รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้าน Ricoh 500 GX จิ๋ววินเทจนอกสายตา

ดูรีวิวในช่อง Youtube ได้นะ

เอาจริงๆถ้าศึกษากันดีๆว่า บริษัทกล้องบริษัทไหนที่อยู่ยั้งยืนยงในสิ่งที่ตัวเองสร้าง ตั้งแต่ยุคกล้องฟิล์มยันปัจจุบันโดยไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่… มันแทบจะนึกกันไม่ออกแล้ว อย่างฝั่งยุโรปนี่เขาก็โดนกว้านซื้อกันไปแทบไม่เหลือ

แต่มีกล้องยี่ห้อหนึ่งที่พี่เขาผลิตกล้องถ่ายรูปมายาวนาน และไม่เคยเปลี่ยนแปลงแก่นของตัวเองไปไหน ไม่โดนใครฮุบไปมายาวนานตั้งsแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นก็คือ.. ก็คือ.. ก็คือ

.

.

.

.

(บิ้วกันซะนาน บทความจะได้ยาวๆ) นั่นคือ Ricoh นั่นเอง น้อยครั้งมากที่เราจะได้หยิบยกกล้องของ Ricoh ขึ้นมารีวิว อาจจะด้วยโมเดลกล้องแกไม่ได้มีเยอะนักที่น่าเล่น เรียกว่าเป็นแบรนด์อินดี้มาแต่โบร่ำโบราณ

ย้อนกลับไปในยุค ’60s กล้องของ Ricoh ถือว่าเป็นคู่แข่งในตลาดกล้องจากญี่ปุ่นที่น่าสนใจมากทีเดียว ในยุคที่ญี่ปุ่นระดมสร้างกล้อง Half-frame กันโดยมีเจ้าตลาดคือ Olympus นั้น Ricoh ก็ถือได้ว่าสร้างกล้องได้ไม่แพ้ Olympus กันเลย ทั้งในเชิงคุณภาพและเทคโนโลยีที่แหวกแนว อย่างการสร้างกล้องที่มีระบบออโต้ต่างๆ ทั้งๆที่โลกนี้ยังไม่มีระบบอิเลคโทรนิคส์มากมาย (ไว้ว่างๆจะหามารีวิว)

แต่ในวันนี้ เราจะหยิบยกกล้องในยุค ’70s ของ Ricoh มารีวิวให้ดูกัน เรียกว่าเป็นม้ามืดนอกสายตาที่หลุดโผชาวบ้านชาวช่องไปได้ยังไงไม่รู้…เพราะทั้งฟังก์ชั่น คุณภาพ การออกแบบ แม่งโคตรดี!! นั่นก็คือ.. ก็คือ.. ก็คือ.. (พอและ..) Ricoh 500 GX

จริงๆแล้ว Ricoh 500 GX เป็นปลายหางของซีรีย์ 500 นี่แล้ว คือเป็นตัวอัพเดทสุดท้าย ออกวางขายในปี 1976 ซึ่งถ้าย้อนกลับไปถึงตัวพ่อของมันก็คือ Ricoh 500 กล้อง Rangefinder ผลิตจากเหล็กทั้งดุ้นตามสมัยนิยมของยุค 1960s ออกวางขายครั้งแรกในปี 1957

ไอ้เลข 500 ที่เป็นชื่อด้วยเนี่ย ก็คาดว่าน่าจะมาจากการโชว์เหนือของความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องรุ่นนี้ทำได้ 1/500 sec (นี่สมัยก่อนแม่งคือเร็วชิบหายแล้วสำหรับกล้องตัวเล็ก) แต่ไอ้ยุคแรกๆของ Ricoh 500 ก็จะเรียกได้ว่าไม่ค่อยเกี่ยวทั้งคอนเซป วัสดุ และหน้าตากับ Ricoh 500 GX สักเท่าไหร่ จะให้นับญาติกันจริงๆแบบหน้าตาคล้ายกันมากๆก็คงต้องมาเริ่มนับกันที่ยุค ’70s

