13 วันแห่งทริปถ่ายรูปลอนดอน ที่ไม่มีบิ๊กเบน และเซลฟี่ ตอนที่ 1

ลอนดอน เป็นเมืองที่ในความคิดเราแม่งคือเมืองโคตร Tourist ทุกอย่างเหมือนเกิดมาเพื่อเก็บตังค์เรา เราแทบไม่รู้จักหน้าตาคนลอนดอนจริงๆ ที่เดินเพ่นพ่านในเมืองมีแต่คนไทย คนจีน คนหลากชาติ ยิ่งลองคิดถึง Big Ben ,Tower Bridge , London Eye อะไรอย่างนั้นแล้ว ใครๆก็ไปยืนถ่ายรูปกับที่พวกนี้ ซึ่งมันน่าเบื่อมั๊ย.. แต่..ในความน่าเบื่อ ลอนดอนกลับมาเสน่ห์บางอย่างที่ดึงเราให้อยากกลับไปที่เยี่ยมมันซ้ำแล้วซ้ำอีก บอกก่อนว่า รีวิวอันนี้ คงจะไม่ใช่รีวิวทริปพาเที่ยวแบบที่เค้าฮิตๆกัน เที่ยวในงบ XXX บาท (เพราะใช้ไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เอาเป็นว่าไม่ถูกไม่แพง) แต่พยายามจะแนะนำการถ่ายรูปไปด้วยมากกว่า เพราะอาชีพคือร้านขายฟิล์ม ขายอุปกรณ์กล้องโน่นนั่นนี่ไง มันก็จำเป็นต้องเอาตัวอย่างฟิล์มแต่ละแบบมาให้ดูกันด้วย ทั้งทริปนี้คือแบกฟิล์มไป 60 ม้วนได้ ยังกะจะเอาไปเปิดท้ายขายฟิล์ม แต่ช่วงวัยนี้เราคือแก่แล้ว ไม่มีไปยืนหน้าเดด ตัวตรง ถ่ายตกขอบๆหน่อย เห็นท้องฟ้าเยอะๆ ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรคูลๆชิคๆขนาดนั้น  แต่ที่เขียนนี่อีกอย่างคือแค่อยากเล่าการทัวร์ที่เพลิดเพลินจำเริญใจ ไปเรื่อยๆเปื่อยๆแบบคนแก่อย่างพวกเรา ย้อนกลับไปวันหนึ่งเมื่อพฤศจิกา ปี 2014 ระหว่างที่เราไปเที่ยวพม่ากับครอบครัวคุณภรรยา ก็เหลือบไปเห็นโปรฯตั๋วไปลอนดอนที่ถูกมากในเฟสบุ๊ค เฮ้ย! หมื่นกว่าบาท! ก็เลยรีบหันไปถามคุณภรรยาว่าไปกันเถอะ พลีส! ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างงงๆ จากนั้นก็รีบ Line ไปถามปิง เพื่อนที่ต้องเรียกว่าเพื่อนกิน…

รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ Lomo ‘Instant Wide รูปใหญ่ขึ้น สะใจขึ้น!

