Site icon // a r t y t ' s b l o g : บ ล็ อ ก ข อ ง อ า ทิ ต ย์ //

รีวิว 10 กล้องฟิล์มที่ควรซื้อในวันที่ฟิล์มแพง

Advertisements

“พี่ครับ เมื่อไหร่ฟิล์มจะถูก”

“พี่คะ ฟิล์มจะราคาลงมั้ยคะ”

ไม่มีวันไหนที่กูจะไม่ต้องตอบ จริง ๆ กูเนี่ยก่อน ต้องถามตัวเอง เพราะแม่งแพงเหลือเกิน สัส แรก ๆ ก็ตอบเป็นวิชาการ หลัง ๆ คือ เอาเป็นว่า ทำใจไปเลยว่ามีแต่แพงขึ้น ๆ ละกันนะ

ทีนี้ไม่ใช่ว่าแม่งจะแพงแต่ฟิล์ม กล้องมึงก็แพง ขึ้นเอา ๆ เพราะราคาตลาดโลกมันเป็นแบบนั้น ประเทศอื่นเค้าเล่นกันไหว ประเทศเราแม่งจน เพราะไอ้เชี่ย xxx

เอาเป็นว่า ถ้าใจยังได้ เราก็มาดูกันว่า กล้องตัวไหนที่ราคาคุ้มค่า จ่ายแล้วไม่เจ็บ ไม่แพงแแต่ดี ดีแต่เจ็บไหว สำหรับยุคนี้ เอาล่ะ… มาลองดูกัน

10.Fuji TIARA

ราคาโดยประมาณ 10,000 บาท +

เอามาไว้อันดับท้าย ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ต้องใช้คำว่า”โคตรดี” แต่วันนี้เราคุยกันเรื่องความคุ้ม ก็นี่เรียกว่าสุดมือเอื้อมแล้วสำหรับคนงบน้อย ถ้าไหวก็เอาเถอะ ไม่ต้องถามถึงคุณภาพ ดูรีวิวเอาเลย ไปได้ยาว ๆ เจ็บหน่อยก็ทนเอา

9.AGFA Optima 1035

ราคาโดยประมาณ 4,000 บาท +

จริง ๆ อยากเชียร์มากกว่านี้ แต่ประเด็นคืออาจจะหายากไปนิด ความโหดของมันคือแม่งมีความเร็วชัตเตอร์ไปได้ถึง 1/1000 sec โหดสัส

โฟกัสแบบกะระยะ ทำงานออโต้ง่าย ๆ โฟกัสแล้วกดเลย และวัสดุที่ผสม ๆ พลาสติกมาด้วย เลยน้ำหนักเบาดีทีเดียว ที่เราชอบมากคือ Viewfinder แม่งกว้างมากกก สว่างมากกก ใครชอบบ่นส่องไม่ค่อยเห็น มึงมานี่เลย เอาให้ตาบอด

ป.ล. รุ่นมันเยอะ รหัสง่าย ๆ เช่น Optima 535 ก็คือความเร็วชัตเตอร์ 1/500 sec ราคาก็ถูกลงตามด้วย อันนี้ก็ซื้อได้นะ

8.Olympus XA 2

ราคาโดยประมาณ 4,000 บาท +

เข้าใจมั้ย “ตำนานก็คือตำนาน” ไม่ต้องพูดเยอะ นี่มันตัวเจ็บของขาสแนปตลอดกาล โฟกัสแบบกะระยะง่าย ๆ สำหรับคนที่อยากสนุกได้ปรับมากขึ้น ขนาดที่เล็กโคตร แบบใส่กระเป๋ากางเกง พาไปได้ทุกที่ ชัตเตอร์ไว ไวจนไวไปนะไอ้สัส ใช้ระวังๆ มันก็คือข้อดีชิบหายเหมือนกันนะ

ภาพที่ได้มีเอกลักษณ์ของมันมาก เลนส์คม สีจัด นี่เป็น DNA ของตระกูลนี้เค้าล่ะ จัดไปถ้าใจได้

