เหตุผลที่เราถ่ายสตรีทด้วยกล้องฟิล์ม

ถ้าคนที่ติดตามอ่านบล็อกเกี่ยวกับถ่ายรูปโน่นนั่นนี่เยอะๆ อาจจะผ่านๆมาบล็อกที่ชื่อว่า สยาม.มนุษย์.สตรีท ว่าด้วยเรื่องการถ่ายสตรีท แด่สตรีทชาวไทยโดยเฉพาะ (เพราะส่วนใหญ่บล็อกเรื่องสตรีทมักเป็นภาษาอังกฤษ แต่นี่ล่อเขียนเป็นไทยกันทั้งบล็อก..) ซึ่งตอนนี้นอกจากบล็อกของเราเองที่เขียนอยู่นี่ ก็ไปทำบล็อกนั้นอยู่ด้วย อาจจะเขียนเยอะกว่าบล็อกตัวเองอีก เป็นเหตุให้ช่วงหลังเราอัพเดทน้อยไปหน่อย ถ้าใครสนใจเรื่องการถ่ายสตรีท ไม่มีความรู้เลย และเราเองก็เชื่อว่า…สิ่งที่รู้ๆกันมาเกี่ยวกับการถ่ายสตรีทเนี่ย ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ ก็ลองเข้าไปอ่านกันดูได้ ด้วยความที่เราถ่ายสตรีทอย่างจริงจัง บวกกับความที่เราใช้แต่กล้องฟิล์ม ก็เลยทำให้เรากลายเป็นมนุษย์กล้องฟิล์มที่ถ่ายสตรีท.. ซึ่งสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครเค้าถ่ายสตรีทกันด้วยกล้องฟิล์มเท่าไหร่ เหตุผลง่ายๆก็คือ มันเปลือง..นั่นเอง โดยปกติสามัญของคนถ่ายกล้องฟิล์ม มักจะมาคู่กับความพิถีพิถันบรรจงกดชัตเตอร์ แต่ละรูปที่จะถ่ายนี่คิดแล้วคิดอีก เพราะฟิล์มม้วนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆใช่มั๊ย ก็เห็นกันอยู่แทบทุกคนแหล่ะ (แต่ก็ยังใช้กันอยู่นั่นแหล่ะ หุๆ) นึกไปถึงป้าวิเวียน (Vivian Mier คงรู้จักกันนะ ถ้าไม่รู้จักลองกูเกิ้ลดูได้) การที่แกถ่ายสตรีทตั้งแต่ยุค ’60s นั้น ไม่แปลกใจที่หลังจากป้าแกตายไปแล้ว จะยังคงมีฟิล์มที่ยังไม่ได้ล้างอีกเป็นพันๆม้วนตกค้างอยู่ การถ่ายสตรีทไม่ใช่ว่ามันจะไม่พิถีพิถันในการถ่ายนะ แต่ว่าด้วยหลักการที่ส่วนใหญ่เป็นการจับภาพในเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่ได้พร้อมจะอยู่กับที่ให้เราถ่ายจนเสร็จเรียบร้อย  (เพราะทุกอย่างไม่มีการจัดฉาก) ทำให้แต่ละช็อตจำเป็นจะต้องย้ำซ้ำลงไปให้มั่นใจว่าได้จังหวะที่ดีที่สุดจริงๆ ลองนึกง่ายๆว่าเวลาช่างภาพข่าวกีฬาถ่ายรถแข่งหรือนักวิ่ง นักมวย อะไรก็แล้วแต่ ก็จะต้องมีโหมดการรัวแหลกชัตเตอร์กันเกิดขึ้น เพื่อให้ได้ช็อตที่ดีที่สุด ขอขายของนิดนึง.. ชมคลิปของพวกเรา สยาม.มนุษย์.สตรีท ได้ เพิ่งเริ่มเป็นคลิบแรก ย้อนกลับมาที่ตัวเรา จริงๆแล้วการถ่ายสตรีทให้สะดวกสบาย…