บอกตรงๆว่า ก่อนหน้าจะลอง Lomo ‘Instant Wide เราไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไหร่ ส่วนตัวก็ทั้งขายทั้งใช้ Lomo ‘Instant ตัวเล็กอยู่เอง ซึ่งผลงานมันก็เอาหนุกๆนะ เพราะกล้องเองก็ปรับอะไรมากไม่ได้ ไม่มีตัววัดแสง ถ้าเกิดถ่ายแบบกดไปเรื่อยๆเปื่อยๆ ผลก็คือ ได้ภาพโอเว่อร์บ้าง อันเดอร์บ้างเป็นธรรมดา เน้นเก๋ๆกันไป วันแรกที่ทาง Lomography Thailand ส่งมาให้ลอง พอเปิดกล่องออกมา ก็ต้องผงะ! ฮึ่ย! ใหญ่ชิบเป๋งเลย (หมายถึงกล้องอ่ะนะ) เรียกว่ายกขึ้นมาบังได้ทั้งหัวเรานี่แหล่ะ (ซึ่งหัวใหญ่มากไง) แต่น้ำหนักมันก็เบานะ ไม่ได้หนักหรอก เพราะเป็นพลาสติกล้วน ก็ต้องนั่งมองมัน ทำใจอยู่พักนึง ลูบๆคลำๆอยู่พักใหญ่ให้ชินขนาดก่อน จากการได้ Unboxing แล้ว เราก็จะเจอออปชั่นที่เรียกว่าจัดเต็มมาก คือมีทุกอย่างที่ Lomo จะทำได้ยัดมาไว้ในนี้หมด อย่างเช็ตนี้ก็มี เลนส์โคตรกว้าง , เลนส์โคตรใกล้ , ตัวช่วยให้ถ่ายภาพได้หลายๆช่องในภาพเดียว (อธิบายยาวมาก ภาษาอังกฤษเขียน “Splitzer” จบ..) , แผ่นเจลสีใส่แฟลช  ที่เด็ดกว่าก็คือ ฝากล้องที่แปลงร่างเป็นรีโมต!…

Kodak ปลุกผีกล้องฟิล์ม Super 8 ในงาน CES 2016

Jeff Clarke ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบันของ Kodak ออกมาโชว์สินค้าที่สวนทางกับทุกสิ่งอย่างในงาน CES 2016 ปีนี้ ที่ปกติแล้วใครๆก็มาโชว์นวัตกรรมที่มันล้ำๆสุดยอดกันทั้งนั้น แต่สำหรับ Kodak กลับโชว์ในสิ่งที่คนรักฟิล์มทั่วโลกต้องตะลึง เมื่อบริษัทเตรียมวางจำหน่ายกล้องถ่ายหนังฟิล์ม 8mm. Kodak Super 8 Camera ซึ่ง Super 8 ดั้งเดิมนั้น เคยวางจำหน่ายเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยคอนเซปของ New Super 8 นี้มันคือการเอาฟังก์ชั่นต่างๆที่ดิจิตอลยุคนี้ไปรวมกับความเป็นอนาลอค ไม่ว่าจะตัวเลนส์ที่เปลี่ยนได้ , มีไมค์ที่สามารถต่อเข้าตรงกับกล้องได้ , จอภาพแสดงผลดิจิตอล, พอร์ตต่างๆที่รองรับไปดิจิตอลได้ ฯลฯ Jeff บอกว่า รายได้จากธุรกิจฟิล์มของ Kodak ปัจจุบันอยู่ที่ 10% ของธุรกิจทั้งหมดของบริษัท  แม้จะไม่ใช่สัดส่วนใหญ่ แต่มันคือแก่นแท้ที่ Kodak พยายามรักษาไว้เสมอ เขาเชื่อว่าจากการที่เหล่าผู้กำกับชั้นแนวหน้าหันมาช่วยผลักดันธุรกิจฟิล์มในช่วงปีสองปีมานี้อย่างหนักหน่วง จนเชื่อว่าน่าจะกลับมาทำกำไรได้ในปีนี้ (อ่านข่าว CEO ของ Kodak ขอบคุณ Star Wars ทำธุรกิจฟิล์มกำไรอีกครั้ง)…

ตัดสินใจได้หรือยัง? ใช้ฟิล์ม ISO เท่าไหร่ดีเวลาไปเที่ยว?