7.Konica C35EF3

ราคาโดยประมาณ 4,000 บาท +/-

นอกจากตัวกล้องที่พ่อแม่งเป็นแม่สี แดงมั่ง เหลืองมั่ง น้ำเงินมั่ง มันยังมีดีอย่างอื่นด้วย สำหรับขาสแนปมือใหม่แต่งบน้อย นี่เป็นอีกตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้ กล้องออโต้โฟกัสแบบต้นยุค ’80s ให้ความแม่นยำที่เอาเรื่องเลย แถมความเร็วชัตเตอร์ไปถึง 1/500 sec

เคยรีวิวไปนานแล้ว สแนปสนุกมาก มากจนอาจจะไปเปลืองที่ฟิล์มแทน งานเค้าดี เลนส์เค้าไม่ธรรมดา น้ำหนัก, ขนาด, สเปค, ราคา ได้ว่ะ จบ!

6.RICOH 500 GX

ราคาโดยประมาณ 3,500 บาท +

ในบรรดากล้อง Rangefinder แบบเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะไปนึกถึง Minolta Hi-matic F , Olympus 35 DC อะไรแบบนั้น แต่เชื่อเลยว่าหลายคนต้องไม่เคยได้ยินชื่อนี้ Ricoh 500 GX

ตัวนอกสายตานี้ อย่ามองข้าม เพราะมันมีไม้เด็ดที่ไม่มีกล้องในระดับเดียวกันมีเลยสักตัวเดียว นั่นคือเวลาที่เข้าสู่โหมดเมนวล กล้องก็ยังวัดแสงให้แบบผ่านเลนส์อยู่ ทำให้มันทำงานเต็มตีนได้ทั้งกึ่งออโต้ (แบบ Shutter Priority เราเลือกความเร็วชัตเตอร์ กล้องหาค่ารูรับแสงให้) และเมนวล

ที่สำคัญอีกอย่างคือเลนส์! ภาพที่ได้คืออย่างว้าวอ่ะ ไม่น่าเชื่อ เอางี้.. เราเคยถ่ายงานปริ้นท์แสดงงานมาแล้ว อย่างเนียนว่ะ

5.Olympus mju 1

ราคาโดยประมาณ 4,500 บาท +/-

ต้องถือว่านี่เป็นกล้องออโต้คอมแพคที่เหลือรอดจากสึนามิราคาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จริง ๆ ไอ้นี่แหละเป็นตัวแรก ๆ เลยนะที่ราคาขึ้น แต่ทีหลังนี่เพื่อน ๆ เค้าขึ้นไปโน่นเลย ขั้วโลกเหนือ โหดกว่าเยอะ นี่เลยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

โอเค มันอาจจะไม่ได้ถูกสำหรับมือใหม่ ถ้าเทียบกับไอ้พวกกล้องซูมที่มีให้เลือกเพียบ แต่..ถ้าขอเน้นคุณภาพด้วย เลนส์ Fixed ของ mju ถือว่าเป็นตำนานมาตั้งแต่สมัย Olympus XA และเราก็จะบอกบ่อย ๆ ว่า เลนส์ซูมมันจะถูกออกแบบมาอีกแบบ ทำให้มันสู้เลนส์ Fixed ไม่ได้เลย

สรุปคือ ด้วยขนาดเล็ก เข้ามือ ใช้ง่าย สเปคดี เลนส์ระยะ 35mm. F/3.5 ความเร็วชัตเตอร์วิ่งไปถึง 1/500 sec พอแล้วมึง ชีวิตนี้ ถ้าจะมาสายคอมแพคแต่ตังค์น้อย เจ็บหน่อยแต่ดี

4.Olympus OM-10

ราคาโดยประมาณ 5,000-5,500 บาท

ถึงจะเป็นคนไม่ค่อยใช้กล้อง SLR แต่เวลาให้นึกถึง SLR ที่คอมแพค พกง่าย ๆ ต้องนี่เลย OM-10 มันใช้งานสบายมากจริง แต่มันจะเน้นไปที่ออโต้เลยนะ เป็นแบบ Aperture Priority หรือเราเลือกรูรับแสงก่อน กล้องจะคำนวณความเร็วชัตเตอร์ให้

แล้วมันก็มีทางเลือกนิดหน่อยสำหรับคนอยากลองของ สามารถซื้อตัว Adapter ของมันเสียบสำหรับปรับความเร็วชัตเตอร์ได้เอง (แต่กล้องจะไม่วัดแสงให้) ตรงนี้ไม่แนะนำว่ะ ไม่เวิร์ค ไม่หนุก ให้มองมันเป็นกล้องกึ่งออโต้ไปเลยดีกว่า

