Agfa ประกาศเลิกผลิตฟิล์ม บทเรียนสำคัญของตลาดฟิล์มยุคใหม่

สำหรับร้านค้าฟิล์มร้านนึงที่เกิดในช่วง 4-5 ปีนี้อย่างเรา จากการประกาศจากทางแบรนด์ Agfa Photo ว่าจะเลิกผลิตฟิล์มทั้งหมด ตั้งแต่ตระกูล Vista และ CT ส่งผลให้ฟิล์มน่าจะมีการกระจายไปตามร้านค้าปลีกหมดภายในเดือนกุมภานี้เป็นล็อตสุดท้าย นับเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เพราะในยุคการรีบอร์นของตลาดฟิล์มช่วง 4-5 ปีมานี้ ชื่อของ Agfa นับเป็นตัวผู้เล่นสำคัญอันดับ 3 ในตลาดที่มีอิทธิพลมากระดับนึง

แม้ว่าชื่อ Agfa ในปัจจุบัน จะไม่ใช่แบรนด์ Agfa เดิมที่รู้จักกันเป็นร้อยๆปีที่แล้ว ซึ่งเดิมเป็นของบริษัท Agfa-Gevaert แต่ได้ขายชื่อแบรนด์ไปตั้งแต่ปี 2004 หลังจากมีการประกาศล้มละลายไป โดยปัจจุบันที่เราใช้ๆกันอยู่ เป็นการผลิตและจัดจำหน่ายโดยบริษัท AgfaPhoto Holding GmbH. ที่ตั้งขึ้นมาใหม่

ปัจจุบันภายใต้แบรนด์ Agfa Photo จึงทำหน้าที่เป็นแค่จัดการจัดจำหน่ายเป็นหลัก โดยโรงงานผลิตฟิล์มจริงๆในส่วนของฟิล์มสีและฟิล์มสไลด์ ดำเนินการโดย Fujifilm ที่ญี่ปุ่น แต่มีการพัฒนาเบสฟิล์มขึ้นมาเฉพาะของ Agfa (ถ้าใครใช้บ่อยๆจะรู้ว่ามันอาจจะคล้าย Superia อยู่บ้าง แต่โทนสีจะแตกต่างกันออกไปอยู่บ้าง)

เมื่อมีการประกาศยกเลิกการผลิต ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ทั้งอาจจะผลประกอบการ หรืออาจจะทาง Fujifilm เองไม่สามารถผลิตต่อให้ได้ก็ตาม ก็พอจะวิเคราะห์ทิศทางตลาดฟิล์มในอีก 4-5 ปีข้างหน้าได้อยู่บ้าง

ก่อนหน้านี้ Fujifilm เองก็มีการประกาศยกเลิกการผลิตฟิล์มของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งปีสองปีมานี้ เริ่มลามมาถึงฟิล์มตัวหลักๆ เช่น Acros 100 , Superia 200 , Natura 1600 และ X-tra 400 (ในบางขนาดความจุ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าอาจจะถูกตัดทิ้งไปเลยในไม่กี่ปีข้างหน้า)

นั่นหมายความว่า Fujifilm ตั้งใจลดกำลังผลิตตัวเองทีละน้อยๆเช่นกัน เพื่อจำกัดให้อยู่ในต้นทุนโรงงานที่ควบคุมได้ เพราะแน่นอนว่าการล้มของ Kodak เมื่อหลายปีก่อน ถือเป็นบทเรียนสำคัญของทุกแบรนด์ในการจัดการต้นทุนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด

จนถึงจุดนี้ก็น่าจะมีความเกี่ยวพันถึงการไม่รับผลิตให้ Agfa ในเชิง OEM (รับจ้างผลิตโดยใส่ชื่อแบรนด์อื่น) อีกต่อไปด้วย อาจจะในเชิงต้นทุนการผลิตที่ไม่คุ้มที่จะผลิตให้ในราคานี้ หรือ Agfa เองก็อาจจะมีจำนวนการสั่งที่ยังน้อยเกินไป

นอกจากนี้แล้ว ฟิล์มสี Agfa ก็เป็นฟิล์มที่ถูกนำไปใช้กับฟิล์มยี่ห้ออินดี้ๆทั้งหลายอีกหลายตัว นั่นก็แปลว่า chain reaction ต่อไปก็คือเราจะได้เห็นฟิล์มแบรนด์เล็กๆล้มหายตายจากอีกหลายอันเช่นกัน

ถ้ามาวิเคราะห์ในเชิงกลไกราคา ก็เป็นไปได้อีกทางเช่นกัน จากที่ทาง Agfa เอง เคยมีราคาปลีกสูงกว่าชาวบ้านเล็กน้อยเมื่อ 4-5 ปีก่อน กลับกลายเป็นฟิล์มที่มีราคาถูกตัวนึงในตลาด ราคาปลีกแทบไม่กระดิกเลยตลอดหลายปี ทาง Fujifilm เองก็ขึ้นราคามาราวๆ 2 รอบตลอดช่วง 4-5 ปีนี้ จนกระทั่งราคาแซงหน้า Agfa ไปไกล ในขณะที่ Agfa ก็ยังต้องพึ่งพาการผลิตของ Fujifilm และปริมาณการขายก็ไม่ได้มากเท่าทาง Fujjifilm ด้วย

