รูปครอบครัวญี่ปุ่นจากฟิล์มที่ถูกทิ้งไว้ 10 ปี หวังว่าเค้าจะได้เจอ..

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้หากล้องเก่าๆมาขายเท่าไหร่ เพราะไม่มีเวลาเลย แถมเดี๋ยวนี้คนขายกล้องฟิล์มก็เยอะมากกกกก ตามความฮิต จริงๆมันสนุกดีนะ แต่ว่ามันต้องใจเย็นๆเหมือนนั่งตกปลา จะใจร้อนไม่ได้เลย เพราะอาจจะได้กล้องห่วยๆมา พอได้กล้องมาก็ต้องมานั่งเช็คสภาพ ส่วนใหญ่ก็ต้องส่งช่างนั่นล่ะ ชุบชีวิตมันใหม่ บางตัวนี่มันเหมือนหลับไปหลายสิบปี เราชอบอารมณ์ตรงนั้นนะ แบบว่ากล้องที่อยู่ในมือคนอื่นมาหลายสิบปี เจ้าของอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้ ตอนนี้มันฟื้นขึ้นมาทำหน้าที่ของมันได้อีก นอกจากกล้องแล้ว สิ่งที่มักจะได้แถมมาบ่อยๆก็คือ “ฟิล์มค้างกล้อง” คือนึกออกมั๊ยว่าเวลาเราเบื่ออะไรหรือเลิกใช้อะไร มันจะไม่ได้ถูกเลิกใช้แบบเก็บเรียบร้อยเท่าไหร่หรอก ไอ้กล้องนี่ล่ะตัวดี นึกถึงคนถ่ายๆไป ฟิล์มยังไม่หมดม้วนหรอก ก็เกิดไม่ใช้มันซะอย่างนั้น หมกอยู่ในห้องเก็บของอะไรก็ว่าไป นานๆไปก็ลืมแล้วว่าเคยถ่ายอะไร พอมันถูกส่งต่อไปยังซาเล้ง ร้านขายของเก่า อะไรแบบนี้ บางร้านก็ไม่ได้เอาออกหรอก ก็อยู่มันทั้งอย่างนั้น ตอนเราขายกล้องก็เหมือนกัน มันก็มักจะติดมากับกล้องแบบนี้บ่อยๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเรา บางอารมณ์ก็เอาฟิล์มนั่นล่ะไปล้าง (ข้อดีของการล้างฟิล์มเองที่บ้าน) ซึ่งหลายๆครั้งก็นึกว่าเออ ถ้าเราเป็นเจ้าของรูปพวกนี้ เราคงดีใจที่ได้เห็นมันนะ ส่วนหนึ่งที่เราชอบการถ่ายรูปด้วยฟิล์มก็เพราะทุกครั้งที่เราถ่ายไปแล้ว กว่าจะกลับมาล้างแล้วได้ดูรูปเนี่ย มันใช้เวลากว่าดิจิตอลอยู่แล้ว มันเลยได้อารมณ์ว่าเราลืมเรื่องนั้นไปแล้ว พอมาดูอีกทีเหมือนได้เปิดกล่องของขวัญ ลุ้นว่าในนั้นมันจะมีอะไรบ้าง แล้วลองคิดดูว่า ถ้าฟิล์มม้วนนั้น มันไม่ได้ถูกล้างเลยเป็นสิบปี!! แล้วเราได้กลับมาเห็น มันคงเป็นความรู้สึกที่ดีมาก และไอ้เจ้าฟิล์มม้วนนึงที่ติดกล้องมากับเรา มันก็เป็นแบบนั้นเลย เราได้กล้อง Mamiya M Time…