13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 2

ความเดิมตอนที่แล้ว  13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 1 ขี้เกียจเล่าต่ออยู่นานเลย รู้สึกว่าถ้าไม่เล่าจะยิ่งลืมและขี้เกียจพิมพ์อีกต่างหาก เลยกัดฟันพิมพ์ต่อไป (ดูลำบากเนอะ) หลังจากที่เราอยู่ในลอนดอนมา 5 วันแล้ว ในแพลนเราคือตั้งใจว่าจะออกจากลอนดอนไปเที่ยวที่ Cornwall เมืองชายทะเลอันลือชื่อ สมัยเด็กๆเราเคยเห็นภาพ Cornwall ในหนังอะไรสักอย่างแหล่ะ จำไม่ได้เหมือนกัน แต่มันจำติดตากับภาพประภาคารท่ามกลางอากาศขมุกขมัว ดูเศร้าจัง แต่ในความเศร้า มันก็ดูสวยอย่างประหลาด เลยรู้สึกว่าสักวันจะไปเยือน แม้ว่าจะมาถึงอังกฤษอยู่หลายที แต่ทุกทีก็มีที่อื่นให้ต้องไปก่อนตลอดเลย จนมาครั้งนี้ก็คิดว่า เออ..ไปสักทีเว้ย ซึ่งคราวนี้เลยตั้งใจว่าจะขับรถไป เพราะขับไปไม่ยาก จะว่าไกลก็ไม่ไกลมากด้วย (ราวๆกรุงเทพ-นครสวรรค์) จะได้มีแวะระหว่างทาง ได้เที่ยวโน่นนั่นนี่บ้าง จากการสำรวจ (ด้วย Google Map) มาแล้ว พบว่าเราสามารถขับรถไปตามทางด่วน ผ่านเมือง Bristol แล้วก็ไปแวะนอนที่ Yeovil สักคืน (เป็นเมืองเล็กๆก่อนจะถึง Cornwall นิดหน่อย) จะได้ไม่เหนื่อยเกินไป แล้วค่อยขับไปถึง Cornwall ซึ่งสมัยนี้การจองอะไรต่างๆนี่สบายมาก จองรถเอย จองที่พักเอย เช้าวันที่…

“อนาคตกล้องฟิล์มในอีกไม่กี่ปีนี้ จะเป็นยังไง?”

ภาพ Alfred Bina เมื่อวานนี้  เป็นข่าวสะเทือนวงการคนรักฟิล์มอีกเป็นระลอก นั่นคือการประกาศยกเลิกการผลิตฟิล์ม FP-100 ฟิล์มประเภทโพลารอยด์ที่ฉีกออก (แปลเป็นไทยแล้วยากจุง.. คือถ่ายเสร็จแล้วดึงแผ่นที่ปิดเอาไว้ออก สักพักภาพมันจะปรากฏขึ้นมาน่ะนะ) ของทาง Fujifilm ซึ่งถือว่าเป็นฟิล์มประเภทนี้แบบโปรฯตัวสุดท้ายของโลกแล้ว.. จากนี้ไปก็เตรียมตุนเอาไว้เลยสำหรับคนที่ใช้อยู่เป็นประจำ (สมัยก่อนมักใช้กับพวกกล้อง Medium Format เวลาที่ช่างภาพเค้าจะถ่ายเทสดูว่าจัดแสงโอเคมั๊ย ก่อนจะถ่ายด้วยฟิล์ม Medium Format จริงๆ อะไรแบบนี้) จนมีการออกมาเรียกร้องกัน บางคนถึงกับสร้าง #Fujinotfilm เป็นการตอบโต้ทาง Fujifilm กันอย่างดุเดือด เราก็เลยมานั่งทบทวนว่า “อนาคตฟิล์มในอีกไม่กี่ปีนี้ จะเป็นยังไงวะ?” ซึ่งเราเคยเขียนเอาไว้เรื่องนึงคือเรื่อง “ฟิล์มยังไม่ตาย ยังอยู่ได้เพราะดิจิทัล” แต่วันนี้จะมาชวนให้คิดอีกมุมนึง สำหรับเรา.. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้ Fujifilm ประกาศยกเลิกการผลิตฟิล์มอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีมานี้ ไอ้ตัวเด็ดๆอย่าง Provia 400X หรือ Neopan Acros 400 อะไรแบบนี้ จนเหลือฟิล์มหลักๆอยู่ไม่กี่ตัว ตัวอย่างเช่น Fujicolor Superia ทั้งหลายแหล่…