  มีคำถามบ่อยๆ เกี่ยวกับการเลือกใช้ฟิล์ม ว่าควรใช้ฟิล์มไวแสงเท่าไหร่ ทั้งฟิล์มสี ฟิล์มขาวดำเลยนะ โดยเฉพาะเวลาช่วงเทศกาลแบบนี้แหล่ะ เลยคิดว่า เฮ้ย! ทำชาร์ทง่ายๆเบื้องต้น สำหรับคนที่คิดไม่ออกจริงๆ มันคงไม่ได้ลงลึกอะไรมากนะ เหมาะกับคนที่ตัดสินใจไม่ถูกเวลาไปเที่ยวอะไรแบบนี้น่ะ วิธีใช้ก็ง่ายๆ ดูก่อนว่าปกติเราเน้นถ่าย “วิว” หรือ “คน” จากนั้นก็ดูต่อไปว่า สมมติวิวนะ ก็ถ่ายเวลาไหน กลางวัน เช้า อะไรแบบนี้ ก็ลากเส้นตามเส้นสีเดียวกันนั้นไปเรื่อยๆ โดยเราจะบอกประกอบไว้ที่ด้านล่างด้วยว่า ISO เนี่ย ยิ่งสูง ยิ่งได้ความไวชัตเตอร์มากขึ้น แต่เกรนมันจะหยาบนะ อะไรแบบนี้ คิดว่าน่าจะดูกันเข้าใจ     บทความโดย SUN facebook.com/artytsun Instagram @artytL ผู้สนับสนุนหลัก Husband & Wife Film Photography and Bookstore http://www.husbandandwifeshop.com  

CEO ของ Kodak ขอบคุณ Star Wars ทำธุรกิจฟิล์มกำไรอีกครั้ง

ก่อนจะหมดปี 2015 ต้องบันทึกไว้ว่าเป็นปีที่น่าชื่นใจมากๆของธุรกิจฟิล์ม ด้วยอานิสงส์จากการเตรียมออกฉาย Star Wars: The Force Awakens หนังที่คนทั้งโลกรอคอย CEO ของ Kodak ออกมาประกาศว่าคาดธุรกิจฟิล์มจะกำไรอีกครั้งหลังการช่วยเหลือผลักดันจากกลุ่มผู้กำกับแถวหน้าอย่าง Christopher Nolan , Quentin Tarantino , Steven Speilberg รวมไปถึง J.J. abrams ผู้กำกับ Star Wars ที่พูดถึงเป็นต้น หนังฟอร์มยักษ์จากผู้กำกับกลุ่มนี้ที่ผ่านมา ต่างเดินหน้ากระตุ้นการใช้ฟิล์มในการถ่ายทำ รวมถึงช่วยเจรจาต่อรองกับสตูดิโอเองด้วยมาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้ง Interstellar , Jurassic World , The Hateful Eight ที่กำลังจะเข้าฉาย และล่าสุดกับ Star Wars: The Force Awakens ตลอดปี 2015 มีกว่า 90 สตูดิโอใหญ่ และสตูดิโอเล็ก รวมถึงรายการทีวี หันมาใช้ฟิล์มถ่ายทำ…

ความบ้าพลังครั้งใหม่ในการกอบกู้ฟิล์มของ Quentin ในหนัง The Hateful Eight

หนังเรื่องใหม่ที่โคตรน่าดูเลยของ Quentin Tarantino นั่นก็คือ The Hateful Eight หนังยุคคาวบอยดิบเถื่อน ตามล่า หักหลัง ตลกร้ายตามสไตล์ท่านผู้กำกับ แน่นอนว่า Quentin ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับหัวโจกที่ร่วมกันรณรงค์ให้หนังยังคงใช้ฟิล์มถ่ายกัน พยายามสร้างหนังเรื่องนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์อย่างจริงจังขึ้นไปอีกขั้น เมื่อมันถูกพะหน้าเต็มไปในหนังตัวอย่างไว้เลยว่า ถ่ายทำด้วยระบบ Ultra Panavision ฟิล์ม 70mm. !! Quentin ไม่ได้ใช้แค่ CINESCOPE 70mm.  ธรรมดาๆ (ซึ่งนี่ก็ไม่ธรรมดาสำหรับวันนี้แล้ว) แต่..บ้าพลังกว่านั้น เค้าขุด Ultra Panavision ฟอร์แมตที่มีการใช้เพียงไม่กี่เรื่องในโลก และเลิกใช้ไปตั้งแต่ปี 1966 ความเจ๋งของมันก็คือ มันพาโนฯหนักข้อกว่า Cinemascope ซะอีก!! หนังในตำนานที่ใช้ระบบนี้เช่น Ben-Hur เป็นต้น  จินตนาการสัดส่วนว่า ปกติสมัยนี้เรื่องไหนกว้างมากๆสุดๆแล้วก็คือ 2.35:1 ในขณะที่ Ultra จะได้สัดส่วน 2.76:1 !! Quentin ประกาศเอาไว้ว่าจะมีการ Roadshow เพื่อฉายเวอร์ชั่นพิเศษในวันคริสมาสต์นี้ (คือน่าจะโคตรยาวเหมือนหนังสมัยก่อนเลยที่มี Overture…

