บอกไปว่ามันคือการวาดแสงลงบนฟิล์ม เป็นการควบคุมปริมาณแสง ระยะโฟกัส ให้พอดีที่ต้องการ มันก็จะมีองค์ประกอบง่ายๆ 3 ส่วน

  1. รูรับแสง (Aperture)
  2. ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)
  3. โฟกัส (Focus)

รูรับแสง (Aperture)

เปรียบเทียบง่ายๆก็คือ รูม่านตาของเรา ถ้าสังเกตดีๆเวลาที่เราอยู่กลางแจ้ง รูม่านตาเราจะเล็ก แต่พอเราอยู่ในที่ร่ม รูม่านตาเราจะขยาย ยิ่งถ้าใครเลี้ยงแมวจะเห็นได้ชัด เวลาแมวอยู่ในที่แสงน้อยๆ จะดูตาโตน่ารักเชียว การหรี่ม่านตาก็คือการทำให้แสงเข้ามาได้น้อยลง เหมือนกับรูรับแสงของเลนส์นั่นแหล่ะ

dscf2113_edit1
คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ยิ่งเลขมาก รูรับแสงจะยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งได้ระยะชัดมากขึ้น เช่น f11 ก็ย่อมมีระยะชัดลึกมากกว่า f4 แบบนี้นะ นึกง่ายๆ ใครที่ชอบประเภทหน้าชัดหลังเบลอ หรือที่เรียกว่าชัดตื้น คือชัดนิดเดียวนอกนั้นเบลอ ค่ารูรับแสงมันจะน้อย เพราะรูรับแสงเปิดกว้างมาก เช่น f1.4 แบบนี้ ถ้าโฟกัสไปที่จมูก จมูกชัด นอกนั้น หูเหอเบลอไปหมด เพราะมันแคบ ในขณะที่ f16 โฟกัสไปที่จมูก ก็อาจจะชัดไปถึงภูเขาโน่นเลย เพราะมันชัดลึก

ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed)

เปรียบเทียบง่ายๆคือ ความเร็วในการกระพริบตา จินตนาการว่า ถ้าเรากระพริบตาเร็วมาก แสงย่อมผ่านเข้ามาได้น้อย แต่ถ้าเราค่อยๆหลับตาลง ค่อยๆลืมๆตาขึ้น ระยะเวลาที่แสงจะเข้ามาให้เราเห็นภาพย่อมนานขึ้นกว่ากระพริบตาเร็วๆ ไอ้ม่านชัตเตอร์ก็เช่นเดียวกัน การควบคุมความเร็วม่านชัตเตอร์จะมีค่าเป็นวินาที เช่น 1/500 sec คือ 1 ส่วน 500 วินาที เร็วมาก แต่ถ้า 1/8 sec ก็คือ 1 ส่วน 8 วินาที ก็ย่อมช้ากว่าเยอะ

ความสัมพันธ์ระหว่าง รูรับแสง กับ ความเร็วชัตเตอร์

ทีนี้…จุดสำคัญอยู่ตรงนี้เลย คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง รูรับแสง (Aperture) กับ ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter Speed) เรื่องนี้จะช่วยให้เข้าใจการทำงานพื้นฐานของกล้องได้เป็นอย่างดี ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็สามารถจินตนาการในการสร้างภาพในทุกรูปแบบ

เรามักจะเจอคำถามจากน้องๆว่า ควรตั้งค่าสองสิ่งนี้เป็นเท่าไหร่? ถ้าฟิล์มมีความไวแสงเท่านั้นเท่านี้.. ขอบอกว่า อย่า! จำเป็นค่าด้วยวิธีแบบนี้ เพราะมันเหมือนการท่องจำไปใช้ มันจะทำให้เราคิดเองไม่เป็น แต่ให้เข้าใจหลักการมันจะดีกว่า เวลาเราจะใช้จะง่ายกว่าเยอะเลย

อย่างที่ 1 ที่ให้คำนึงถึงคือ “เครื่องวัดแสง” (Light Meter) อาจจะมีอยู่ในกล้อง หรือ เป็นตัววัดแสงภายนอกก็แล้วแต่ สิ่งนี้สำคัญมากในการกำหนดว่าเราจะตั้งค่าความสัมพันธ์เป็นเท่าไหร่ในสถานการณ์ไหน ซึ่งจะต้องตั้งค่า ISO ที่กล้องให้ตรงกับสเปคฟิล์มเสมอ เพื่อให้กล้องวัดแสงได้อย่างถูกต้อง

อย่างที่ 2 ต้องจำไว้ว่า เราจะต้องปรับทั้งรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ให้ค่าวัดแสงอยู่ตรงกลางพอดี ถึงจะได้ภาพที่แสงถูกต้อง ไม่โอเว่อร์ หรืออันเดอร์เกินไป

อย่างที่ 3 แล้ว..เราจะปรับรูรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กันยังไง? และให้ผลต่างกันยังไง? ลองมาดูตารางนี้กัน