ทำไงดี? กลัวฟิล์ม Fog เวลาโดน X-ray ตอนเดินทางไปต่างประเทศ

ปัญหาโลกแตกทุกครั้ง โดยเฉพาะเวลาช่วงหน้าเทศกาลที่คนไปเที่ยวต่างประเทศกันเยอะๆ มักจะมีคำถามมาบ่อยๆว่า “พี่.. จะไปประเทศ XXX พกฟิล์มไปจะเป็นอะไรมั๊ย?” อาจจะด้วยเพราะคำขู่ที่มีมานมนานเกี่ยวกับปัญหา “Fog” หรือผลกระทบต่อฟิล์มที่ยังไม่มีการถ่าย โดยเครื่อง X-ray ตามสนามบิน ทำให้เกิดเอฟเฟคคล้ายๆหมอกบนภาพ มีผลต่อสุขภาพจิตของคนรักฟิล์มเสมอมา ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบที่เกิดจาก X-ray ที่เอามาแชร์ๆกัน อาจจะเกิดจากปัญหาอื่นๆได้อีกมากมาย เช่น กล้องมีปัญหา , การถ่ายภาพที่มีปัญหา , การล้างฟิล์มที่มีปัญหา , การสแกนฟิล์มที่มีปัญหา ฯลฯ แต่ด้วยความนอยด์ ก็เลยเหมารวมไปว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากเอาฟิล์มผ่านเครื่อง X-ray ก็เป็นไปได้ด้วย เราก็เลยทำการพิสูจน์ให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นการเสี่ยงตายครั้งสำคัญ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เราแบกฟิล์มกว่า 50 ม้วน คละแบบ ตั้งแต่ ISO 50 ยัน ISO 400 (ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ตามคู่มือของปัญหาการ X-ray จะบอกว่า ฟิล์มที่มีความไวแสงสูงจะมีปัญหามากกว่า) เดินทางจากกรุงเทพ – เวียดนาม และ เวียดนาม…

