รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Minolta TC-1

ตั้งแต่คนหันมาฮิตกล้องคอมแพคกันหนักหน่วงนี่ ก็กลายเป็นว่ากล้องฟิล์มประเภทนี้ราคาขึ้นเอาๆแบบหยุดไม่อยู่ จากไอ้ที่แค่กลุ่มพรีเมี่ยมคอมแพคที่แพง นำทีมโดย Contax T3 ก็เริ่มลามปามไปตัวใกล้ๆกัน อย่าง Fujifilm Klasse W และ S ที่เราเคยซื้อแค่หมื่นต้นๆ (สมัยนั้นยังมีของใหม่ค้างสต็อคด้วยซ้ำ) กลายเป็นเฉียด 3 หมื่นแล้ว

ทีนี้มันก็เริ่มลามไปสู่คอมแพคปกติอีก.. อย่าง Olympus Mju ตัวไม่กี่ร้อยก็ล่อไป 3-4 พัน ไอ้ Mju II จากพัน 2 พัน ก็ปาไปจะหมื่น (ไม่ใช่ยศในหนังย้อนยุคนะ แม่งจะหมื่นจริงๆ) คิดไปคิดมา ถ้าปล่อยที่จะไม่รีวิวไปเรื่อยๆ มีหวังต้องขายรถขายบ้านไปซื้อมารีวิวแน่ๆ

โดยเฉพาะตอนนี้ที่เราทำช่อง Wolf in Sheep บน Youtube ด้วยแล้ว กล้องหลายๆตัวที่เคยรีวิวเมื่อ 6-7 ปีก่อน ยังต้องไปขวนขวายหามาทำรีวิวแบบเป็นวิดีโอซ้ำอีก ล่าสุดได้ข่าวว่า Yashica 35 Electro ราคาจาก 3 พัน ปาไป 7-8 พัน!! โอ้ยย..ตายๆๆ

เอาล่ะ..พล่ามมานาน เข้าสู่การรีวิวในวันนี้กันดีกว่า เจ้ากล้องที่จะพูดถึงนี่เคยอยู่ในรายชื่อที่เราหวังใจว่าจะเป็นกล้องที่คู่กายได้ เพราะด้วยสเปคและอะไรหลายๆอย่างทำให้มันเป็นที่หมายปอง แต่สุดท้ายไปไงมาไง ..เราก็ไปลงเอยอยู่กับเจ้า Fujifilm Klasse W ซะเฉยนั่นแหล่ะ

นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เทสอย่างจริงๆจังๆสักที พอดีกับเรามีแพลนว่าจะมาทำ Vlog ที่เกาหลี ตั้งไจจะทำทั้งเรื่องพาไปดูงานนิทรรศการภาพ ทั้งพาไป Photowalk และอีกเป้าหมายก็คือพาไปดูแหล่งกล้องฟิล์มที่นั่น

ซึ่งอะไรดลใจก็ไม่รู้ว่าเมื่อเราไปถึงที่นั่น มันต้องมีกล้อง Minolta TC-1 วางขายอยู่แน่นอน (กล้องฟิล์มนะเว้ยย ไม่ได้จะมีขายทุกรุ่นง่ายๆ) ไอ้คราวจะเสียตังค์เนี่ย ยังไงมันก็ต้องเสีย เพราะพอไปถึงจริงๆแล้ว แม่งมีวางแทบทุกร้าน!!! คือมึงจะปฏิเสธร้านที่ 1 ก็ไปเจอร้าน 2 ร้าน 3 ร้าน 4 ร้าน 5 เออ!! ซื้อก็ซื้อ สัด!!