คอนเซปของกล้องซีรีย์ Ricoh 500 ในยุค ’70s นั้นคือการผลิตกล้องฟิล์มแบบ Full-frame ที่มีขนาดเล็ก พกพาได้ง่าย ราคาถูก แต่ยังได้คุณภาพภาพที่ดีมากอยู่ ทีนี้ล่ะ.. มาดูว่ามีรายละเอียดรุ่นยังไงกันบ้าง

  • Ricoh 500 G ปี 1972 กล้อง Rangefinder แบบ Manual/Auto
  • Ricoh 500 ZF ปี 1976 กล้อง Zone Focus แบบ Manual/Auto
  • Ricoh 500 ZF ST ปี 1976 เหมือน ZF แต่เพิ่ม Self Timer
  • Ricoh 500 GX ปี 1976 เหมือนกับ 500 G แบบอัพเกรดฟังก์ชั่นๆหลายๆอย่าง

จริงๆคือพี่เขามีรุ่นย่อยอีกมหาศาล และมีต่อจากรุ่นพวกนี้ไปอีก แต่น่าปวดหัว (มีผัวดีกว่า) เกินไป เล่าแค่นี้พอ.. จะเห็นว่าหลักๆคือมันมีการโฟกัสอยู่สองแบบ คือ Rangefinder กับ Zone Focus แค่นั้น แต่ที่จะคุยกันวันนี้คือ Ricoh 500 GX ที่เป็นตัว Rangefinder นี่แหล่ะ..

ถ้าเอามาเทียบกันในท้องตลาดยุคเดียวกัน ก็จะมี Olympus 35 RC , Olympus 35 RD , Minolta Hi-matic 7sII (นี่เอาแบบฟังก์ชั่นและขนาดไล่ๆกันนะ) ไอ้พวกนี้คือกล้อง Rangefinder ที่มีขนาดเล็ก แต่อัดเอาฟังก์ชั่นเต็มที่ลงไป คือมันถ่ายได้ทั้งระบบ Manual ล้วนๆและมีโหมด A ให้ด้วย

ตารางเปรียบเทียบข้อเด่น-ข้อด้อย ของ 4 รุ่นนี้

จากตารางเปรียบเทียบนี้ จะเห็นว่า Ricoh 500 GX เป็นกล้องแนวพุทธมากๆ คือเป็นสเปคสายกลาง ไม่ดีที่สุด ไม่เลวที่สุด เช่น เลนส์ก็สว่างไม่มากไม่น้อย , ความเร็วชัตเตอร์กำลังดี , น้ำหนักกล้องก็เกือบจะเท่า Olympus 35 RC ที่เบาที่สุด เป็นต้น

แต่…. สิ่งที่ถือว่าเป็น “Killer” ของมันเลยคือ ตัววัดแสงที่ทำงานในโหมด Manual ได้!! เชรดดด.. (บางคนยังตามไม่ทันว่ามึงจะเชรดดดทำไม) เพราะอะไร..เพราะกล้องอีก 3 ตัวนั้น แม้จะมีโหมด Manual มาให้ แต่.. ระบบวัดแสงไม่ทำงานในโหมด Manual นะคร้าบบบ!! มันทำงานเฉพาะเวลาใช้โหมด A เท่านั้น เวลาคุณจะถ่าย Manual ก็ครื๊อออ ต้องกะแสงเองจร้าาา จบนะ

เพราะฉะนั้น…ไม่น่าเชื่อว่าม้านอกสายตาอย่าง Ricoh 500 GX จะเฟี้ยวเงาะไม่น้อยหน้าเจ้า 3 รุ่นดังๆนี้ได้ ที่สำคัญ… ราคามันยังไม่ไปไหนไกลมากเหมือนเจ้า Olympus 35 RD และ Minolta Hi-matic 7sII อีกต่างหาก!! อีสองตัวนี้ราคาทะลุหมื่นไปนานแล้วจ้าาา (สภาพดีๆอ่ะนะ)