13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 1

ลอนดอน เป็นเมืองที่ในความคิดเราแม่งคือเมืองโคตร Tourist ทุกอย่างเหมือนเกิดมาเพื่อเก็บตังค์เรา เราแทบไม่รู้จักหน้าตาคนลอนดอนจริงๆ ที่เดินเพ่นพ่านในเมืองมีแต่คนไทย คนจีน คนหลากชาติ ยิ่งลองคิดถึง Big Ben ,Tower Bridge , London Eye อะไรอย่างนั้นแล้ว ใครๆก็ไปยืนถ่ายรูปกับที่พวกนี้ ซึ่งมันน่าเบื่อมั๊ย.. แต่..ในความน่าเบื่อ ลอนดอนกลับมาเสน่ห์บางอย่างที่ดึงเราให้อยากกลับไปที่เยี่ยมมันซ้ำแล้วซ้ำอีก บอกก่อนว่า รีวิวอันนี้ คงจะไม่ใช่รีวิวทริปพาเที่ยวแบบที่เค้าฮิตๆกัน เที่ยวในงบ XXX บาท (เพราะใช้ไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เอาเป็นว่าไม่ถูกไม่แพง) แต่พยายามจะแนะนำการถ่ายรูปไปด้วยมากกว่า เพราะอาชีพคือร้านขายฟิล์ม ขายอุปกรณ์กล้องโน่นนั่นนี่ไง มันก็จำเป็นต้องเอาตัวอย่างฟิล์มแต่ละแบบมาให้ดูกันด้วย ทั้งทริปนี้คือแบกฟิล์มไป 60 ม้วนได้ ยังกะจะเอาไปเปิดท้ายขายฟิล์ม แต่ช่วงวัยนี้เราคือแก่แล้ว ไม่มีไปยืนหน้าเดด ตัวตรง ถ่ายตกขอบๆหน่อย เห็นท้องฟ้าเยอะๆ ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรคูลๆชิคๆขนาดนั้น  แต่ที่เขียนนี่อีกอย่างคือแค่อยากเล่าการทัวร์ที่เพลิดเพลินจำเริญใจ ไปเรื่อยๆเปื่อยๆแบบคนแก่อย่างพวกเรา ย้อนกลับไปวันหนึ่งเมื่อพฤศจิกา ปี 2014 ระหว่างที่เราไปเที่ยวพม่ากับครอบครัวคุณภรรยา ก็เหลือบไปเห็นโปรฯตั๋วไปลอนดอนที่ถูกมากในเฟสบุ๊ค เฮ้ย! หมื่นกว่าบาท! ก็เลยรีบหันไปถามคุณภรรยาว่าไปกันเถอะ พลีส! ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างงงๆ จากนั้นก็รีบ Line ไปถามปิง เพื่อนที่ต้องเรียกว่าเพื่อนกิน…

Kodachrome ตำนานฟิล์มที่สีสวยที่สุดในโลก

หลายครั้งที่มีคนถามเกี่ยวกับฟิล์มสีที่ถ่ายสวยที่สุดคือตัวไหน? ช่างภาพรุ่นใหญ่หลายๆคน ก็มักจะต้องกล่าวถึงเจ้าฟิล์มสีตัวหนึ่งเป็นเสียงเดียวกันเลย จะเปรียบไปแล้ว เจ้าฟิล์มที่ว่านั้นมันก็เหมือนไดโนเสาร์ที่เคยยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้แต่ไม่มีวันฟื้นกลับมาได้ จนเป็นตำนานเล่าต่อกันของช่างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเราพลิกดูรูปถ่ายระดับตำนานทั้งหลายที่เป็นภาพสี แทบจะทั้งหมดนั้นก็จะต้องระบุชื่อเป็นฟิล์มตัวนี้อีกนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ขนาด 8 mm.ที่ถ่ายไว้ในเหตุการณ์ลอบสังหาร JFK เมื่อปี 1963 หรือ เหตุการณ์เรือบิน Hindenberg ไฟไหม้ที่ถูกถ่ายในเวอร์ชั่นสีเมื่อปี 1936 รวมไปถึงภาพนิ่งสาวน้อยอัฟกันสุดคลาสสิคของ Steve McCurry เมื่อปี 1985 ประวัติศาสตร์ของฟิล์มสีที่ยาวนานตั้งแต่ช่วงยุค ’30s ยาวนานถึง 75 ปี นี่คือที่สุดของฟิล์มสีที่กลายเป็นตำนานแบบไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว นั่นก็คือ “Kodachrome” Kodachrome คือแบรนด์ในซีรีย์หนึ่งของ Kodak ผู้ผลิตฟิล์มเจ้าใหญ่ของโลกจนถึงปัจจุบันนี้ (ต้องคอยย้ำอยู่เสมอนะ ว่าเขายังผลิตฟิล์มกันอยู่น่ะ)  มันคือฟิล์มสีสไลด์ที่มีลักษณะสีเฉพาะไม่เหมือนใคร มีวิธีการบันทึกภาพลงบนฟิล์มที่แปลกจากฟิล์มทุกตัว โดดเด่นจนช่างภาพระดับตำนานแทบทุกคนต้องหลงรักมัน เปรียบเสมือนถ้าเป็นฟิล์มขาวดำก็ต้อง Kodak Tri-X ถ้าฟิล์มสีก็ต้อง Kodachrome แบบนั้น ว่ากันว่า ฟิล์ม Kodachrome นั้นไม่มีอะไรแทนได้ เพราะมีสีที่ไม่จัดจ้านเกินไปเหมือน Velvia ของ Fujichrome แต่ดูนุ่มนวล ดูดีมีชาติตระกูลกว่าฟิล์มใดๆ…