และแล้วการรีวิวกล้องฟิล์ม Minolta TC-1 ก็เกิดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี โดยเราใช้เวลาทดสอบประมาณ 1 วันเต็มกับอีกครึ่งวัน โดยทั้งหมดนี่คือการทดสอบในสไตล์กานถ่ายรูปของเรานะ อาจจะไม่ได้ตรงกับบางคน

Minolta TC-1 เป็นกล้องคอมแพคในปี 1996 จะว่าไปถือว่าเป็นกล้องคอมแพคในยุคกลางๆ ไม่เก่าไปหรือใหม่มาก เพราะฉะนั้นก็ถือได้ว่าเทคโนโลยีมันก็ไม่เลวนัก อีกทั้งในปีที่ TC-1 วางขาย มันก็ได้รางวัลมากมาย การันตีความดีความชอบเอาไว้ในอนุชนรุ่นหลังได้กล่าวขาน

สัมผัสแรก

เจ้า Minolta TC-1 นี่ได้ชื่อเรื่องขนาดและน้ำหนักเอามากๆ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ทุกคนจะประทับใจมันก็คือเรื่องที่มันเล็กม๊ากกนี่แหล่ะ น้ำหนักก็เบาใกล้เคียงกับกล้องดิจิตอลสมัยนี้ด้วยซ้ำ นั่นเป็นความดีความชอบที่ต้องให้เค้า ส่วนเรื่องวัสดุนั้นก็เป็นไปตามเกรดชั้นวรรณะของกล้องในตลาดนี้ เทียบชั้นอย่าง Contax T2 , Leica Minilux , Nikon 28Ti / 35Ti ได้ และดีกว่า Ricoh GR-1

งานประกอบเกรด A เนี๊ยบๆ ดูได้จากชิ้นส่วนเล็กๆที่ปราณีตมาก โคตรญี่ปุ่นจริงๆ Minolta ในสมัยนั้นต้องยอมรับว่าเค้าก็เป็นหนึ่งในยุทธจักรที่เก่งเรื่องเทคโนโลยีและคุณภาพซะด้วย ถึงขนาดมีสายสัมพันธ์กับ Leica อยู่นานสองนาน

ส่วนตัวแล้วในส่วนของรูปร่างหน้าตา สัมผัสมันก็คงเหมือนทุกๆคนที่ต้องชอบมันแหงล่ะ

มาถึงสเปคและการใช้งานกันบ้างดีกว่า ในส่วนสเปคคร่าวๆที่สำคัญก็มี

เลนส์ f/3.5 28mm
รูรับแสง f/3.5 , 5.6 , 8 , 16 (แม่งเอา 4 กับ 11 ไปไว้ไหนวะ สงสัยถือเคล็ด)
สปีดชัตเตอร์ทำได้สูงสุดที่ 1/750s (ในกรณีที่ใช้ f/3.5 แต่โดยปกติจะอยู่ที่ 1/500s
โหมดทำงานเป็น Aperture Priority อย่างเดียว
ระยะใกล้สุดที่ 0.5 m
มี +/- EV
มี Spot Meter (เหนือมาก)
AE/AF Lock
ปรับ Manual Focus ได้ (ละเอียดมาก)
เปิด/ปิด แฟลชได้หมดทุกกรณี และมี memory จำ

วิธีการใช้งานเจ้านี่คือมีปุ่ม เปิด/ปิด อยู่หลังกล้อง คล้ายๆกับ Ricoh GR-1 แบบนั้น เมื่อเปิดแล้วชุดเลนส์และปุ่มปรับรูรับแสงจะโผล่ออกมาจากกล้อง ซึ่งมันจะแหวก Lens Cover ที่ปิดเอาไว้ออกมาเอง

เมื่อเปิดกล้องแล้ว เราถึงจะปรับรูรับแสงที่หน้ากล้อง ซึ่งดีไซน์ประหลาดๆดี แม้จะไม่ได้มีปัญหาในเชิงการปรับมากนัก แต่ก็ยังมี.. คือมันเล็กมาก ยังไงก็ต้องก้มไปเพ่ง หรือหันหน้ากล้องขึ้นมาดู (แถมกูก็เริ่มแก่ สายตาไม่ค่อยดี มึงก็เขียนเลขมาซะเล็กเลย) ส่วนไอ้การที่บริษัทถือเคล็ดไม่มี f/4 กับ f/11 ไม่ใช่ปัญหา (พูดเล่นเรื่องถือเคล็ดนะ ไม่รู้แม่งเอาออกทำไมเหมือนกัน)