15 วัน ทริปถ่ายรูปโตเกียวอันแสนน่าเบื่อ

นานๆจะได้เขียนบล็อกเป็นเรื่องเที่ยวๆสักที  จริงๆมีทริปญี่ปุ่นที่ไปมาปีก่อนโน้น ขับรถไปซะ 1,600 กิโลฯรอบเกาะ (มีไปเกาะแมวในตำนานด้วย) เรื่องเล่าเยอะเลย แต่…ผ่านไปปีกว่า ก็ไม่ได้เขียน ดองกันต่อไปจนจะลืมหมดแล้ว แก่แล้วสมงสมองเสื่อมหมด ส่วนทริปปีใหม่ที่ผ่านมานี่ ก็ขอสักหน่อยละกันนะ ก่อนที่ความจำจะหายไป (จริงๆคุณภรรยาจดไว้ให้ 55) ไอ้ทริปนี้ มันก็ไม่ได้วิเศษอะไร การไปโตเกียวนี่คนไทยไปกันอย่างกับไปเชียงใหม่  เราแพลนทริปนี้ (อย่าเรียกว่าแพลนเลย เรียกว่าจองเฉยๆละกัน) ล่วงหน้าสัก 3-4 เดือน ด้วยความที่ปลายปีทุกปีจะหาที่เบรคๆกันกับคุณภรรยา แต่คือนึกไม่ออกด้วยความยุ่งๆจากงาน ก็เลยเอาที่คิดว่าสะดวก ไม่ต้องคิดเยอะ ไปตายเอาดาบหน้าได้ เมื่อจองเสร็จก็หันมามองหน้ากัน… ไปทำไมวะ 555 วันที่เดินทางนี่คือวันนั้นทำงานกันทั้งวันเลย ก่อนจะบินนี่ยังทำอยู่เลย เรียกแท๊กซี่ไปสนามบินนั่นแหล่ะถึงแบบ..เฮ้ย ไปๆ ไม่ทันแล้วมึ๊งงง.. จริงๆบล็อกนี่อยากจะเล่าเรื่องถ่ายรูปมากกว่านะ (มันคือทริปแห่งการเทสฟิล์มเกือบ 40 ม้วน) แต่แม่งเลือกไม่ถูกจะพูดอะไร เล่าปนกันเละเทะเลยละกัน พูดเกริ่นถึงเรื่องกล้องเล็กน้อย คือด้วยความที่ตัดสินใจไม่ได้ กล้อง medium format ก็อยากเอาไป แต่ก็เปลืองฟิล์มไป เอากล้อง 35mm ไปถ่ายฟิล์มสีสักตัว เอ๊ะ.. แต่เราต้องเอาฟิล์มขาวดำไปเทสเยอะเลย (คนขายฟิล์มก็เงี้ย…

กว่า100ปี แห่งยุคฟิล์มอนาลอค : บทสัมภาษณ์ FILM FERRANIA ประกาศแผนการกลับสู่สังเวียน

ตลกดีที่เมื่อวานเพิ่งจะเรียบเรียงเป็นบทความ “ถึงคราวปลุกชีพโรงงานฟิล์มระดับตำนาน Ferrania” เสร็จ  เพราะเพิ่งจะมีการเข้าโปรเจค Kickstarter เพื่อนำฟิล์ม Ferrania แบรนด์ระดับโลกที่อายุเฉียด 100 ปี กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตขายจริงสักที มาวันนี้ก็มีบทความต่อเนื่องของ Dylan & Sara ซึ่งอาทิตย์ก่อนเราเพิ่งแปลที่เขาสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง CineStill ไป ( ย้อนกลับไปอ่านได้ในบทสัมภาษณ์  อนาคตของฟิล์มถ่ายรูป : สัมภาษณ์ CineStill บริษัทฟิล์มหน้าใหม่ไฟแรง ) บทสัมภาษณ์ต่อเนื่องอาทิตย์นี้ก็เลยเป็นเรื่องของฟิล์ม Ferrania โดย Dylan เขาสัมภาษณ์ Dave Bias หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่สิ..ผู้ร่วมปลุกชีพ Ferrania ขึ้นมาใหม่ โดย Dave Bias ปกติแล้วทำหน้าที่ในทีมเป็นผู้ผลักดันด้านการขายของ Ferrania ให้เกิดขึ้น โดยมีออฟฟิศอยู่ในอเมริกา ก่อนจะอ่านบทสัมภาษณ์นี้ อยากให้ลองกลับไปอ่านบทความ “ถึงคราวปลุกชีพโรงงานฟิล์มระดับตำนาน Ferrania” ที่เราเพิ่งเขียนไป จะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในสมัยก่อนของโรงงาน Ferrania น่าสนใจมากๆ จะทำให้การอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เข้าใจและสนุกมากขึ้นด้วย เอาล่ะไม่รอช้า มาอ่านบทสัมภาษณ์ของทีม Ferrania…

