โควิท กล้องฟิล์ม ศิลปะ และการยืนหยัด

เราเริ่มเขียนบล็อกนี้ น่าจะสักปี 2014 ถึงวันนี้นับหยาบๆก็ 7 ปีแล้ว ที่ผ่านมามีคนมากมายที่ได้อ่านเรื่องราวต่างๆในบล็อกนี้ ได้เรียนรู้บ้าง ได้อ่านอะไรเล่นๆบ้าง เหมือนว่าเรารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ ทุกวันนี้ หลายๆคนยังเข้ามาอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้จาก google เหมือนที่แล้วๆมา แต่จำนวนคนก็ลดลงไปเยอะมาก เรียกว่าพอๆกับตอนแรกๆที่เราเขียน ครั้งหนึ่งที่กล้องฟิล์มบูม มีคนเข้ามาดูบล็อกเราไม่น้อยกว่า 2,000 คนทุกวันจาก google ถ้านับกันก็คงประมาณเป็นหลักหมื่นคนต่อเดือน เมื่อ 6 ปีก่อน เราได้เรียนรู้ศิลปะร่วมสมัยจากการที่ถ่ายภาพสตรีท มันดีกับชีวิตเรามาก เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด จนเราอยากส่งต่อความรู้เหมือนเมื่อตอนที่เริ่มเล่นกล้องฟิล์มใหม่ๆ ย่อยให้ทุกคนเข้าถึงง่ายๆเหมือนที่เราเคยเขียนลงในบล็อกนี้เสมอ เราเริ่มเล่นกล้องฟิล์ม ก็ 33-34 ได้ ถ่ายสตรีทก็ 34-35 ได้ เราเริ่มจากศูนย์ และเราแค่อยากเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสายไป และทุกคนทำได้ทุกอย่าง เราเล่นกล้องฟิล์มจรืงจังจนเปิดเป็นร้าน Husband and Wife จากร้านที่ใช้พื้นที่ห้องรับแขกของบ้านเป็นหน้าร้าน และใช้ทำเวิร์คชอปล้างฟิล์ม จนกลายมาเป็นร้านบนสวนเล็กๆ ครึ่งไร่ ถึงตอนนี้ก็ 7-8 ปีแล้ว ขณะเดียวกัน เราถ่ายสตรีทจนเข้ารอบ…

โปรดิวเซอร์ย้อนยุค ภาค 2

ในช่วงปี 2000 หรือ พ.ศ. 2543 เป็นช่วงที่ RS มีการเปลี่ยนแปลงทีมงานด้านการผลิตเพลง ที่เรียกว่า Music Production Unit ครั้งใหญ่ เนื่องจากมีการยกขบวนลาออกของทีมที่ได้ชื่อว่าเป็นมือ 1 ใน RS ( ถ้าเป็นในโรงเรียนก็คงคล้ายๆกับห้องคิง อะไรประมาณนั้น..) ซึ่งจำนวนก็ไม่ใช่น้อยๆ น่าจะเกือบ 10 คนได้ ถ้าจำไม่ผิด ยกตัวอย่างเช่น พี่รงค์ ณรงค์ เดชะ ซึ่งในเวลานั้นก็เป็นเหมือนหัวหน้าห้องของห้องคิง เพลงฮิตๆอย่าง รม’บ่จอย ของ Lift&Oil , ยิ่งรักเธอ ของ โดม และศิลปินเบอร์ 1 ของค่ายแทบจะทุกคน ทำให้ช่วงนั้นทีมผลิตเพลงสั่นคลอนพอตัว เพราะขาดกำลังสำคัญไปมาก รวมไปถึงเราเองในช่วงนั้น ถือว่าเป็น “เด็กบ๊วยหลังห้อง” แค่เพลงธรรมดาๆ ยังเหนื่อยแล้วเลยนับประสาอะไรกับเพลงประเภท Big hit ในเวลานั้น ผลจากการยกขบวนกันออกครั้งนั้น ทำให้ทีมอื่นๆเอง ต่างก็เริ่มแตกกระจายออกไปเช่นกัน อย่างทีมของพี่รงค์เอง จริงๆแล้วจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนของดนตรี ดูแลโดยพี่รงค์ และในส่วนของเนื้อร้อง…

โปรดิวเซอร์ย้อนยุค ภาค 1

เมื่ออาทิตย์ก่อน ขณะที่กำลังขับรถกลับบ้านอยู่ ก็เปิดคลื่นโน้นคลื่นนี้ฟังไปเรื่อยๆ พักหลังๆนี่ไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ เริ่มเข้าใจเพื่อนที่มันอยู่ในวัยเดียวกันแล้วไม่ค่อยได้ฟังเพลงแล้วล่ะ… พอดีว่าได้ยินคลื่นนึงเค้าเปิดเพลง “ปากดีขี้เหงา” ของมีล่า.. ไม่ได้ยินนานนนแล้ว เลยชวนให้นั่งระลึกถึงว่า “เอ๊า..นี้กูทำนะนี่” …เรื่องพวกนี้ ยิ่งนานไป มันก็ชักจะเลือนๆออกไปทุกทีนะ… เหมือนไม่ใช่อะไรที่คุ้นเคยไปซะแล้ว ช่วงหลังๆมีพี่ๆหลายคนชอบมาทักเรื่องนี้บ่อยๆว่า “ ไม่ทำเพลงแล้วจริงๆเหรอ “ ด้วยภาระหน้าที่ตอนนี้ มันคงไม่มีปัญญาทำแล้วล่ะ ก็ใครจะเชื่อว่าอาชีพที่เคยทำมาเป็นสิบปี อยู่ๆจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นกันไปได้ ไหนๆคิดถึงเรื่องเก่าๆ ก็เลยถือซะว่าส่งท้ายอาชีพเก่ากันซะหน่อย  มาลองนึกเล่นๆเรื่อยๆเปื่อยๆกลับไปถึงเพลงที่เคยทำ ช่วงเวลาที่ประทับใจที่ได้ทำงานนั้นๆ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว เราไม่ได้จะชอบเพลงที่ตัวเองทำเท่าไหร่เลย ส่วนใหญ่ทำจบแล้วจบกัน ไม่ย้อนกลับไปฟังเลยแหล่ะ แล้วทุกครั้งที่ใครเอามาฟังก็ออกจะอายเค้าซะด้วยสิ…แต่สิ่งที่รู้สึกดี กลับเป็นบรรยากาศ ผู้คนที่ได้ทำงานด้วย ช่วงเวลาที่ตั้งใจ สนุก เหนื่อย อดหลับอดนอน.. ตรงนั้นแหล่ะที่จดจำเอาไว้ตลอดเวลา หลังจากที่ได้นั่งระลึกชาติกันไป พอกลับบ้าน ก็ตรงไปที่ชั้น CD ที่หมักหมมมาหลายชั่วยาม จนกองท่วมหัวไปหมด ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะทำงานเพลง แต่ก็ดันไม่ชอบเก็บ CD เท่ากับเก็บแผ่นหนังเล๊ย..ให้ตายเหอะ..  แผ่นหนังนี่เก็บไว้ซะดิบดี ไว้ในห้องนอน ส่วน CD นี่..เอ่อ..โยนไปโน่นนน  มุมห้องอื่นๆที่เอาไว้เก็บของเลย ดีนะที่โลกนี้มี…