Jeff Bridges ช่างภาพกล้องพิสดาร ระดับดารารางวัลออสก้าร์

ใครที่เป็นแฟนๆหนังฮอลลีวูด คงจะคุ้นเคยกันดีกับ Jeff Bridges กันบ้างแหล่ะ ถึงจะไม่ใช่แฟนหนังก็คงคุ้นหน้าแกอยู่ดี เพราะเล่นหนังดังๆไว้เยอะไปหมด คุณน้า Jeff นี่แกมีความเป็นศิลปินสูงมาก ไม่ใช่แต่เป็นดาราฝีมือดี (ถ้าจำได้คือแกคว้าออสก้าร์จากบทนำในหนังเรื่อง Crazy Heart ที่แกเล่นเป็นศิลปินคันทรี่แหลวแหลกนั่นแหล่ะ )  แกยังเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง ทำอัลบั้มของตัวเองมาก็หลายชุด แถมตระเวนเล่นคอนเสิร์ตด้วย และที่สำคัญ… แกเป็นช่างภาพ ความเป็นช่างภาพในตัวแกนี่ก็ไม่ธรรมดาเลย เราเป็นคนที่ชื่นชมและชื่นชอบช่างภาพที่ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง ไม่วอกแวกไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีลายเซ็นต์  มีวิธีการถ่ายภาพ การสื่อสารในเรื่องราวที่อยากจะเล่าจากมุมมองที่ชัดเจน ซึ่งน้า Jeff แก มีคุณสมบัตินั้นครบถ้วนเลย Jeff Bridges แกเริ่มถ่ายภาพมาตั้งแต่สมัยมัธยมโน่น จริงจังถึงขนาดล้างฟิล์ม อัดภาพเองอย่างบ้าคลั่ง น้าแกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆแล้วสมัยก่อนแกก็ไม่ได้ชอบล้างฟิล์มเท่าไหร่เลย แต่มันดันเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ( ถ้าไม่ล้างฟิล์มก็ไม่ได้เห็นภาพน่ะสิ..) แต่แกชอบมากคือขั้นตอนของการอัดภาพ! การที่ได้เห็นภาพมันค่อยๆปรากฏขึ้นมา มันเหมือนความมหัศจรรย์ ความภูมิใจที่ใช้เวลากับมันตั้งแต่ถ่าย ล้าง ยันอัดภาพ ซึ่งหลายๆครั้งก็ลืมไปแล้วว่าได้ถ่ายอะไรมา ทุกครั้งที่ได้อัดภาพ มันก็เลยเสมือนการได้แกะของขวัญวันคริสมาสต์แบบนั้นเลย สิ่งที่เด็ดดวงมากของน้า Jeff แกก็คือ แกหลงใหลในกล้อง Widelux เอามากๆ…

“ฟิล์มยังไม่ตาย” ยังอยู่ได้ เพราะดิจิตอล?