ลาก่อน กล้อง Holga กล้องทอยในตำนาน

ภาพประกอบหัวข้อบทความ stephanie carter เมื่อวันก่อนนี้มีอีเมลจาก Freestyle ส่งมาซึ่งเขาเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพที่อเมริกาเกี่ยวกับการเลิกจำหน่าย กล้อง Holga ซึ่งถือเป็นกล้องทอยที่มีเอกลักษณ์และโด่งดังในโลกถ่ายถาพอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ใจความของอีเมลก็คือการ Sale โละสต็อคกล้อง Holga นั่นล่ะ แต่คงเป็นเมลการ Sale ที่ค่อนข้างเศร้าของวงการกล้องฟิล์มไปด้วย ซึ่งทางบริษัทแจ้งว่า โรงงานของ Holga ที่ผลิตมายาวนานกว่า 33 ปี จะไม่ผลิตกล้องนี้อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ทาง Holga จะมีการเข้าร่วมกับทาง Kickstarter เพื่อระดมทุนทำกล้อง Holga Digital ก็ตาม ซึ่งโปรเจคนั้นก็ระดมทุนได้ $333,110 (และปัจจุบันก็ยังเปิดให้พรีออเดอร์กันอยู่)     จุดนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Holga ว่าจะเอา Material ของกล้องที่มีอยู่ในโรงงาน แปลงสภาพให้กลายเป็น Holga Digital ในอนาคต เพื่อเคลียร์ทั้งหมดออกจากโรงงาน หรือจะเดินหน้าต่อไป ยังไม่มีความแน่ชัดจากทาง Holga ว่าทิศทางบริษัทจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ทิศทางของ Holga ในช่วงหลายปี ก็มีสินค้าที่เชื่อมโยงไปสู่ดิจิตอล…

Kodachrome ตำนานฟิล์มที่สีสวยที่สุดในโลก

หลายครั้งที่มีคนถามเกี่ยวกับฟิล์มสีที่ถ่ายสวยที่สุดคือตัวไหน? ช่างภาพรุ่นใหญ่หลายๆคน ก็มักจะต้องกล่าวถึงเจ้าฟิล์มสีตัวหนึ่งเป็นเสียงเดียวกันเลย จะเปรียบไปแล้ว เจ้าฟิล์มที่ว่านั้นมันก็เหมือนไดโนเสาร์ที่เคยยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้แต่ไม่มีวันฟื้นกลับมาได้ จนเป็นตำนานเล่าต่อกันของช่างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเราพลิกดูรูปถ่ายระดับตำนานทั้งหลายที่เป็นภาพสี แทบจะทั้งหมดนั้นก็จะต้องระบุชื่อเป็นฟิล์มตัวนี้อีกนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ขนาด 8 mm.ที่ถ่ายไว้ในเหตุการณ์ลอบสังหาร JFK เมื่อปี 1963 หรือ เหตุการณ์เรือบิน Hindenberg ไฟไหม้ที่ถูกถ่ายในเวอร์ชั่นสีเมื่อปี 1936 รวมไปถึงภาพนิ่งสาวน้อยอัฟกันสุดคลาสสิคของ Steve McCurry เมื่อปี 1985 ประวัติศาสตร์ของฟิล์มสีที่ยาวนานตั้งแต่ช่วงยุค ’30s ยาวนานถึง 75 ปี นี่คือที่สุดของฟิล์มสีที่กลายเป็นตำนานแบบไม่มีวันย้อนกลับมาอีกแล้ว นั่นก็คือ “Kodachrome” Kodachrome คือแบรนด์ในซีรีย์หนึ่งของ Kodak ผู้ผลิตฟิล์มเจ้าใหญ่ของโลกจนถึงปัจจุบันนี้ (ต้องคอยย้ำอยู่เสมอนะ ว่าเขายังผลิตฟิล์มกันอยู่น่ะ)  มันคือฟิล์มสีสไลด์ที่มีลักษณะสีเฉพาะไม่เหมือนใคร มีวิธีการบันทึกภาพลงบนฟิล์มที่แปลกจากฟิล์มทุกตัว โดดเด่นจนช่างภาพระดับตำนานแทบทุกคนต้องหลงรักมัน เปรียบเสมือนถ้าเป็นฟิล์มขาวดำก็ต้อง Kodak Tri-X ถ้าฟิล์มสีก็ต้อง Kodachrome แบบนั้น ว่ากันว่า ฟิล์ม Kodachrome นั้นไม่มีอะไรแทนได้ เพราะมีสีที่ไม่จัดจ้านเกินไปเหมือน Velvia ของ Fujichrome แต่ดูนุ่มนวล ดูดีมีชาติตระกูลกว่าฟิล์มใดๆ…