 

photography-shutter-speed-aperture-iso-cheat-sheet-chart-fotoblog-hamburg-daniel-peters-11

 

ในตารางนี้ ให้ยึดเสมอว่า เมื่อค่าวัดแสงต้องอยู่ตรงกลางพอดี สังเกตว่าสองสิ่งนี้จะสวนทางกัน คือ ยิ่งรูรับแสงแคบมากขึ้น ความเร็วชัตเตอร์จะยิ่งช้าลง นั่นแปลว่า เมื่อเรายิ่งต้องการความชัดลึกมากขึ้น ต้องแลกมาซึ่งความเร็วชัตเตอร์ช้าลง แล้วชัตเตอร์ช้าลงจะเกิดอะไรขึ้น? อะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวในภาพ มันจะเป็นเบลอๆ นึกออกใช่มั๊ย?

ส่วนยิ่งเราต้องการความชัดตื้นมากเท่าไหร่ ก็คือหน้าชัดหลังเบลอนั่นแหล่ะ ความเร็วชัตเตอร์กลับต้องมากขึ้น แปรผันกันไป นี่คือสิ่งที่ต้องจำไว้เสมอ

ฟิล์ม (Film)

ทีนี้มาถึงเรื่องฟิล์มกันบ้าง เราจะแนะนำแบบคร่าวๆเลยนะ ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมกันเอาเอง เอาแค่พอเข้าใจเพื่อการเลือกใช้ ฟิล์มปัจจุบันที่ใช้ๆกัน แบ่งออกเป็นประเภท

  • Negative
  • Positive ( หรือที่เรียกว่าฟิล์มสไลด์นั่นแหล่ะ)

สองอย่างนี้ต่างกันชัดๆคือทางรูปพรรณภายนอกเวลาล้างออกมา ไอ้ Negative มันจะดูไม่รู้เรื่องหรอก เพราะมันกลับเฟสกัน อย่างฟิล์มขาวดำ ไอ้ตรงไหนสว่างมันจะมืด ตรงไหนมืดมันจะสว่าง ฟิล์มสีนี่เหมือนกัน หนักกว่าคือเรื่องสี สีเหลืองก็จะเห็นเป็นม่วง สีแดงก็จะเห็นเป็นสีเขียว เพราะมันต้องไปกลับเฟสมันก่อนในขั้นตอนการสแกน หรือการอัดภาพ

6174091
Negative Film

 

ส่วน Positive หรือฟิล์มสไลด์ มันจะเห็นเป็นภาพเลยที่ฟิล์มตั้งแต่ตอนล้างเสร็จ สมัยก่อนเค้าเอาไว้เสียบในเครื่องสไลด์แล้วฉายขึ้นจอเงี้ย จะเห็นภาพใหญ่ๆได้เลย เป็นต้น อันนี้คร่าวๆนะ

479553765_960
Positive Film

ส่วนใหญ่ที่เราใช้ๆกันก็คือฟิล์ม Negative มากกว่า เพราะราคาถูกกว่า ล้างได้ง่ายกว่า ส่วนเรื่องขนาดฟิล์มนี่ก็มีทั้งขนาด 135 และ 120 ไม่ต้องสนใจมาก ไอ้กล้องที่ใช้กันส่วนใหญ่คือกล้องขนาด 35mm. หรือฟิล์ม 135 นั่นแหล่ะ ที่เรียกว่า 135 ก็เพราะว่าเดิมฟิล์มทั้งม้วนมันมีขนาด 135 cm. ไงล่ะ (ต่อมามันก็มีความยาวอื่นๆเพิ่มเติมมา คือหดลงกว่า 135cm. ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่ถ่ายได้ 36 รูป จะเท่ากับ 135 cm.)

ไม่ว่าฟิล์ม Negative หรือ Positive ต่างก็มีทั้งฟิล์มสี และฟิล์มขาวดำ แต่เราจะมาพูดเฉพาะฟิล์ม Negative ละกัน ปัจจุบันก็จะมีความไวแสงแตกต่างกันไป ตั้งแต่ ISO 25 ไปถึง 3200 ยิ่งความไวแสงต่ำ (ก็คือ ISO เลขน้อย) ฟิล์มมันจะรับแสงได้ช้า เหมือนคนที่ปลุกยากน่ะ ปลุกแล้วแม่งไม่ยอมตื่น นึกออกใช่มะ.. แสงวิ่งมาปลุก มันก็ช้าเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเครื่องวัดแสงมันก็จะวัดค่าได้ช้า มีผลก็คือเราจะได้ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้าลงไปโดยปริยาย เมื่อความเร็วชัตเตอร์ช้าตั้งแต่ต้นทาง รูรับแสงเราก็จะปรับค่าให้แคบมากไม่ได้ (เพราะยิ่งปรับแคบ ความเร็วชัตเตอร์ก็ยิ่งช้าลงไปอีก นึกออกมะ?)