วันก่อนเห็นข่าวที่คนไปต่อแถวซื้อกล้อง Fujifilm ในงานกล้องงานหนึ่งที่กำลังฮิตสุดๆอย่าง X-A2 กัน ลอยเข้ามาใน Feed  ถือเป็นปรากฏการณ์กล้องดิจิตอล Fujifilm ที่ขายดีแบบระเบิดระเบ้อ ตั้งแต่เปิดตัว X-Pro เมื่อหลายปีก่อน ลากมาถึงซีรี่ย์ X100 ลากมาถึงล่าสุด X-A2 ที่พูดถึง มันกลายเป็นกล้องประจำตัวของเด็กวัยรุ่นไทยวันนี้ไปแล้ว เรียกว่าไปไหนก็มีแต่เด็กๆห้อยคอกันแทบทุกคน เราเลยนึกถึงปรากฏการณ์นี้ว่า จริงๆมันเป็นการพึ่งพากันไปมาระหว่างโลกสองโลกนะ ทั้งอนาลอค และ ดิจิตอล นอกจากดิจิตอลจะพึ่งพาความเป็นอนาลอคแล้ว ในทางกลับกันเอง กล้องฟิล์มก็ได้พลังส่งจากจุดนี้ ทำให้ฟิล์มมันอยู่รอดท่ามกลางโลกที่มีแต่เทคโนโลยีล้ำๆกันไปได้ มันพึ่งพากันยังไง? ถ้านึกย้อนกลับไปหลายปีก่อนหน้านั้นไป Instagram โซเชียลที่สร้างพฤติกรรมใหม่ให้กับคนยุคนี้ ด้วยการสื่อสารด้วยรูปภาพแทนคำพูด (ถึงแม้ว่าคนไทยจะสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือขายครีม ขายของออนไลน์ไปได้ ฝรั่งคงจะงงว่ามึงมาถึงจุดนี้ไม่ยังไง?) จุดหนึ่งที่มันทำให้ Instagram ฮิตติดลมไปได้ ก็คงต้องยกความดีให้กับเอฟเฟคแบบกล้องโพลารอยด์ , Square Format แบบกล้อง Medium Format ฯลฯ ถือเป็นการดึงเอาเสน่ห์ของกล้องฟิล์มมาใช้ได้ถูกจริตคนมาก หรือแม้แต่การมาของแอพ , Plugins ที่ชื่อว่า VSCO เรียกว่าใช้เสน่ห์คล้ายๆกับที่ Instagram…

ตอบข้อสงสัย ฟิล์มหนัง Cinestill ดียังไง?

จากครั้งสุดท้ายที่เราเขียนรีวิวถึงฟิล์มหนัง Cinestill 800T แป๊ปๆก็ผ่านไปเป็นปีอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นเป็นการทดลองม้วนแรกๆ ซึ่งก็ยังไม่มีคนฮิตฟิล์มหนังเลย พอหลังจากเขียนรีวิวตัวนั้น เราถ่ายมาอีกนับไม่ถ้วน จน Cinestill มีทั้งรุ่น 800T และรุ่น 50D  ออกมา เรียกว่าเป็นฟิล์มตัวโปรดเลยล่ะ ช่วงหลังๆมานี้มีคนฮิตเอาฟิล์มหนังค้างสต็อกมาโรลม้วนขายกันเอง มีทั้งแบบไม่ได้เอาคาร์บอนออก (ซึ่งต้องให้ร้านที่ล้างฟิล์มพวกนี้เป็นเท่านั้นล้าง ไม่งั้นเสียหมดนะ) หรือจะแบบเอาคาร์บอนออกให้แล้วก็เห็นมีคนบอกมาเหมือนกัน ในราคาถูกเชียวล่ะ ก็เลยมีคนมาถามเราเยอะมากว่ามันจะต่างจาก Cinestill ยังไง? ก็เลยคิดว่าจะเอามาเขียนไว้เลย เวลาใครถามจะได้เอาลิ้งนี้แปะให้อ่าน 555 เรื่องนี้เราเคยอธิบายไว้ในเพจนานแล้ว ตั้งแต่เคยคุยกับ Brian Wright ซึ่งเป็นเจ้าของ/ผู้พัฒนา Cinestill (บริษัทอยู่ที่อเมริกา) เคยเล่าให้แกฟังว่าที่เมืองไทย เดี๋ยวนี้เขามีทำกันแบบนี้นะ Brian รีบบอกเลยว่า “เฮ้! ยูระวังนะ ยิ่งฟิล์มที่บอกว่าเอาคาร์บอนออกแล้วน่ะ มันเสี่ยงต่อเนื้อฟิล์มมากเลย (ไม่ได้พูดไทยนะ เราแปลมา 55)” แล้วอธิบายให้ฟังว่า การโรลฟิล์มเองหรือการเอาคาร์บอนที่เคลือบฟิล์มหนังออกเองแบบ Handmade นั้น แตกต่างจากวิธีที่ Cinestill ใช้มาก เอาง่ายๆก่อนคือ ฟิล์ม Cinestill ไม่ใช่ฟิล์มหนังที่เอามาโรลใหม่…