เพราะฉะนั้น เอาแค่สองขั้นตอนนี้ก่อนนะ.. มันทำให้จังหวะการถ่ายของเราค่อนข้างช้า เสียจังหวะมากทีเดียว ผิดกับกล้องตัวอื่นๆในวรรณะเดียวกัน อย่าง Fujifilm Klasse W ของเรานี่คือที่เปิดอยู่บนกล้อง และเป็นการบิดเปิดกล้องแล้วบังคับให้ตั้งโหมดตั้งรูรับแสงไปเลย เพราะฉะนั้นมันจะเร็วมาก ยิ่งถ้าจำสเตปคลิกว่าหมุนกี่ครั้งเป็น f อะไรก็ยิ่งง่ายมากๆ

หรือจะเป็น Ricoh GR-1 ที่แม้ว่าจะเป็นสเตปคล้ายๆกันคือกดเปิด/ปิดหลังกล้องก่อน แต่การที่ปุ่มปรับรูรับแสงอยู่ด้านบนก็ทำให้ไม่ต้องเพ่งอะไร ใช้สัมผัสได้เหมือนกัน

ในส่วนของจังหวะมอเตอร์ที่ผลักชุดเลนส์ออกมา ก็ไม่ช้า (อย่างที่บอกว่าไปช้าเพราะการวางตำแหน่งมากกว่า) ลื่นไหลดี เสียงไม่ดังมาก

เมื่อกดชัตเตอร์ ก็เหมือนกล้องระดับเดียวกันตัวอื่นคือมี AE/AF Lock ทำให้พอกดน้ำหนักครึ่งนึง กล้องก็จะวัดแสง จับโฟกัสให้ก่อน ซึ่งค่าต่างๆสามารถเห็นได้ในช่องมองภาพ ระยะโฟกัสจะเป็นเข็มวิ่ง ซ้าย-ขวา ข้อดีคือก็ดูง่ายดี ข้อเสียคือถ้าอยู่ที่มืดๆก็มองไม่เห็นเลย แต่ส่วนของค่าความเร็วชัตเตอร์ เป็นไฟเป็นตัวเลข พร้อมกับไฟคอนเฟิร์มการล็อคโฟกัส หรือแจ้งเตือนโอเวอร์-อันเดอร์ ก็เรียกว่าครบล่ะ

ทีนี้ ไอ้สิ่งสำคัญคือน้ำหนักในการกดชัตเตอร์นี่ล่ะคือเรื่องสำคัญสำหรับเรา ตรงนี้ก็ต้องบอกว่าถึงจะไม่ช้า แต่ก็ไม่เร็ว คือแม่งให้ความรู้สึกถึงการ Lag ละกัน จุดนี้เป็นจุดยากของกล้องคอมแพค คือถ้าไม่ได้ถ่ายสตรีทที่ต้องการสแนปเร็วๆก็โอเคนะ แต่ถ้าต้องการแบบเรานี่คือมันจะต้องทดลองจริงจัง

ที่รู้สึก Lag ได้คือพอกดแล้ว การทำงานของมอเตอร์ทำให้รู้สึกหน่วงไปกว่าจังหวะที่กด แถมด้วยอีเสียงการเลื่อนฟิล์มที่ดูผิดจังหวะกับการกด เหมือนนักร้องในวงแม่งร้องคร่อมจังหวะชาวบ้าน ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในจังหวะที่กดถ่ายว่าจะได้ภาพที่จังหวะไหน

รวมถึงรอบการขึ้นฟิล์มใหม่หลังจากกดชัตเตอร์ ก็ช้าจนไม่สามารถกดซ้ำในช็อตที่ต้องการซ้ำได้ คือก็ไม่ได้คาดหวังให้รัวได้นะ แค่สักวินาทีก็ยังดี แต่นี่มึงเกิน!! ในการทดสอบนี่คือเราพลาดจังหวะซ้ำแบบนี้ทุกครั้ง อันนี้จะเรียกว่าช้าสุดในกลุ่มพรีเมียมคอมแพคที่ลองมาเลยก็ว่าได้นะ

