หรือช่วงเวลาชวนฝันของกล้องฟิล์มกำลังจะหมดลง?

6 ปีแล้วที่เราเขียนบล็อกของอาทิตย์มา ตั้งแต่ปี 2014 ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอกว่า “กล้องฟิล์ม” มันกำลังจะกลับมาฮิตขนาดไหน เราเพียงแค่สนใจมันเพราะเป็นสิ่งใกล้ตัว ณ เวลานั้น สิ่งที่เห็นคร่าหน้าคร่าตามาตั้งแต่เด็กๆ และก็มีเพียงความสงสัยว่าถ้าหยิบพวกมันขึ้นมาใช้งานอีกครั้งจะเป็นยังไง?

เราเริ่มต้นค้นคว้าข้อมูลไปเรื่อยๆ ทั้งในเชิงทฤษฏีการใช้งาน (เอาจริงๆก็คือ ตอนนั้นก็ถ่ายรูปไม่ได้เรื่องด้วย) และในเชิงแหล่งว้ตถุดิบ พวกฟิล์ม พวกอุปกรณ์ต่างๆในเวลานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนใหญ่ก็ต้องสั่งจากเมืองนอกแทบทุกอย่าง ร้านในประเทศ (สมัยก่อนคือย่านพลับพลาไชย) ก็เลิกกิจการไปแทบจะไม่เหลือ จนเราพบว่าในเมืองนอก อย่าง อเมริกา, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง ฯลฯ ยังคงมีกลุ่มคนเล่นอยู่ตลอดพอสมควร และที่สำคัญ…. เมื่อตามอ่านบทความในหลายๆแหล่งข่าวใหญ่ๆ คือเริ่มมีกระแสการพูดถึงเด็กวัยรุ่น (ในช่วงนั้น) ให้ความสนใจกล้องฟิล์มขึ้นมา กลายเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้ใหญ่ในเวลานั้น

ต่อๆมา บทความหลายๆบทความในแหล่งข่าวเชิงการตลาด , เทคโนโลยีในเมืองนอก เริ่มทะยอยมีการพูดถึงกระแสนี้ออกมาให้เห็น แม้ว่ามันจะไม่ใช่บทความที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่ก็ทำให้เห็นว่ามีนักการตลาด และผู้คนในวงการเทคโนโลยีภาพถ่ายเริ่มมองเห็นวี่แววนี้

ปี 2015 “Analog is the New digital” คำพูดจากนักการตลาดที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น แปลความหมายได้ว่าเด็กในเจนฯที่เกิดปลายๆ ‘90s ต้นๆ 2000 เป็นต้นมา มองเห็นเทคโนโลยี Analog หลายๆอย่าง เป็นความท้าทายและน่าสนใจกว่าเทคโนโลยี Digital ที่ใหม่ๆซะอีก (ในหลายๆวงการ ทั้งแผ่นเสียง, เทปเพลง, ของเล่น ฯลฯ) เพราะพวกเขาเดาไม่ได้เลยว่ามันทำงานอย่างไร ในขณะที่เด็กที่เกิดมากับ Internet พวกนี้เดาทางเทคโนโลยีใหม่ๆได้อยู่แล้ว

กลับมาที่ชีวิตเราเอง …หลังจากการเขียนบล็อกโดยความคิดแรกก็แค่ระบายสิ่งที่ทดลองเกี่ยวกับกล้องฟิล์ม เวลาได้ความรู้อะไรมา ก็จดบันทึกเอาไว้ให้อ่านเข้าใจง่ายๆ (เพราะสมัยนั้นต้องยอมรับว่าหาอ่านยาก แล้วแม่งมีแต่แหล่งข้อมูลที่ดูยากเกินจะเข้าใจง่ายๆ) แล้วปรากฏว่ามีคนสนใจบล็อกที่เราเขียนมากขึ้นๆ จนกลายเป็นเราต้องทำการบ้านมากขึ้นๆไปด้วยในการเขียน และเริ่มมีการซื้อมาขายไปทั้งกล้องและฟิล์มมากขึ้นๆ (จะเรียกว่าผ่านการทดสอบกล้องมาเป็นร้อยๆตัวก็ได้ในช่วงนั้น)

สมัย Husband จัด Wife แพ๊ค

จนในที่สุด.. ร้าน Husband and Wife Shop ก็เกิดขึ้นบน Facebook Page และลามมาเป็นเวบ .com ในเวลาไล่ๆกันในช่วงปี 2014 นั่นแหล่ะ จากแค่ขายให้คนไม่กี่คน ไม่กี่ม้วน เวลาผ่านไป 2 ปีแรก เราต้องเริ่มเอาบ้านตัวเองมาเป็นหน้าร้าน เพราะเริ่มมีลูกค้าอยากแวะเวียนมาเอาของ แม้ว่าบ้านเราจะไกลและอยู่ในหมู่บ้านลึกๆ แต่ก็ยังมีหลายๆคนเข้ามากันทุกวัน แม้แต่ดารานักร้องหลายๆคน ก็ยังอฺตส่าห์ดั้นด้นมาซื้อถึงที่ น้องเอิ้ต ภัทรวี อยู่ฉลองข้ามปีด้วยการแวะมาซื้อกล้องตอนจะเที่ยงคืน, ล่าสุดได้คุยกับ ป๊อป ปองกูล บอกว่าเคยมาซื้อเครื่องสแกนฟิล์มที่บ้าน เราไม่อยู่ เป็นแม่เราที่เอาของให้ ปัจจุบันผ่านไป 4-5 ปี ป๊อปบอก “ผมยังไม่ได้แกะออกมาเลย ” 555