ส่วนคนที่ชอบ OM-1 แล้วจะใช้ตัวนี้ ต้องบอกเลยว่าคนละ feel เลยนะ คนละเรื่อง ตัวนี้สำหรับคนชอบเบา ๆ ง่าย ๆ สะดวกแต่งานดี ต้องทางนี้เลย

3.Olympus Pen EED

ราคาโดยประมาณ 4,000 บาท +/-

พูดเรื่องประหยัด จะไม่พูดถึงกล้อง Half-Frame ไม่ได้ ถ่ายให้มือเป็นง่อยไปเลย 72 รูป แต่ข้อเสียของมันก็คือคุณภาพภาพที่ได้ เพราะส่วนใหญ่มันเกิดในยุค ’60s หรือ 60 ปี!! มันก็ต้องดูกันให้ดี ๆ

มีสองอย่างที่เราตัดสินใจคือ คุณภาพภาพ และการใช้งานที่ง่าย และไอ้ Pen EED ก็ให้สองอย่างที่ว่านี้ได้ แต่ตัวนี้ให้น้ำหนักไปทางใช้งานง่ายนะ เราชอบทั้งขนาด, น้ำหนัก กำลังเข้ามือเลย ส่วนคุณภาพถือว่าไม่เลว ด้วยความที่มันอยู่ช่วงปลายยุคกล้อง Half-Frame แล้ว ก็มีสุดอ่ะของ Olympus ถ้าเวลาสแกนก็บอกร้าน ขอเอาที่ละเอียดที่สุด ภาพที่ออกมาทำได้ดีเลย เจ๋ง

2.Canon Demi EE 17

ราคาโดยประมาณ 4,000 บาท +/-

เป็นอีกหนึ่งกล้อง Half-Frame ที่อยู่ในระดับตัว Top ด้วยสเปคที่ให้, ขนาด, น้ำหนัก (น้ำหนักอาจจะหนักไปหน่อย แต่เข้าใจได้สำหรับกล้องยุคนั้น) จริง ๆ Demi มีความน่าใช้ทุกรุ่นเพียงแต่ การใช้พลังงานจากเซเลเนียมมันทำให้ต้องมองข้ามไป เพราะโอกาสเสี่ยงที่จะเจ็บสูงมาก ๆ แต่พอมาถึง EE 17 มันใช้แบต Cds แล้ว ไว้ใจได้

ทำไมเราถึงวางให้มันคุ้มค่าถึงอันดับ 2 ? ก็ต้องบอกก่อนว่า คนชอบถามว่าตัวนี้ กับ Pen EED เอาตัวไหนดี ? สรุปคือมันคนละทางตรงที่ถ้าใครชอบคล่องตัว ไป EED ใครอยากโปร เล่นท่ายากมาทางนี้

ภาพที่ถ่าย บอกได้เลยว่ามันใช้เลนส์คุณภาพดีมาก ช่วยให้ภาพที่มันจะ Drop เพราะเป็น Half-frame ลดน้อยลงไปเยอะ

และอีกส่วนที่สำคัญคือการทำงานที่ครบมาก ๆ สำหรับสายโชว์พาว นอกจากออโต้แล้ว เมนวลก็มา ในโหมดออโต้จะเป็น Shutter Speed Priority คือปรับความเร็วชัตเตอร์เอง แล้วกล้องจะหาค่ารูรับแสงให้ โดยใน Viewfinder จะบอกทั้งระยะโฟกัสและค่ารูรับแสง ซึ่งก็สะดวกดี

หรือใครจะเมนวลไปเลยทุกอย่างก็ทำได้ และด้วยวัสดุที่ดี ที่เราประทับใจคือน้ำหนักการโฟกัส มันนุ่ม Smooth มือมาก ว่าง ๆ ก็นั่งหมุนเล่นเพลิน ๆ ได้ ส่วนระยะเลนส์ที่ 30mm. f/1.7 (เราไม่ได้ว้าวกับรูรับแสงกว้าง ๆ นะ แต่คนที่ชอบก็จะเฮ้ยดีว่ะไปเลย) ซึ่งต้องคูณ 1.4 เพราะเป็น Half-frame ก็จะเท่ากับระยะ 42mm. ในกล้องปกติ ก็แคบแบบรับได้สำหรับเรา แต่กับคนทั่วไป ต้องถือได้ว่ากำลังดีเลย