Robert Capa ตำนานช่างภาพที่ชีวิตยิ่งกว่าหนัง

“ถ้ารูปคุณยังไม่ดีพอ แสดงว่าคุณยังเข้าใกล้ไม่พอ” ประโยคเด็ดที่มักจะลอยมาในสมอง ระหว่างที่เราพยายามฝึกฝนการถ่ายรูปแนวสตรีทอย่างจริงจัง หลายๆครั้งมักจะเจอว่า รูปที่คิดว่าน่าจะดี กลับออกมาไม่ดี ก็ประโยคนี้แหล่ะ ที่ทำหน้าที่เสมือนไม้เรียวของคุณครูคอยหวดอยู่ในสำนึก Robert Capa ตำนานช่างภาพที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เป็นคนพูดประโยคที่ว่านี้ไว้เมื่อนานมาแล้ว ถ้าอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ปู่ Capa ก็น่าจะอายุสักร้อยนิดหน่อยแล้ว อะไร..ทำให้คุณปู่เป็นตำนาน นอกจากความเก๋าแล้ว แกยังมีความเก๋ในชีวิตมากมาย หล่อเฟี้ยวเปรี้ยวจี๊ด แต่ลุยเสี่ยงตายถึงที่สุด จนอยากให้มีผู้กำกับสักคน หยิบเรื่องของแกมาทำเป็นหนังสักเรื่องจริงๆ Robert Capa เป็นคนฮังการี พ่อแม่แกเปิดร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่บุดดาเปส เรียกได้ว่าดังพอตัวในเรื่องการออกแบบและคุณภาพเลยล่ะ คนใหญ่คนโตก็ชอบมาตัดกันที่ร้านนี้ แม่แกนี่ค่อนข้างมีความเป็นนักธุรกิจสูง เข้าใจเรื่องการเข้าหาคน วิ่งหารูปแบบดีไซน์ใหม่ๆมาอะไรแบบนี้ (แนวๆว่าแม่เป็นหัวหน้าครอบครัว) ก็เรียกว่าช่วงที่ Capa โตมานี่ ที่บ้านจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาดูแลลูกๆเท่าไหร่ ทำให้แกมีอิสระสูง ช่วงวัยพรีทีน แกมีเพื่อนสาวคนสนิทคนหนึ่ง ชอบถ่ายรูปด้วยกล้อง Kodak Brownie มาก จน Capa เลยพลอยกลายเป็นนายแบบประจำตัวไปโดยปริยาย ตอนหลังสาวคนนี้ก็เลยไปเรียนและเป็นช่างภาพอย่างจริงจังในแนว Portrait , Landscape และเป็นแรงผลักดันหนึ่งในการที่ทำให้ Capa อยากเป็นช่างภาพเช่นกัน…