Jeff Bridges ช่างภาพกล้องพิสดาร ระดับดารารางวัลออสก้าร์

ใครที่เป็นแฟนๆหนังฮอลลีวูด คงจะคุ้นเคยกันดีกับ Jeff Bridges กันบ้างแหล่ะ ถึงจะไม่ใช่แฟนหนังก็คงคุ้นหน้าแกอยู่ดี เพราะเล่นหนังดังๆไว้เยอะไปหมด คุณน้า Jeff นี่แกมีความเป็นศิลปินสูงมาก ไม่ใช่แต่เป็นดาราฝีมือดี (ถ้าจำได้คือแกคว้าออสก้าร์จากบทนำในหนังเรื่อง Crazy Heart ที่แกเล่นเป็นศิลปินคันทรี่แหลวแหลกนั่นแหล่ะ )  แกยังเป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง ทำอัลบั้มของตัวเองมาก็หลายชุด แถมตระเวนเล่นคอนเสิร์ตด้วย และที่สำคัญ… แกเป็นช่างภาพ ความเป็นช่างภาพในตัวแกนี่ก็ไม่ธรรมดาเลย เราเป็นคนที่ชื่นชมและชื่นชอบช่างภาพที่ยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง ไม่วอกแวกไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีลายเซ็นต์  มีวิธีการถ่ายภาพ การสื่อสารในเรื่องราวที่อยากจะเล่าจากมุมมองที่ชัดเจน ซึ่งน้า Jeff แก มีคุณสมบัตินั้นครบถ้วนเลย Jeff Bridges แกเริ่มถ่ายภาพมาตั้งแต่สมัยมัธยมโน่น จริงจังถึงขนาดล้างฟิล์ม อัดภาพเองอย่างบ้าคลั่ง น้าแกเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆแล้วสมัยก่อนแกก็ไม่ได้ชอบล้างฟิล์มเท่าไหร่เลย แต่มันดันเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ( ถ้าไม่ล้างฟิล์มก็ไม่ได้เห็นภาพน่ะสิ..) แต่แกชอบมากคือขั้นตอนของการอัดภาพ! การที่ได้เห็นภาพมันค่อยๆปรากฏขึ้นมา มันเหมือนความมหัศจรรย์ ความภูมิใจที่ใช้เวลากับมันตั้งแต่ถ่าย ล้าง ยันอัดภาพ ซึ่งหลายๆครั้งก็ลืมไปแล้วว่าได้ถ่ายอะไรมา ทุกครั้งที่ได้อัดภาพ มันก็เลยเสมือนการได้แกะของขวัญวันคริสมาสต์แบบนั้นเลย สิ่งที่เด็ดดวงมากของน้า Jeff แกก็คือ แกหลงใหลในกล้อง Widelux เอามากๆ…

ตอบคำถามง่ายๆ “ถ้าอยากเริ่มล้างฟิล์มเอง ต้องทำอย่างไร?”