ลูกค้าคนแรกที่มาซื้อถึงบ้าน
แก๊งนี้ จากลูกค้ากลายเป็นเพื่อนที่ยังวนเวียนคบหากันอยู่

หรือเดือนก่อนที่ไปถ่ายงานกับน้องอิมเมจ น้องก็บอกว่าเคยไปที่บ้านกับคุณพ่อ ซึ่งเราจำได้ว่า เราน่ะ…จำไม่ได้ว่านี่คือน้องอิมเมจ 555 แต่คุยกับพ่อเค้ามากกว่า คุณพ่อน้องบอกว่าตามอ่านบล๊อกอยู่ เลยอยากพาน้องมาดูด้วย

ประสบการณ์เยอะแยะในช่วงนั้น และการเติบโตแบบไม่ทันตั้งตัว จะเรียกว่าถูกหวยก็อาจจะได้ ทำให้เราตัดสินใจย้ายมาเปิดเป็นร้านจริง ๆ จัง ๆ ที่เมืองทองฯ เพราะเริ่มไม่มีที่เก็บของ แถมเดินทางไม่สะดวกเอาซะเลย

ปีที่ตัดสินใจนั้นเป็นปี 2016 เราก็เดาไม่ออกหรอกว่ามันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน คือตัดสินใจเนี่ยก็ต้องลงทุนและใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสร้างเสร็จ ก็เรียกว่าหนาว ๆ ร้อน ๆ อยู่ตลอดปี

ตอนใกล้จะสร้างเสร็จ

ปลายปี 2017 ร้านสร้างเสร็จ.. เราเริ่มต้นย้ายมาที่เมืองทองฯ เต็มตัว อย่างไม่คาดหวังอะไรไปกว่าให้มันมีรายได้เท่าเดิมก็พอ ซึ่งกระแส ณ เวลานั้นก็ถือว่าเติบโตทีละเล็กละน้อย บางจังหวะก็ดูนิ่งๆด้วยซ้ำไป แต่เราก็ถอยไม่ได้แล้วล่ะ

วันเปิด ชวนน้องอิ๊งค์ ก้บน้องเอิ้ต มาเล่นเพลงให้ลูกค้าที่อยากมาแวะวันแรกได้ดูกัน
กว่ามันจะมาถึงวันนี้ คนทำงานก็ผลัดเปลี่ยนกันไปมากมาย

พอเริ่มเข้าสู่ปี 2018 ทุกอย่างดูไปได้ดี ร้านมีคนแวะเวียนมามากขึ้น ในขณะที่ลูกค้าเดิมในออนไลน์ก็ยังคงเส้นคงวา ร้านเราเริ่มเป็นที่รู้จัก (น่าจะเพราะเปิดมาก่อนเพื่อน) มีหลายสื่อมักมาสัมภาษณ์เราด้วยคำถามว่า “จะมีคนเล่นกล้องฟิล์มเติบโตไปกว่านี้ (ตอนนั้น) มั๊ย?” ซึ่งเราก็มักจะตอบไปว่า “ไม่รู้เลยจริงๆ และเอาจริงๆคือส่วนตัวทำใจกับตลาดตลอดเวลา ว่าวันนึง มันจะตกลงไปสู่จุดที่มันควรจะเป็น”

แต่อย่างที่ทุกคนรู้.. วงการกล้องฟิล์มเติบโตอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ตลอด 6 ปีในธุรกิจนี้ เราไม่เคยเห็นปรากฏการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน เราสังเกตลูกค้าที่แวะเวียนมาเริ่มมีความหลายทางอาชีพ พนักงานออฟฟิศ, ตำรวจ, ทหาร, ข้าราชการ, เด็กมัธยม ฯลฯ ดาราเซเลบแทบทุกคนทั่วโลกใช้กล้องฟิล์มเป็นหลัก

มีช่วงนึงที่ดูน่าตกใจมากที่สุดก็คือ ในวงการคุยกันถึงจำนวนเครื่องล้างฟิล์มแบบ Minilab อายุนับ 10-20 ปี ที่ถูกขุดซากมาซ่อมและขายต่อเพื่อให้คนได้เปิดร้านล้างฟิล์มนั้น บางเดือนมีซื้อขายกันเป็น 10 เครื่อง (นั่นแปลว่ามี 10 ร้านที่เกิดใหม่) ช่วงนั้น เราพบว่าราคาเครื่องล้างฟิล์มแบบ Minilab ถูกขายต่อในราคาที่สูงกว่าช่วง 2 ปีก่อนถึง 3-5 เท่าตัว!!