ความไวในการโฟกัส ไม่เลวร้าย คือไม่ช้า แต่ก็ไม่ได้แม่นซะทีเดียว

ในส่วนของการปรับฟังก์ชั่นต่างๆ การเลือกวางแบบ กงล้อเดียวจบ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือไอ้กงล้อนี้จะทำหน้าที่ให้เราเลือกโหมดเพื่อเข้าไปเซ็ตค่าต่างๆได้ง่าย เช่น EV , ออโต้โฟกัส หรือเมนวท , ตั้งเวลาถ่าย , เปิด-ปิดแฟลช เมื่อเลือกโหมดแล้ว ค่อยใช้สไลด์บาร์ปรับซ้ายขวาเอาอีกที ซึ่งสำหรับการใช้งานแบบมือเดียว หรือใช้งานทั่วๆไป ถือว่าออกแบบดี ออกแบบให้เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ใช้งานง่าย แต่!!!! สำหรับเราแล้ว เราต้องการบางฟังก์ชั่นที่ไม่ไปเกี่ยวกับพวกนี้เฟร้ยยย เพราะมันจะช้าไปหมด เช่น แฟลช , EV , โฟกัส คือคุณมึงเอาไปกองรวมกัน เกิดซีนนั้นเราอยากเปิดแฟลชและปรับเมนวลโฟกัสด้วยล่ะ?? หมุนกันตาเหลือกเลย

ในขณะที่อย่าง Ricoh GR-1 มีเปิด-ปิดแฟลชแยกเฉพาะออกมา (อันนี้เดอะเบสท์) Klasse ถึงจะไม่แยกโหมด แต่ใช้ระบบปุ่มกดก็กดได้เร็วมาก (EV ก็มีแยกให้อยู่ข้างหน้า) โดยสรุปก็คือ ออกแบบดีนะ..แต่ไม่เหมาะสำหรับเรา

นี่เล่ามาถึงตรงนี้เหมือนแม่งมีแต่ด่า 5555 ป่าวนะ คืออย่างที่บอกว่าการใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลองพิจารณาจากการใช้งานของตัวเองไปด้วยนะ

ในส่วนที่มีเหนือกว่าชาวบ้านชาวช่องก็มีนะ เช่น Spot Meter อันนี้แม่งเว่อร์ดี คือโดยปกติถ้าเราจะถ่ายซีนที่มีลักษณะแสงแตกต่างกันมากๆในซีนเดียว เราก็จะใช้ AE Lock เอานั่นแหล่ะ ลากไปวัดแสงตรงแถวๆที่ที่อยากให้วัด แล้วค่อยลากมาจัดองค์ประกอบภาพ ซึ่งจริงๆมันก็ไม่เป๊ะหรอก เพราะกล้องปกติมันก็วัดแสงแบบค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว พอเจ้า TC-1 มี Spot Meter ก็เจ๋งดี แต่พอจะใช้จริงก็ถนัดใช้แบบเดิมอยู่ดี 555

อีกอันคือ Override ISO ได้ อันนี้ขนาด Contax T3 ยังทำไม่ได้เลยนะ หรือ Ricoh GR-1 ก็ต้องรุ่น v แล้วถึงจะทำได้ ก็เรียกว่ามีประโยชน์สำหรับพวกเล่นสายลึก

ผลงาน

สรุปเลย

ดูเหมือนหนักไปทางบ่นนะ แต่เพราะมันดีแบบเกือบๆเพอร์เฟคแล้วไง เลยอดบ่นเสียดายไม่ได้ เอาเป็นว่ามันดีมากเลยสำหรับคนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เอาไปเที่ยว นี่คือน้องๆ Contax T3 นะ ภาพดี ฟังก์ชั่นครบครัน ที่สำคัญคือเล็กและเบามาก (ข้อนี้สามารถชนะทุกสิ่งอย่างสำหรับใครหลายคน) แต่สำหรับพวกขาสแนปอย่างเรา ไอ้นี่ไม่ใช่คำตอบนะบอกเลย

Leave a Reply