ช่วงตอบปัญหาคาใจน้องๆเพื่อนๆพี่ๆที่สนใจถ่ายรูปกล้องฟิล์ม กลับมาอีกแล้ว! เนื่องจากช่วงนี้มีคนมาถามเราเยอะมากเรื่องการล้างฟิล์มด้วยตัวเอง เช่น ถ้าอยากล้างฟิล์มเองนี่ยากมั๊ย? ต้องใช้เงินเท่าไหร่? ล้างแล้วดีกว่าร้านล้างยังไง? ฯลฯ คือเป็นคำถามที่สั้นแต่ต้องตอบกันยาว ไม่สามารถตอบได้ในประโยคสองประโยค บางคนถ้ามาที่ร้านเราเลยก็ยังพอจะง่ายหน่อย แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่แวะมาคุยกันง่ายๆ เอาเป็นว่า สรุปเป็นบทความให้อ่านกันจะง่ายกว่า ก่อนหน้านี้ เราเคยเขียนบล็อกเอาไว้แล้ว เกี่ยวกับ วิธีล้างฟิล์มสีด้วยตัวเอง แบบบ้านๆมาก..ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อก่อนตอนจะหัดล้างนี่หาข้อมูลยากมาก งงกันสามวันเจ็ดวัน พอล้างเป็นแล้วเลยเก็บกด อยากเขียนโพสเอาไว้ให้อ่านกันโต้งๆเลย ทีนี้.. มันก็อาจจะยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควรสำหรับคนที่คิดจะเริ่ม อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า คำถามพื้นๆนี่เราไม่เคยรวบรวมเอาไว้สักที บางทีลูกค้ามาที่ร้านมักจะถามว่า “ถ้าจะเริ่มล้างเองนี่ ใช้เงินเท่าไหร่?” แค่นี้ยังไม่เคยเอาเครื่องคิดเลขมากดๆๆบวกราคาเครื่องมือเอาไว้เลย… เอาเป็นว่า วันนี้ล่ะ! จะเป็นฤกษ์ดีในการตอบสักที ป.ล. ขอแนะนำนิดนึงว่า ใครที่อยากจะเริ่มมาล้างฟิล์มเอง ควรฝึกถ่ายรูปให้แม่นยำก่อน และเข้าใจพื้นฐานความรู้เรื่องฟิล์มมาประมาณนึงแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจกระบวนการทำงานพวกนี้ยาก มันไม่สำเร็จรูปเหมือนกล้องดิจิตอล ต้องเข้าใจกันก่อน เช่น บางคนยังไม่รู้เลยว่า ล้างฟิล์มไปเพื่ออะไร? (เจอคำถามมาแล้วเช่นว่า ไม่ต้องล้างฟิล์มได้มั๊ยคะ จะเอาภาพเลย.. T T หรือล้างฟิล์มแล้วต้องเอาไปสแกนก่อนนะ ถึงจะได้ภาพ อะไรแบบนี้ก็เจอมาแล้ว.. ) ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม…