ในขณะที่ Ricoh 500GX ราคายังใกล้ๆกับ Olympus 35 RC อยู่ แต่..ถ้าอยากได้สีเฟี้ยวๆอย่างสีดำ!! ราคาก็แพงกว่าอีกหน่อย หรือถ้าอยากประหยัดแล้วล่ะก็… ไปเล่น Ricoh 500 G เฉยๆก็ได้ ไม่ต่างกันในสาระสำคัญ คุณภาพภาพและการใช้งานหลักๆเหมือนกันเลย ในราคาที่ถูกกว่าอีกหน่อย

การใช้งานรวมๆแล้ว น้ำหนักกล้องดีมาก ขนาดดีมาก ไม่เกะกะ ไม่หนัก น้ำหนักการกดชัตเตอร์ดี ใกล้เคียง Olympus 35 RC ถ้าให้เทียบคืออยู่ระหว่างตรงกลางของ 35 RC (ซึ่งชอบสุด) กับ Minolta Hi-matic 7sII (ซึ่งเราไม่ชอบสุด) การปรับรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ ใกล้เคียงกับ 35 RC คือทั้งรักทั้งเกลียดพอกัน เนื่องจากปรับชัตเตอร์น่ะ..มึงโอเค๊!! แต่อีรูรับแสงมึงน่ะ…จะแนบติดกับตัวกล้องไปไหน!! ปรับยากชิบหายยยย แนะนำก็คือถ้าจะรีบถ่ายนะ..ใช้โหมด A ไปเห๊อะ

อีกส่วนที่ค่อนข้างเสียดายนิดๆคือ ช่องมองภาพหรือ Viewfinder มันพอๆกับ 35 RC ก็จริง แต่ความใสด้อยกว่าหน่อย และที่สำคัญคือตัว Rangefinder เล็งยากไปหน่อย อย่างเราเป็นมนุษย์แว่น ถ้าไม่ใส่แว่นก็คือ “ถ่ายไม่ได้โว้ยย” ปวดตากันไป ต้องใส่แว่นเท่านั้น

แต่ในความปวดตานั้น ก็มีข้อดีของ Viewfinder อยู่บ้าง คือมันจะบอกว่าตอนนี้เราอยู่ในโหมด Manual นะมึ๊งงง ไม่ใช่ A แต่!!! (แต่อินเซปชั่นมาก..) มันเสือกไม่มีบอกความเร็วชัตเตอร์… โอ้ยย นี่นัดกันทำกล้องป่ะเนี่ย อ่ะ…Olympus มึงใส่อันนี้ไป แต่อย่าใส่อันนี้นะ อี Minolta มึงไม่ต้องใส่อันนั้นนะ เดี๋ยวกูใส่เอง งี้!!?? ก็…เอาเป็นว่า กูให้อภัยพวกมึงละกันนะ

พอมาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะ..แล้วภาพล่ะ ดีหรือป่าวว ไม่ใช่ไก่กาๆอะไรงี้ .. มาดูผลงานเลยละกัน ว่าเป็นยังไง

สรุปเลย

รูปร่างหน้าตา // ★★★★☆
(อยู่ในระดับใช้ได้ ขัดหูขัดตาบางสิ่ง)

วัสดุ // ★★★★☆
(ไม่เลวๆ)

คุณภาพการถ่าย // ★★★★☆
(ให้ไปเลยในระดับเดียวกับ Olympus 35 RC)

ฟังก์ชั่น // ★★★★☆
( ชนะเลิศในระดับเดียวกัน )

คุ้มค่า? // ★★★★☆
(คุ้มมากกกก)

รีวิว โดย SUN

ผู้สนับสนุนหลัก  Husband and Wife Shop

จำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพฟิล์ม กล้อง อุปกรณ์ล้างฟิล์ม สแกนฟิล์ม และบริการต่างๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.