ถึงต้นปี 2020 กระแสกล้องฟิล์มมาถึงขีดสุดเกินจะจินตนาการ จนส่วนนึงกระทบไปที่ธุรกิจกล้องดิจิตอล (แต่หลัก ๆ ผลกระทบมาจากมือถือนั่นแหล่ะ) ว่ากันว่าปี 2019 วงการกล้องดิจิตอลในไทย ตกต่ำลง 50% จากปีก่อน ในขณะที่กล้องฟิล์มเติบโตแบบก้าวกระโดด 200-300%

และเทรนนี้ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ประเทศไทยเติบโตไปตามเทรนของโลก ราคากล้องฟิล์มที่พุ่งขึ้น 3-5 เท่าตัว ถือเป็นราคากลางที่คุณจะไปซื้อที่โตเกียว อเมริกา เกาหลี ก็ราคาไล่เลี่ยกัน เผลอๆในไทยจะถูกกว่าด้วย เพราะค่าแรงในการซ่อม ประเทศเราก็ถูกกว่าประเทศใหญ่ๆ

แต่ในขณะเดียวกัน การขึ้นราคาของฟิล์มเฉลี่ยปีละ 10-20% และระยะหลังก็มีถึง 30-50% ด้วยซ้ำ มันขึ้นติดต่อกันมา 6 ปีในอัตราเฉลี่ยเท่าๆกัน จำได้ว่าปีแรกที่เราขายฟิล์ม ฟิล์ม Kodak Colorplus ราคาม้วนละ 65 บาท จนล่าสุด..ทะลุ 200 บาทแล้ว..

แล้วโควิดก็เกิดขึ้น…. ทุกธุรกิจแทบขาดใจ รวมถึงร้านฟิล์มทั้งหลาย ก็แทบจะตายกันไปหมด แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการ แต่หมายถึงทุกคน ทุกอาชีพ กำลังซื้อหายไป รายได้หายไป กล้องและฟิล์มราคากลับแพงขึ้น ที่แย่กว่านั้นคือโรงงานผลิตเองก็ได้รับผลกระทบจากโควิด (แหล่งผลิตหลักคือ จีนกับญี่ปุ่น)

จนถึงวันนี้ ผลกระทบดูจะเป็น After Shock ไปอีกนาน ตลาดฟิล์มดูซบเซาลง แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายจนอยู่กันไม่ได้ เพียงแต่เราคาดการณ์ได้เลยว่า ปีนี้และปีหน้ามันก็คงเป็นขาลงก็กล้องฟิล์มแน่ ๆ

ส่วนตัวคิดว่า ผู้ประกอบการรายเล็กที่เพิ่งเข้ามา อาจจะพยายามเอาตัวรอดด้วยการตัดราคา จนถึงระดับนึงก็จะไปไม่ไหว จนเหลือไม่กี่ร้านที่จะอยู่รอด ซึ่งการอยู่รอดมันคือการอยู่รอดเพราะใจรัก ราคาฟิล์มจะแพงขึ้น ๆ ยิ่งโควิดในหลายประเทศยังรุนแรงอยู่ บวกกับวัตถุดิบที่สำคัญของฟิล์มก็คือ “แร่เกลือเงิน” มีแต่จะแพงขึ้น ๆ

เคยคุยกับคู่ค้าที่เยอรมันเมื่อ 2 ปีก่อน เค้าบอกว่า ตลาดฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ก็คือจีน (ไม่ว่าอะไรก็ใหญ่หมดแหล่ะ คนเยอะขนาดนั้น) เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราก็น่าจะเดาออกว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้น

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เราลุกขึ้นมาเขียนลงในบล็อกของอาทิตย์อีกครั้ง (หลัง ๆ ไม่ได้เขียนเลย เพราะทำแต่ช่อง Youtube) อยากจะบันทึกการเข้าสู่ปีที่ 7 ของเรา จุดที่เราได้แต่หวังให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย ไม่ใช่เพียงแต่ในเชิงธุรกิจฟิล์ม แต่หมายถึงทุกคนในโลกเลยจริง ๆ


บทความ โดย SUN

This image has an empty alt attribute; its file name is youtube-logo-1.png
This image has an empty alt attribute; its file name is fb_link.jpg
This image has an empty alt attribute; its file name is ig_link.jpg

ผู้สนับสนุนหลัก  Husband and Wife Shop

จำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพฟิล์มกล้องอุปกรณ์ล้างฟิล์มสแกนฟิล์มและบริการต่างๆ

This image has an empty alt attribute; its file name is hw_link.jpg

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.