ข้อดีของฟิล์มที่ ISO ต่ำก็คือ เราจะได้ภาพที่ละเอียดกว่า เพราะมันละเมียดในการเก็บแสง เหมาะกับการถ่ายภาพในสตูดิโอ ถ่ายภาพ Landscape มีขาตั้งกล้องช่วย ก็จะทำให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น

ส่วนฟิล์มที่มีค่า ISO สูง มันก็คือคนที่ตื่นตัวสัดๆ! แค่แสงบิดลูกบิดประตูแม่งก็ตื่นเลย ผลก็จะตรงข้ามที่ว่าไป คือเราจะได้ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วขึ้น รูรับแสงที่แคบได้มากขึ้น เหมาะกับการถ่ายอะไรที่วิ่งเร็วๆ เคลื่อนไหวเร็วๆ หรือที่ที่แสงน้อย เพราะเราสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ได้เยอะกว่า ข้อเสียมันก็คือ ภาพที่ได้จะหยาบกว่า มีเกรนฟิล์มเยอะกว่า

 

photography-shutter-speed-aperture-iso-cheat-sheet-chart-fotoblog-hamburg-daniel-peters-11-1

 

เลือกฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งาน

ข้อนี้เราเคยทำเป็นชาร์ทให้ดูง่ายๆไปแล้วล่ะ แต่เผื่อใครหาไม่เจอ ก็เลยเอามาแปะไว้รวมกันนี่แหล่ะ…  วิธีดูก็คือ คิดก่อนว่าเราจะถ่ายอะไรเป็นส่วนใหญ่ -> แล้วเวลาไหนหรือแสงแบบไหนที่เราจะถ่าย ก็ลากไปตามเส้นจากด้านบนลงล่างเท่านี้เอง

เพิ่มเติมนิดนึงคือ จริงๆแล้วฟิล์ม ISO เท่าไหร่ก็ถ่ายได้เกือบทุกแบบนั่นแหล่ะนะ เพียงแต่มันเอาไปถ่ายได้ลำบากกว่าถ้าเกิด ISO มันใช้ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของเราเท่านั้นเอง

Basic.001
คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

วิธีการใส่ฟิล์ม

ปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่ จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ต้องเข้าใจว่าครั้งแรกมักจะทำกันผิดๆถูกๆเสมอ วันนี้เราจะบอกเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยให้ใส่ฟิล์มแล้วไม่พลาดกัน

กล้องฟิล์มอาจจะไม่ได้มีวิธีใส่ฟิล์มที่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ข้อผิดพลาดที่ทำให้มือใหม่ใส่ฟิล์มไม่ดีจนทำให้ภาพเสียทั้งม้วน เริ่มต้นที่ขั้นตอนแรกเลย

  1. เสียบเข้าไปในช่องล็อคหัวฟิล์มพอดีๆ อย่าใส่ให้ลึกเกินไปจนทะลุไปอีกด้าน จะไปทำให้มันขัดกันช่วงท้ายๆม้วนจนเสียหาย หรือถ้าใส่ไม่ลึกพอ มันก็อาจจะหลุดซะตั้งแต่ต้นม้วน เพราะฉะนั้นใส่ให้พอรู้สึกว่ามันจะไม่หลุดน่ะ

img_6260

2. ให้หนามเตยกล้องมันเข้าไปในรูหนามเตยของฟิล์มทั้งสองด้านแน่ๆ ถ้ามันพอดีตั้งแต่ต้นแล้ว ยังไงก็ไม่หลุดหรอก

img_6262

3. ด้านที่ใส่กลักฟิล์ม อาจจะมีหลายแบบ แต่โดยปกติก็ดึงแกนขึ้นไปเพื่อให้ใส่กลักได้

img_6263

4. พอใส่กลักเข้าไปแล้วก็ดันแกนลงมาล็อคให้ดี ระวังกล้องบางตัว บางทีมันก็ยังลงไม่สุดนะ ให้มันล็อคสนิทๆแล้วค่อยปิดฝากล้อง

img_6264

5. อันนี้สำคัญที่สุด คือการเช็คว่าฟิล์มวิ่งไปปกติดีหรือเปล่า เมื่อขึ้นชัตเตอร์แล้ว แกนฟิล์มจะต้องหมุนทวนเข็มนาฬิกา กดทิ้งสัก 1-2 ใบ ถ้าแกนมันหมุนตามก็แสดงว่าทำงานแน่นอน เป็นอันเรียบร้อย

img_6265

 

เอาล่ะ… เราว่ามันยาวไปหน่อยและ ขอจบตอนที่ 1 ไว้ก่อน เอาไว้ต่อเรื่องอื่นๆตอนหน้านะ สำหรับใครที่มีคำถาม สามารถติดต่อได้ตามด้านล่างนี้เลย

Facebook.com/artytsun

Instagram @artytL

ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore

www.husbandandwifeshop.com

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s