อนาคตของฟิล์มถ่ายรูป : สัมภาษณ์ CineStill บริษัทฟิล์มหน้าใหม่ไฟแรง

วันนี้งดเขียนเองหนึ่งวัน หันมาแปลบทความนี้ น่าสนใจมากๆนะ บทสัมภาษณ์เจ้าของบริษัท CineStill บริษัทฟิล์มหน้าใหม่ในโลกยุคที่คนถ่ายดิจิตอลกันหมด… นอกจากจะพัฒนาฟิล์มสีจากฟิล์มถ่ายหนังแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งจะออก CineStill BWXX ฟิล์มขาวดำจากฟิล์มถ่ายหนัง ยัง..ยังไม่พอ กำลังทำโปรเจคฟิล์มสีจากฟิล์มหนังที่เป็นฟอร์แมต 120 สำหรับกล้อง Medium Format อีก!!  เค้าคิดยังไง? มีมุมมองต่อวงการนี้ยังไง? คิดว่าคนที่สัมภาษณ์เค้าคงจะสัมภาษณ์ต่ออีกหลายคน ลองแปลมาให้อ่านกัน ตกหล่นยังไงขออภัย  อนาคตของอุตสาหกรรมฟิล์ม : สัมภาษณ์ CineStill บริษัทฟิล์มหน้าใหม่ของวงการ แปลจาก The Future of Film : An Interview with CineStill บทสัมภาษณ์โดย Dylan & Sara ผมเริ่มมองเห็นอนาคตของฟิล์มนะ มันเริ่มกลับมาอีกครั้ง ในช่วงหลายๆสัปดาห์ต่อจากนี้ ผมจะได้สัมภาษณ์บริษัทต่างๆที่มีบทบาทสำคัญมากกับการผลักดันอุตสาหกรรมฟิล์มถ่ายรูปให้เดินไปข้างหน้าอีกครั้ง ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตฟิล์มยักษ์ใหญ่ลดการผลิตลง แต่คนเหล่านี้กลับผลิตมันมากขึ้น! พัฒนาฟิล์มตัวใหม่ๆ ผลิตกล้องฟิล์มใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับฟิล์มมากขึ้น! ในสัปดาห์นี้ ผมจะเริ่มที่ CineStill บริษัทหน้าใหม่ที่พัฒนาฟิล์มตัวใหม่…

เหตุผลดีๆและ 10 อันดับกล้อง Rangefinder ที่ทำให้เราหลงรักกล้องฟิล์ม

ถ้าใครที่เพิ่งหันมาทำความรู้จักกล้องฟิล์มใหม่ๆ มักจะมีคำถามว่า อะไรคือกล้อง Rangefinder วะ? มันต่างจากกล้องประเภทอื่นยังไง? บางคนพอจะรู้ ก็จะถามต่อว่า แล้วมันดีกว่ากล้องแบบอื่นยังไงล่ะ? ซึ่งมีคนถามเยอะมาก เลยคิดว่าจะเขียนนานแล้วล่ะ เพราะหลังจากถามว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่ก็อยากจะให้แนะนำต่อด้วยว่าตัวไหนดี จริงๆแล้ว กล้อง Rangefinder ส่วนใหญ่นี่ค่อนข้างเหมาะกับมือใหม่ที่สนใจกล้องฟิล์มนะ เพราะขนาดของมันจะไม่ใหญ่มาก พกพาง่าย (ก็ไม่ทุกตัวแหล่ะนะ) และให้คุณภาพดีเลิศ เคยอ่านบทความฝรั่งโปรๆถ่ายรูปบางคน เคยเขียนบอกว่า “ถ้าอยากสะดวกก็กล้อง SLR ถ้าอยากได้คุณภาพภาพที่ดี ..ต้อง Rangefinder” ( เราเคยเขียนถึงตอน “เอาล่ะวัยรุ่นทั้งหลาย!.. มาเลือกกล้องฟิล์มที่เหมาะกับตัวเองกันเถอะ.” ลองอ่านดู ) ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ Rangefinder แปลตรงตัวก็คือ กล้องที่มีตัวหาระยะให้ เพราะสมัยก่อน กล้องมันไม่ได้ออโต้โฟกัสนะจ๊ะ ออโต้ด้วยมือตัวเองกันนี่แหล่ะ ซึ่งเดิมๆเลยโหดตรงที่ อยากโฟกัสที่อะไร เราก็กะว่าจากกล้องไปที่วัตถุนั้น มันมีระยะเท่าไหร่? ดูแบบต้องมีความรู้กันบ้าง จะมาไก่กา 1 เมตรนี่ยาวแค่ไหนวะนี่ไม่ได้เลย บางคนกะแม่นก็ดีไป กะมั่วก็เละไป การถือกำเนิด Rangefinder เลยเสมือนเทคโนโลยีสุดยอดของคนถ่ายรูปในสมัยก่อนเลยทีเดียว ไอ้การหาระยะของตัว…