ทั้งการเป็น Half-frame ,วัสดุที่ดี ,เลนส์ที่ดี ,ฟังก์ชั่นคุ้ม ที่สำคัญ ราคาไม่แรง ก็เอาไปเลย!! อันดับ 2

1.Pentax PC35AF

ราคาโดยประมาณ 3,500-4,000 บาท

ก่อนหน้าจะเคยใช้ มันเป็นกล้องที่เราไม่เคยรู้จักเลย แบบมีมึงอยู่บนโลกด้วยเหรอวะ ย้อนกลับไปดูได้ในคลิป วันที่เราเจอครั้งแรก ซึ่งพอเปิดดูสเปคคร่าว ๆ เอาแค่เลนส์ 35mm. f/2.8 แล้ว เปิด-ปิดแฟลชเองได้ก็ Buy เลย สำหรับกล้องยุคปี 1982 ถือว่าไม่เลว

เราซื้อที่ร้าน Flim ที่ตลาดรถไฟฯ พอดีไปช่วงกลางคืน แม่งเจอของโหดเลย ใส่แค่ฟิล์ม ColorPlus ISO 200 ระบบออโต้กะระยะโฟกัสมึงต้องเจ๋งนะ ถึงจะได้ (มันเป็นออโต้โฟกัสยุคแรก คือช่วยหากะระยะ) มือนิ่ง ใจต้องนิ่ง

สัมผัสแรกที่เราชอบคือการขึ้นฟิล์มและชัตเตอร์ที่ไม่ลึกเกินไป ไม่เบาเกินไป ทำให้ถ่ายแบบนิ่ง ๆ ได้ง่ายขึ้น (นึกถึง Olympus ตระกูล XA ที่มึงจะลั่นไปไหน พ่อเป็นปืนเหรอ)

ปรากฏว่า มันให้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ! มันสามารถถ่ายไฟนีออนได้อย่างแม่นยำทั้งไกลและใกล้ แถมชัตเตอร์น้ำหนักดีมาก หลังจากนั้นก็ได้ไปลองอีกพักนึง แต่ไม่ได้ทำรีวิวไว้ มันเป็นกล้องที่ถ่ายสนุกมาก ๆ เราเป็นคนที่ชอบการขึ้นฟิล์มแบบดั้งเดิม คือขึ้นเอง มันได้ฟิลลิ่งที่สะใจดี ความคมของภาพถือได้ว่าเยี่ยมเลยเมื่อเทียบกับกล้องในยุคเดียวกัน เผลอ ๆ ก็ดีพอ ๆ กับกล้องหลายตัวในยุค 90s ด้วยซ้ำ

ไอ้ PC35AF นี่ต้องดูดี ๆ เพราะมันมี 3 เจนฯ คือเจน 1 จะมีตัว Film Wilder ถอดแยกได้ ส่วนเจน 2 และ 3 จะติด Film Wider มาเลย (ดูจากรีวิวนี้) เราชอบ และแนะนำเจน 1 เพราะ Film Wilder ทำให้มันเทอะทะและไม่ได้มีประโยชน์ (ต้องเข้าใจว่าในยุคนั้น การที่กล้องขึ้นฟิล์มได้เอง ถือว่าไฮเทคสัส แต่ตอนนี้คือภาระสัส) พอมันไม่มี Film Wilder มันจะตัวเล็กเลย เข้ามือมาก

เราถ่ายจนสามารถทำซีนได้โปรเจคนึง โดยที่ดูไม่ออกเลยว่ามาจากกล้องออโต้ปี 1982 และตามการจัดลำดับ ที่เราให้อันดับ 1 เพราะราคาแค่ราว ๆ 4,000 บาท กับสิ่งที่กล้องให้ มันคุ้มมาก ๆ จริง ๆ เว้ยย

 

บทความ โดย Sun

ผู้สนับสนุนหลัก  Husband and Wife Shop

จำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพฟิล์มกล้องอุปกรณ์ล้างฟิล์มสแกนฟิล์มและบริการต่างๆ

Exit mobile version