Bill Cunningham ช่างภาพแฟชั่นข้างถนน ผู้ร่ำรวยความสุข

วันก่อน ระหว่างที่เปิดหาคลิปความรู้เรื่อง Street Photo ไปมา บังเอิญเหลือบไปเห็นชื่อหนังสารคดีที่ผ่านตาบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้ดูสักที นั่นก็คือ “Bill Cunningham New York” สารคดีของช่างภาพสตรีทสายแฟชั่นชื่อดังของ The New York Times ที่สิงสถิตอยู่ใน New York มาเกือบทั้งชีวิต เหล่าเซเลบ ดารา เหล่าบ.ก.นิตยสารยักษ์ใหญ่ (เอาเป็นว่าระดับ Anna Wintour ) ต้องเกรงใจ แต่แกกลับใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก ง่ายมากซะแบบคนทั่วไปมองว่าจนนั่นแหล่ะ ที่สำคัญคือแกอายุอานามก็ปาเข้าไป 86 แล้ว เราชอบดูงานสตรีทของศิลปินทุกยุคทุกสมัย ซึ่งแต่ละคนสไตล์ก็แตกต่างกันไปตามบุคลิกนิสัยใจคอ แต่สำหรับแนวแฟชั่นนี่เรายอมรับเลยว่า ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ คืออาจจะชอบแนว Street Portrait อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดเจาะจงแบบลุงแกนี่ ก็เลยเป็นสาเหตุที่ปล่อยผ่านสารคดีเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆไป แต่ด้วยอะไรมาสะกิดต่อม ก็เลยลองเปิด Netflix หาดู ดันมีซะอีกแน่ะ.. (จริงๆแล้วถ้า search ใน youtube ก็มีนะ) ต้องบอกเลยว่าตลอดเวลาชั่วโมงกว่า Bill Cunningham New…

เหล่าช่างภาพหัวรั้น ที่ไม่ยอมหันหลังให้กล้องฟิล์ม

แปลจากบทความ The photographers who refuse to abandon traditional film cameras ของ BBC จริงๆแล้ว การถ่ายรูปด้วยฟิล์ม ควรจะตายไปด้วยน้ำมือของยุคแห่งการถ่ายรูปดิจิตอลไปแล้ว แต่เหล่าบรรดาผู้คลั่งไคล้ฟิล์ม กลับยังไม่ยอมทิ้งสิ่งที่พวกเขารักไป. Stephen Dowling จะมาหาคำตอบกันว่า ทำไม? ฟิล์มถึงยังคงอยู่ในกระแสได้ Patrick Joust ช่างถ่ายภาพที่ใช้เวลาหมดไปกับการเดินถ่ายภาพความเป็นไปบนท้องถนนในบัลติมอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งกลางวันและกลางคืน แน่นอนว่าเขาถ่ายมันทั้งหมดด้วยฟิล์ม “มันช่วยให้การทำงานของผมเป็นไปด้วยดี และเป็นไปอย่างที่ต้องการ” Joust ซึ่งมักจะแบกเอากล้องสามตัวไปบนถนน โดยใช้ฟิล์มแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป “กล้องเก่าๆพวกนี้ ช่วยให้คนที่ผมถ่าย ไม่รู้สึกตื่นเกินไป ซึ่งก็ช่วยให้ได้ภาพ Portrait ดีๆเยอะเลย นอกจากการที่มันดูไม่เป็นพิษเป็นภัยแล้ว มันยังทำหน้าที่ได้ดีสำหรับผมด้วย” Joust ปฏิเสธการเปลี่ยนไปใช้กล้องดิจิตอลอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าทุกวันนี้ ใครๆก็ต้องใช้กล้องดิจิตอลกัน ซึ่งก็เลยกลายเป็นว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งในกระแสที่เติบโตขึ้นของช่างถ่ายภาพที่พยายามรักษาการถ่ายรูปด้วยฟิล์มเอาไว้ หลายๆคนก็เป็นช่างภาพที่หันกลับมาใช้ฟิล์มอีกครั้งเช่นกัน แต่มีอีกมากทีเดียวที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เด็กมากซะจนเพิ่งเคยใช้กล้องฟิล์มเป็นครั้งแรก และคนเหล่านี้แหล่ะ ที่กลายเป็นหัวเชื้อสำคัญในการทำให้การถ่ายรูปด้วยฟิล์มมันเติบโตขึ้น จนกลายเรี่ยวแรงสำคัญในการจัดวัน Film Photography Day ซึ่งจัดขึ้นในวันที่…