ชีวิตจะเป็นยังไง? ถ้าไปเที่ยวน้ำหนาว พกแค่กล้องฟิล์ม ไม่ใช้แม้แต่ไอโฟน

หลายๆคนได้อ่านเรื่อง “เอาล่ะวัยรุ่นทั้งหลาย!.. มาเลือกกล้องฟิล์มที่เหมาะกับตัวเองกันเถอะ” ที่เราเขียนแนะนำการเลือกซื้อกล้องฟิล์มไป รวมถึงล่าสุดที่เขียนแนะนำ “มาเลือกถ่ายฟิล์มสีให้โดนๆกับ 12 ฟิล์มสีที่หาง่ายๆในตลาด” รวมถึง!! ทุกรีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านที่เขียนไปในบล็อคนี้ก็มีฟีดแบคที่ดีมากนะ หลายๆคนพอจะเลือกกล้องในแบบของตัวได้ แต่หลายๆคนก็อาจจะงงๆอยู่บ้าง ไม่เป็นไร.. แอดมา facebook.com/artyt หรือในบล็อกนี้ หรือแม้แต่ Instagram art3t ก็ถามกันได้นะ เราชื่อ”ซัน”นะ เผื่อใครยังทักไม่ถูก เพราะงงกับชื่อบล็อกเนี่ย พอได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับน้องๆเพื่อนๆพี่ๆหลายๆคนเรื่องการเลือกซื้อกล้องฟิล์ม การถ่ายรูปกล้องฟิล์มแล้ว เลยอยากแชร์ประสบการณ์การเลือกกล้องคู่ใจ ว่าเราเลือกยังไง? เลือกแบบไหน? เลยคิดว่า ถ้าจะแชร์แค่ว่าเลือกกล้องฟิล์มที่ชอบยังไงเฉยๆ ก็คงธรรมดาไป เลยคิดว่าต้องมีตัวอย่างประสบการณ์จริงการออกรอบกันสักหน่อย ว่าถ้าสถานการณ์จริงที่เราใช้งาน เราจะถนัดแบบไหน เอาแบบกล้องฟิล์มล้วนๆเลยนะ ไม่ใช้กล้องดิจิตอล หรือ iPhone , iPad เลย ผลออกมา จะเป็นยังไง?..  และสุดท้ายเลย เราจะถ่ายและล้างฟิล์มเองจนจบขั้นตอน เพราะเคยโดนถามว่า ในเมื่อเราไม่ได้ล้างฟิล์มเอง แล้วมันจะเป็นผลงานเรา 100% ได้ยังไง? พอดีมีช่วงที่เราไปงานแต่งงานเพื่อนที่ลพบุรี ก็แพลนกับคุณภรรยาว่าจะไปเที่ยวกันต่อ วางแผนจองที่พักกันที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว (ซึ่งไม่คาดหวังความหนาว เพราะนี่ก็หน้าร้อนเต็มๆ)…

กล้องฟิล์มกับวัยรุ่นไทย จะยืนยาว หรือชั่วคราว?