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือ การตัดราคากันอย่างเมามันในตลาดค้าปลีกฟิล์มของ Agfa เอง เพราะทาง Agfa ไม่ได้มีศักยภาพในการควบคุมราคากลาง (MSRP) เพื่อให้ร้านค้าปลีกทั่วโลกสามารถแข่งขันกับตลาดมืดได้ ในขณะที่แบรนด์อื่นต้องขึ้นราคาเพื่อให้อยู่รอด แต่กับ Agfa กับมีราคาตลาดลดลง

นี่คือปัจจัยหายนะหนึ่งของ Agfa เลยก็ว่าได้ ทำให้หน้าร้านใหญ่ๆทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือแม้แต่ในยุโรปเอง ที่มีกำลังผลักดันฟิล์มตัวนี้เข้าสู่ตลาดเหมือนกับฟิล์ม Kodak และ Fujifilm ไม่สามารถขายได้มากตามเป้าที่คิด เพราะโดนตลาดมืดตัดราคาไป

และเมื่อ Margin สินค้าที่ต่ำมากๆ  ถ้า Fujifilm ต้องการขึ้นราคาการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับตลาด ทาง Agfa เองก็จะไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งธุรกิจได้เลย หรือที่สำคัญกว่า Agfa ก็ไม่มีทางผลักดันให้แบรนด์สามารถพัฒนาต่อในระยะยาวได้เช่นกัน เพราะทุกผลิตภัณฑ์ ต้องการการลงทุนเพื่อการวิจัย การพัฒนาสินค้า ซึ่งคือหัวใจที่จะทำให้มันยั่งยืนได้ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นแค่สินค้าซื้อมาขายไปแบบเสื้อผ้ายกโหล

แล้ววงการฟิล์มจะเป็นยังไงต่อไป? ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มชะลอตัว เริ่มหยุดวิ่ง การที่เหลือเพียง Kodak ที่เป็นรายใหญ่ที่สุดที่ยังผลิตฟิล์มได้ (ซึ่งก็ใช้โรงงานในจีนผลิตนานแล้ว) กับรายเล็กอีก 3-4 เจ้าที่ยืนหยัด ดูไม่ค่อยเป็นผลดีต่อวงการนัก ความหวังที่เราจะเห็นตลาดฟิล์มไปต่อจนถึงจุดที่มีแบรนด์ใหญ่ลุกขึ้นมาผลิตฮาร์ดแวร์ คือตัวกล้องฟิล์มแท้ๆ อันเป็นปัจจัยสำคัญอีกอันที่ทำให้ตลาดเดินไปได้ ยิ่งริบหรี่ลงทุกที

คงต้องฝากความหวังแด่ผู้ใช้ทั่วไป การสนับสนุนฟิล์มที่อาจจะมองว่าราคาแพงนั้น มันเต็มไปด้วยการแบกต้นทุนมหาศาล วัตถุดิบที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ (องค์ประกอบสำคัญของฟิล์มอย่าง แร่เกลือเงิน มีราคาสูงขึ้นมาก ยิ่งฟิล์มที่ดียิ่งต้องใช้มาก) ในขณะที่กลุ่มลูกค้ามีจำกัด กลไกตลาดมีความต้องการไม่ได้มาก แต่ต้องผลิตมาก มันจึงย่อมราคาสูง จะเห็นว่า Kodak , ILFORD , Lomography หรือแม้แต่ Fujifilm ต่างควบคุมราคากลางได้ดี แทบไม่มีปัญหาการตัดราคาให้เห็น ทำให้ร้านค้าปลีกใหญ่ๆมีกำลังผลักดันสินค้านี้ออกไปสู่ตลาดได้ง่าย หล่อเลี้ยงสายพานการผลิตต่อไปได้ และทำให้ยังคงอยู่ในตลาดต่อได้

ตลาดกล้องฟิล์ม มันคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการแล้วด้วยซ้ำ การที่เราจะประคองให้มันอยู่ต่อไปด้วยคนจำนวนไม่มาก จึงต้องใช้ทุนเยอะกว่าสินค้าปกติที่เขาสามารถผลิตได้มากและมีคนต้องการมาก มีการตลาดที่ดีเยี่ยม มีร้านค้าปลีกใหญ่ๆที่พร้อมผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง

แต่สำหรับวงการฟิล์ม มันคือตลาดของคนที่ใช้ความรักในอนาล็อคคุยกัน ตั้งแต่บริษัทผู้ผลิต บริษัทจัดจำหน่าย ร้านค้าปลีก ผู้ใช้ ยากที่จะมีใครเติบโตหรือยิ่งใหญ่ได้จากตลาดนี้ การสนับสนุนสินค้าเหล่านี้อย่างเข้าอกเข้าใจ มันจึงถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนตลาดให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างแท้จริง

….คงไม่มีใครชาวฟิล์มเราๆ อยากเห็นการจบสิ้นลงแบบ Agfa นี้อีกบ่อยๆแน่

บทความ โดย SUNfacebook.com/artytsunInstagram @artytLผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstorewww.husbandandwifeshop.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s