รีวิวเลนส์แบบบ้านๆ Lomo LC-A Minitar-1 เลนส์ที่เกิดมาเพื่อการสตรีท

ครั้งนี้มาแปลก ปกติจะรีวิวแต่กล้องฟิล์มนะ ครั้งนี้จะรีวิวเลนส์ คือจริงๆร้านเราเองก็เป็นตัวแทน มีสินค้าของ Lomography ขายด้วย หลักๆก็ฟิล์มนั่นแหล่ะนะ แต่ยังไม่เคยจริงจังสินค้าอื่นๆของทาง Lomo เลย ด้วยความที่เรานี่ก็ขาสตรีท ไอ้เลนส์ LC-A Minitar-1 Art Lens ตัวนี้ก็ดันป่าวประกาศมาเลยว่า เฮ้ย นี่เกิดมาเพื่อสตรีทนะเว้ย.. แหม่… ออกตัวกันขนาดนี้ ก็เลยอยากลองเป็นธรรมดา ต้องขอขอบคุณทาง Lomography Thailand สำหรับเจ้าเลนส์ Minitar-1 ที่ให้มาหยิบยืมลองกัน คราวนี้เราเอามาลองแบบสตรีทจ๋าๆกัน ต้องออกตัวก่อนว่า ปกติแล้ว ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้กล้อง Lomo เอาซะเลย ด้วยสเปคของเลนส์ตัวนี้ เป็น M Mount สำหรับกล้อง Rangefinder พวก Leica ทั้งหลาย หรือจะเอาไปใส่พวกกล้อง Mirrorless ทั้งหลายก็ได้ ก็แปลงไปใช้ได้ ส่วนใหญ่ที่รีวิวๆกันก็เป็นกล้องดิจิตอลกันเป็นส่วนใหญ่ วันนี้เราก็เลยขอจัดเต็มแบบฟิล์มๆกันไป มาดูแพคเกจกันก่อนดีกว่า ตามสไตล์ของ Lomo เอง แพคเกจนี่ก็จัดเต็มมาก ดูดีมีชาติตระกูล…

รีวิวกล้องฟิล์มแบบบ้านๆ : กล้อง Nikon FE กล้อง SLR หล่อเข้มเรโทร

ถ้าใครอ่านรีวิวกล้องฟิล์มเรามาตลอด จะเห็นว่า เราไม่เคยรีวิวกล้องประเภท SLR เลย ซึ่งก็จะมีคนถามมาตลอด เพราะเอาจริงๆคือมีคนเล่นกล้อง SLR มากที่สุดในบรรดากล้องฟิล์มทั้งหลายเนี่ย ด้วยความที่มันราคาไม่แพงและคุณภาพดี ใช้งานง่ายอะไรแบบนี้ เมื่อนานมาแล้วเคยคิดจะรีวิว Olympus OM-1 ซึ่งส่วนตัวเป็นกล้อง SLR ที่เราชอบมาก แล้วก็มีผ่านมือมาหลายตัวเลย  แต่.. จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนสักที การรีวิวนี่ต้องบอกว่า ถึงเราจะใช้คำว่า รีวิวแบบบ้านๆ แต่มันก็จริงจังอยู่ประมาณนึง เพราะความบ้านๆที่ว่าหมายถึง พยายามอธิบายเรื่องเทคนิคให้ออกมาเรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่แบบว่าเป็นสเปค ชื่อเฉพาะทาง ค่าอะไรพิสดารๆเกินไป เพราะเราว่า การใช้งานจริงเนี่ย มันก็ไม่ได้ไปนึกถึงสเปคอะไรขนาดนั้น นึกถึงขับรถ เราก็แค่อยากรู้ว่ามันนั่งสบายมั๊ย ขับสบายมั๊ย คงไม่ได้จำว่าค่าการรับแรงกระแทกเป็นหน่วยอะไรแบบนั้นน่ะ ก็เลยทำให้ต้องใช้เวลาทดสอบกับตัวเองจนพอใจในระดับนึง ถึงจะกล้าเขียนออกมา เพราะเดี๋ยวจะดูกลายเป็นมั่วๆหรือไปเอาข้อมูลที่ไหนมาเขียนก็ได้แบบนั้น กลับมาที่เรื่องกล้องต่อ ทีนี้.. ตัวเราเนี่ย ไม่ค่อยจะถนัดกล้อง SLR เท่าไหร่ ได้ใช้ผ่านมือมาหลายๆรุ่นอยู่แหล่ะ ไอ้ที่ชอบก็มีอยู่ในใจ แต่ไม่ได้เขียนสักที ประกอบกับว่าเริ่มฮึดอยากให้บล็อกนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับกล้องมากขึ้น เพราะเห็นว่าหลายๆคนที่เพิ่งเริ่มใช้ ก็เอามาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจอยู่หลายคน ก็เลย เอาวะ.. เริ่มเขียนรีวิวกล้อง SLR สักที…