ยืนตรง สะพายกล้องฟิล์ม สาวใส่เสื้อยืด Mary is Happy หนุ่มใส่เชิ้ตติดกระดุมบน สาวๆถ่ายแสงแดดอ่อนๆ ดอกไม้และขนมเค้กจากมุมบน ถ่ายรูปดอกไม้ให้ย้อนแสง หนุ่มก็ถ่ายสาวๆที่กำลังถ่ายรูปอีกที ..  นี่อาจจะเป็นคำอธิบายภาพสั้นๆ เกริ่นนำของวัยรุ่นไทยกับกล้องฟิล์มในวันนี้.. เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาที่ผ่านมา เรา คุณภรรยา และเพื่อน และน้องเพื่อน ตัดสินใจเดินทางไปทริปญี่ปุ่นแบบตะลอนๆทางภาคอีสานของญี่ปุ่น ยาวๆ 12 วัน ระยะทางประมาณ 1,600 กิโลฯ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังอินกับกล้อง Mirrorless ที่ขนเอาเลนส์เก่ายุค ‘60s ไปแบบเต็มที่ ซึ่งก็สนุกสนานดีตลอดการเดินทาง ได้ภาพมานับพันรูป แน่นอนว่าถ้าเป็นฟิล์มคงล้มละลายไปแล้ว แต่คุณภรรยาก็พกเอา Olympus Pen EE ปี 1962 พร้อมฟิล์มอีก 3 ม้วนไปถ่ายกันเล่นๆ ตลอดทางที่เราเดินทางไปหลายจังหวัดนั้น จุดที่จะต้องแวะแบบนับครั้งไม่ถ้วนเลยก็คือมินิมาร์ท ไม่ว่าจะ Family Mart หรือ Lawson เพราะเป็นที่เดียวที่จะเข้าห้องน้ำได้ตลอดเวลา เข้าหลายที่มาก และหน้าตาเหมือนกันจนงงว่า เฮ้ย..กูย้อนกลับไปที่เดิมหรือเปล่าวะ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ห้องน้ำในมินิมาร์ทหรอก…..

เหตุผลของการใช้กล้องฟิล์ม ในวันที่โลกใช้ไอโฟนถ่ายรูป

ประมาณปี 1999 เรายังจำได้ว่าเป็นปีแรกที่เราได้สัมผัสกับกล้องดิจิตอลตัวแรก เป็นกล้องดิจิตอลมือสองของ Fujifilm ที่พี่สาวหิ้วกลับมาให้จากญี่ปุ่น ขนาดความละเอียด 1 ล้านพิกเซล เค้าบอกว่า เป็นตัวตกรุ่นแล้วที่ญี่ปุ่น เลยขายถูก ในราคา 10,000 บาท ถือว่าล้ำมากสำหรับวันนั้น สิ่งแรกที่คนเราจะรู้สึกได้และอยากทำกับการมีกล้องดิจิตอลครั้งแรก (ลองจินตนาการในยุคนั้นนะ คนยังถ่ายกล้องฟิล์มกันอยู่) คือ เราสามารถถ่ายทุกสิ่งรอบตัวโดยไม่บันยะบันยัง และไม่ต้องแคร์คนล้างอัดรูป (แม้ว่าเมมโมรี่กล้องวันนั้น จะมีแค่ 16 MB) มันเป็นความแปลกใหม่จนเราลืมเจ้ากล้องฟิล์มไปในทันที เราพกกล้องตัวนั้นติดตัวตลอดทุกๆวัน ถ่ายไปเรื่อยๆอย่างมีความสุข เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ก็ 15 ปี แปลกที่ความล้ำของเทคโนโลยีวันนี้ ทั้งถ่ายรูปได้สวยขึ้น ง่ายขึ้นไม่รู้กี่เท่า มันกลับทำให้เรายิ่งคิดถึงเครื่องมือเก่าๆ ที่ล้าสมัยเข้าไปทุกที ในวันที่มือถือถ่ายรูปได้คุณภาพดี โดยเฉพาะไอโฟนที่ก้าวไปถึงไหนแล้ว บางคนว่ามันดีกว่ากล้องดิจิตอลหลายๆตัวในตลาด จนตลาดกล้องคอมแพคดิจิตอลสะเทือน ต้องดิ้นรนกันอย่างกระอักเลือดในยามนี้ เราเริ่มต้นเขียนบล็อคเกี่ยวกับกล้อง Mirrorless ที่สามารถเอาเลนส์เก่าๆมาใช้ได้ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน วันนั้นเรายังปฏิเสธการถ่ายรูปด้วยฟิล์มแบบเต็มตัว เพราะรู้สึกไม่มั่นใจว่า เราจะใช้มันในชีวิตประจำวันยังไง ถึงแม้ว่าเราจะไล่ถอดเลนส์เก่าของพ่อที่เก็บเอาไว้ เอามาใส่กับกล้องดิจิตอลอย่างสนุกสนาน ได้รูปสวย รูปโทนเก่าถูกใจมาก แม้แต่หลายๆคนที่เล่นกล้องฟิล์มยังคิดว่าเราถ่ายรูปด้วยฟิล์มเลย แต่ความรู้สึกบางอย่างมันเหมือนกับยังไม่สุด ประกอบกับได้ไปอ่านประวัติกล้อง…